ตอนที่ 12
ตอนที่ 12
ตอนที่ 12
นางเลื่อนมือไปแตะหลังเขา กดตามแนวกระดูกสันหลังเบาๆ
“หายใจลึก”
เขาพยายามสูดลมหายใจ แต่ลมกลับตื้นและสั้น
หลัวเหยาอวี้ปล่อยมือช้าๆ แล้วจัดเสื้อให้เขาเรียบร้อย
ในห้องเงียบลง
จินต้าฉางมองสีหน้านาง
“หนักหรือ”
หลัวเหยาอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเด็กหญิงนิ่งลึกผิดวัย
“ร่างนี้ยากนักต่อการรักษา”
คำพูดนั้นเรียบ ไม่มีการปลอบโยน
เจียงมู่ไป๋เม้มปากแน่น คำพูดเช่นนี้ เขาได้ยินมานานแล้ว นัยตาเฉยชาเกินกว่าจะมีความหวังอื่นใด
หลัวเหยาอวี้เอ่ยต่อ “ตอนนี้ทำได้เพียงประคองยื้อชีวิตไว้ก่อน”
จางซื่อมองชายหนุ่มอย่างเห็นใจ ความรู้สึกไม่ดีตอนแรกลดลงไปมาก ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ใกล้ตายผู้หนึ่ง พร้อมกับความคิดบางอย่างที่เคยผุดขึ้นมาก่อนหน้าก็ดับลงเช่นกัน
น่าเสียดายนัก…
นางคิด
ส่วนเจียงมู่ไป๋เงียบงัน ราวกับคำว่า ยื้อชีวิต มิใช่สิ่งใหม่สำหรับเขา
เพียงแต่ครั้งนี้… คนที่กล่าวออกมา คือเด็กหญิงตัวเล็กที่สายตาคมกริบราวกับมองทะลุถึงแก่นชีวิตเขาได้
ในห้องเล็กด้านหลังโรงเตี้ยมจินฟู่ บรรยากาศสงบลงหลังการตรวจอาการเสร็จสิ้น กลิ่นไม้สะอาดปะปนกลิ่นชาอ่อนๆ จากห้องโถงด้านหน้า เสียงผู้คนภายนอกเบาบางลง เหลือเพียงลมหายใจแผ่วของชายหนุ่มบนเตียง
หลัวเหยาอวี้ยืนตัวตรง มือไพล่หลัง สีหน้านิ่งสงบ ต่างจากเด็กหญิงทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
“ต้องกระจายเลือดคั่ง มิฉะนั้นจะปวดแน่นหลายวัน และอาจกลายเป็นช้ำในสะสม”
นางเอ่ยชื่อสมุนไพรทีละตัว น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “เถาเลือดมังกรสามเฉียน หงฮวาสองเฉียน ตั่งกุยสามเฉียน เฉินผีหนึ่งเฉียน ต้มรวมกันก่อน แล้วใส่ซานฉีบดละเอียดสองเฉียนตอนยกลงจากไฟ”
จินต้าฉางตั้งใจฟัง เด็กรับใช้คนหนึ่งขยับเหมือนจะไปหากระดาษ
หลัวเหยาอวี้กล่าวต่อโดยไม่หยุด
“ต้มน้ำสามถ้วย เคี่ยวให้เหลือหนึ่งถ้วยครึ่ง ดื่มอุ่นๆ หลังอาหารวันละครั้ง ส่วนภายนอก บดซานฉีผสมเหล้าอุ่นพอชื้น ทาบริเวณฟกช้ำวันละสองครั้ง”
จากนั้นนางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อในน้ำเสียงต่ำลง
“ส่วนภายใน…” สายตานางทอดมองเจียงมู่ไป๋โดยตรง “ไช่หูสองเฉียน ไป๋จู๋สามเฉียน หวงฉีสี่เฉียน ตั่งกุยสามเฉียน ฝูหลิงสามเฉียน ซวนเซินสองเฉียน เหลียนเฉียวหนึ่งเฉียน และชวนเป้ยมู่สองเฉียน”
คำแต่ละคำหลุดออกมาราวกับผ่านการชั่งตวงในใจแล้วเรียบร้อย
“ต้มน้ำสี่ถ้วย เคี่ยวเหลือสองถ้วย แบ่งดื่มเช้าเย็น วันเว้นวันอย่างน้อยสามเดือน”
นางหยุดนิ่งหนึ่งเหมือนนึกบางอย่างได้ แล้วกวาดตามองรอบห้อง “มีผู้ใดจดได้หรือไม่”
เด็กรับใช้ชะงัก จินต้าฉางทำท่าจะเรียกคนไปหยิบพู่กัน แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นชัดเจนจากเตียง
“ข้าจำได้หมดแล้ว”
ทุกคนหันไปมอง
เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งพิงหัวเตียง สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาดำลึกมองตรงมาที่หลัวเหยาอวี้
“เถาเลือดมังกรสาม หงฮวาสอง ตั่งกุยสาม เฉินผีหนึ่ง ซานฉีสอง ใส่ท้ายไฟ ต้มสามเหลือหนึ่งครึ่ง ดื่มวันละครั้ง”
เขาทวนอย่างไม่ผิดแม้คำเดียว จากนั้นกล่าวต่อโดยไม่หยุดคิด
“ไช่หูสอง ไป๋จู๋สาม หวงฉีสี่ ตั่งกุยสาม ฝูหลิงสาม ซวนเซินสอง เหลียนