ตอนที่ 127
ตอนที่ 127
ตอนที่ 127
“นายหญิง~ นายหญิง~”
เสียงกระซิบแผ่วเบา ลอยมาอีกครั้งในห้วงนิทรา
แต่ครานี้…กลับชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
“เจ้าคือสิ่งใดกัน…”
เหยาอวี้พึมพำเบาๆ พยายามเพ่งฟัง ทว่าเสียงนั้นกลับเลือนหาย ราวกับถูกกลืนไปกับสายลม
“……~”
นางขมวดคิ้ว รีบเอื้อมมือออกไปไขว่คว้า อยากจะดึงบางสิ่งเอาไว้
แต่ทันใดนั้น ข้อมือของนางก็ถูกคว้าไว้แน่น
“อวี้เอ๋อร์!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ปนความตกใจที่ไม่ปิดบัง
เหยาอวี้สะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นทันที
ภาพตรงหน้าสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ชัดเจน
นางเห็นเจียงมู่ไป๋นั่งอยู่ใกล้ๆ มือของเขายังคงจับข้อมือนางไว้ คิ้วขมวดเล็กน้อยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติ
เขาไม่คิดว่าเด็กหญิงจะนอนละเมอ
เหยาอวี้กะพริบตาถี่ๆ หันมองออกไปด้านนอกถ้ำ
ฟ้ายังมืด มีเพียงแสงไฟจากกองฟืนริบหรี่
“เพิ่งยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) ” เสียงของชายหนุ่มกลับมาเรียบดังเดิม “เจ้านอนต่ออีกสักหน่อยเถอะ”
เจียงมู่ไป๋นอนอยู่บนพรมขนสัตว์ด้านข้าง ระยะไม่ห่างจากนางมากนัก
เหยาอวี้พยักหน้าอย่างเหม่อลอย ความง่วงยังคงเกาะกุม แต่สติเริ่มกลับคืน นางค่อยๆ ลืมตาเต็มที่ ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่ง ทบทวนความฝันเมื่อครู่
ครานี้…มันชัดเจนเกินไป
ไม่ใช่เพียงเสียงเลือนลาง แต่เหมือนมี บางสิ่ง พยายามสื่อสารกับนางจริงๆ
เพราะชีวิตก่อนหน้า นางเคยเป็นเซียนน้อยมานับร้อยปี ย่อมรู้ดีว่าความฝันเช่นนี้…ไม่ธรรมดา
เกี่ยวกับ…สัมผัสฟ้าดินหรือไม่…
เหยาอวี้ครุ่นคิดในใจ
แต่ทันใดนั้น เมื่อนางหลุดจากภวังค์ก็รับรู้ได้ถึงสายตาหนึ่งที่กำลังมองมา
ในถ้ำแห่งนี้ นอกจากชายชราที่นอนอยู่ไม่ไกล
ก็มีเพียง…
เจียงมู่ไป๋
“พี่รอง…” นางเรียกเบาๆ น้ำเสียงแหบเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นนอน แฝงความเก้อเขินเล็กน้อย เพราะสายตาที่เขามองมานิ่งๆ ราวกับกำลังพิจารณาครุ่นคิดบางอย่างเช่นกัน
เมื่อถูกเรียก แววตาของชายหนุ่มคล้ายมีหมอกบางบดบัง ความแหลมชัดเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา มือที่จับข้อมือนางอยู่ค่อยๆ คลายออก ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่พูดสิ่งใด
เขาเดินไปยังมุมถ้ำ ยกกาน้ำที่อุ่นไว้เหนือกองไฟขึ้นมา รินลงถ้วยช้าๆ ไอน้ำอุ่นลอยบางๆ
จากนั้นจึงหันกลับมา ยื่นถ้วยน้ำให้นาง
“ดื่มก่อน”
เหยาอวี้เพิ่งรู้สึกตัวในตอนนั้นเอง ว่าก่อนหน้านี้…แขนของนางถูกเขาจับไว้ตลอด ปลายนิ้วขยับเล็กน้อยอย่างเก้อเขิน แต่ก็รับถ้วยน้ำมา
น้ำอุ่นไหลผ่านลำคอ ให้ความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาบ้าง นางเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำเบาๆ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ…”
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบ เพียงมองนางครู่หนึ่งแล้วละสายตาไป ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เหยาอวี้ย่อมไม่มีคำอธิบายอะไรให้กับอาการละเมอของตน จึงเลือกหัวข้อหนึ่งที่น่าจะไกลตัวหน่อยออกมา
“ชายชราผู้นั้น น่าจะไม่ใช่คนธรรมดา” พูดขณะมองไปอีกฝั่งของถ้ำ ที่ชายชราผู้นั้นนอนอยู่
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเรียบเฉย ไม่ได้เผยทีท่ารู้ทันการเลือกหัวข้อนี้ของนาง
เหยาอวี้เห็นเช่นนั้นก็สบายใจขึ้น จึงพูดในสิ่งที่กังวล “หากเขานำปัญหามาให้…”
ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับถามแทรกก่อน “พรุ่งนี้เขาจะตื่นหรือไม่”
นางพยักหน้า “พิษถูกขับออกมาหมดแล้ว แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่ก็ถือว่ารักษาชีวิตไว้ได้ พรุ่งนี้เขาน่าจะลุกขึ้นได้แล้วเจ้าค่ะ”
เจียงมู่ไป๋ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วไม่ได้ตอบในทันที มองนอกถ้ำ มีกระโจมของคนงานที่ทำหน้าที่คุ้มกันและเฝ้ายามให้เขาอยู่ด้านนอก
“เช่นนั้นรอให้เขาตื่นก่อนแล้วค่อยคิด”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ขณะนั้นก็รับรู้ถึงสัมผัสบางอย่าง เด็กหญิงลุกขึ้นอย่างตกใจ
การเคลื่อนไหวกะทันหันนั้น ทำให้เจียงมู่ไป๋ตกใจตาม
เหยาอวี้แม้จะยังตื่นเต้นกับสิ่งที่สัมผัสได้อยู่ แต่เมื่อเห็นท่าทางเขา กลับหัวเราะเบาๆ
“ข้าทำท่านตกใจอีกแล้วหรือไม่เจ้าคะ”
ชายหนุ่มนึกว่านางแกล้งจึงเผลอเอือมมือไปบีบแก้มเล็กนั่นหนึ่งทีอย่างหมั่นเขี้ยว มองเด็กหญิงที่ขณะยืนเต็มความสูงยังสูงพ้นศรีษะเขาเพียงเล็กน้อย สายตาของทั้งคู่จึงอยู่ในระดับเดียวกัน
“พี่รอง!” นางรีบเบี่ยงหน้าหนี ทำหน้ามุ่ยทันที
“ไหนเจ้าบอกมาสิว่าอะไรทำให้ตกใจขนาดนั้น”
แต่เหยาอวี้จะตอบได้อย่างไรว่าสัมผัสพบเจอสมุนไพรในที่ห่างไกลออกไป จึงได้แต่ตอบอ้อมแอ้มว่า “ข้าปวดเบาเจ้าค่ะ”
แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมไม่เชื่อ แต่เขาจะกล้าไต่สวนนางได้อย่างไร ขณะที่กำลังจะลุกไปหยิบกระโถน
แต่คราวนี้เหยาอวี้รู้สึกตกใจยิ่งกว่าเดิม
จะให้เขาไปหยิบให้นางได้อย่างไร
เด็กหญิงรีบวิ่งเพื่อไปหยิบด้วยตัวเอง แต่ก่อนที่เท้าจะสัมผัสพื้นดินในถ้ำก็ถูกคนโตกว่าอุ้มขึ้นด้วยมือข้างเดียว สภาพตอนนี้เหมือนนางกำลังถูกคนหิ้วเสียอย่างนั้น
“เจ้าเป็นหมอ ไม่รู้หรือว่าห้ามเดินบนเท้าเปล่าพื้นเย็น” เสียงเขาดุเบาๆ
เหยาอวี้อ้าปากค้าง ก่อนจะกลอกตาเล็กน้อย
‘เหอะ พี่ชาย ยามนี้ข้าคงคิดทันหรอก’
เด็กหญิงบ่นเขากลับในใจ และอีกอย่างคือนางอ่อนแอขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่กัน
แต่ตอบกลับว่า “ข้ารีบไปหน่อยเจ้าค่ะ” แล้วบอกต่อว่า “เดี๋ยวข้าหยิบเอง”
ชายหนุ่มจึงวางนางลงบนพรมขนสัตว์ เด็กหญิงรีบสวมรองเท้า แล้วถือกระโถนเข้าไปที่มุมหนึ่งภายในถ้ำ เห็นได้ชัดว่าเขาสั่งให้คนนำผ้ามากั้นไว้เผื่อนางต้องปลดทุกข์
บ่าวคนหนึ่งเข้ามาเก็บกระโถนไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานนักท้องฟ้าเริ่มมีแสงรำไร ไอเย็นของยามเช้ายังไม่ทันจาง
อาไฉก็เดินเข้ามา ในมือหิ้วไก่ป่าที่ชำแหละเรียบร้อยแล้วสองตัว เนื้อสดถูกล้างจนสะอาด เตรียมจะโรยเกลือแล้วนำไปย่างไฟทันที
เหยาอวี้เห็นก็เกิดประกายสดใส รีบกล่าวห้ามทันที “เอาสมุนไพรมาทำไก่ย่างสมุนไพรดีกว่าเจ้าค่ะ”
พูดจบก็หันไปยังตะกร้าสมุนไพร นางนั่งลงแล้วเริ่มค้นอย่างคล่องมือ
“เอาหวงฉี ตังกุย แล้วก็ขิงแห้ง กับโกฐเชียง”
เหยาอวี้หยิบสมุนไพรออกมาทีละอย่าง ก่อนจะสั่งต่อ “สับหยาบๆ แล้วยัดเข้าไปในท้องไก่เจ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็เอานิ้วแตะเกลือกับซีอิ๊วที่เตรียมมา ทาบางๆ บนผิวไก่ แล้วใช้สมุนไพรที่เหลือ บดแล้วถูเคลือบด้านนอกอีกชั้น
“แบบนี้แหละ ยัดข้างใน แล้วก็ทาข้างนอก”
อาไฉพยักหน้ารับ ก่อนจะนำไก่ทั้งสองตัวไปย่างเหนือไฟ พลิกไปมาอย่างชำนาญ อีกตัวก็นำไปต้มทำน้ำแกงไก่
ไม่นานนัก กลิ่นหอมก็เริ่มลอยออกมา กลิ่นเนื้อย่างผสมสมุนไพร หอมลึก อุ่น และชวนให้ท้องร้อง
เหยาอวี้สูดกลิ่นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างพอใจ เมื่อวานเพราะเหนื่อยเกินไป ทุกคนจึงอาศัยกินผลไม้แล้วนอน
“อาไฉ ท่านทำอาหารเก่งนะเนี่ย”
ชายวัยกลางคนเกาหัวเล็กน้อย สีหน้าเขินๆ
“พอกินได้ขอรับ…”
เจียงมู่ไป๋มองภาพนั้นเงียบๆ แววตาอ่อนลงเล็กน้อย รำลึกถึงอดีตที่ต้องใช้ชีวิตในป่าเพื่อเอาตัวรอด ก็ได้อาไฉที่แบกและดูแลเขามาตลอดทาง
กลิ่นไก่ย่างสมุนไพรหอมอบอวลไปทั่วถ้ำ หอมจนแม้แต่คนที่นอนหมดสติอยู่ ยังขมวดคิ้วเล็กน้อย
เปลือกตาของชายชราสั่นไหว ลมหายใจที่เคยแผ่วเบา ค่อยๆ หนักแน่นขึ้น
ไม่นานนัก เขาก็ลืมตาขึ้นช้าๆ สายตายังพร่าเลือน เหมือนคนเพิ่งตื่นจากความตาย ร่างกายขยับเล็กน้อย ก่อนจะพยายามลุกขึ้น
“อย่าเพิ่งขยับมากนักเจ้าค่ะ” เหยาอวี้รีบเข้าไปยื่นมือพยุงเขาไว้เบาๆ
ชายชรามองนาง แววตายังสับสน
“ท่านจำได้หรือไม่ว่าตนเองเป็นใคร” นางถาม
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบ “ข้าชื่อ…เซวียนกวง”
เพียงได้ยินชื่อนั้น เจียงมู่ไป๋กลับขมวดคิ้วทันที สายตาคมขึ้นเล็กน้อย
อาไฉเองก็ชะงักขณะปิ้งไก่เช่นกัน ก่อนจะกลับมาแสดงสีหน้าปกติ
“ท่านมาที่นี่ทำอะไร” เขาถามเรียบๆ เสมือนถามเรื่องทั่วไป
ชายชราหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบ
“ข้าเป็นหมอ…ขึ้นเขามาหาสมุนไพร”
เขาหอบหายใจเบาๆ “ครั้งก่อนข้ามาได้ของดีไม่น้อย ครานี้จึงเข้ามาลึกกว่าเดิม”
แววตาเขาหม่นลง “แต่ไม่คิดว่าจะเจอพวกนักฆ่า”
เหยาอวี้ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ รินน้ำจากกาให้ชายชราแล้วถาม
“แค่หาสมุนไพร…เหตุใดถึงมีนักฆ่าเจ้าคะ”
ชายชราชิบน้ำแล้วอ้ำอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบคลุมเครือ “อาจเป็นเพราะ…ยาที่ข้าทำมีคุณภาพสูง จึงมีคนแย่งชิงกัน”
เด็กหญิงเอียงศีรษะ “ยานั้นคืออะไรหรือเจ้าคะ”
ชายชราลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสายตาใสกระจ่างของนางที่ไม่มีความโลภ มีเพียงความอยากรู้ทั่วไป เขาจึงถอนหายใจ
“เรียกว่า…กู่หยวนตาน เป็นยาช่วยเพิ่มหยางบำรุงหยิน ช่วยประคองชีวิต ฟื้นฟูกำลัง และรักษาผู้ที่ถูกพิษสะสมมาเนิ่นนาน”
เหยาอวี้ฟังแล้วขมวดคิ้วทันที
ยาชื่อนี้…นางไม่เคยได้ยิน
“สมุนไพรหลักคืออะไรหรือเจ้าคะ”
ชายชราเห็นเด็กหญิงสนใจสมุนไพรคล้ายรู้เรื่อง ก็พลันตื่นตัว คิดค้นจากช่วงที่สติไม่ค่อยแจ่มชัดยามนั้น เหมือนว่าจะเป็นมือเล็กๆ คู่นี้ที่ยื้อลมหายใจเขาจากมัจจุราชได้ จึงยอมตอบอย่างหมดจด
“มีหลงกู่ชิง…เป็นแกนหลัก เสริมด้วยหวงจิง และตู่จ้ง ที่เหลือเป็นพวกสมุนไพรประสานตามอาการ…”
เหยาอวี้นิ่งไป ขมวดคิ้วทันที
“เช่นนั้นท่านทำยานั้นแล้วหรือ” ที่นางต้องการคำตอบจริงๆ คือ เจอหลงกู่ชิงแล้ว?
ทว่าชายชรากลับส่ายหน้า “สมุนไพรสำคัญนั้นหายาก ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่แน่ว่าจะเจอ”
ไม่รู้ทำไมเหยาอวี้กลับถอนหายใจไม่รู้ แต่ก็ถามอย่างอื่น “เช่นนั้นพวกเขาจะมาชิงยากับท่านทำไม”
ชายชรายิ้มอย่างขมขื่น “ต่อให้ยังไม่มี เขาก็ไม่ยากให้คนที่ทำเป็นยังมีชีวิตอยู่”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาของเหยาอวี้ก็เปลี่ยนเล็กน้อย ใคร่ครวญเรื่องส่วนผสมยาที่ชายชรากล่าวอีกครั้ง
แม้วิธีการจะต่าง แต่แนวคิดของยานี้ กลับใกล้เคียงกับสิ่งที่นางทำอย่างประหลาด
หรือว่า…
โรคของเจียงมู่ไป๋
ไม่ได้มีเพียงคนเดียวในโลกนี้…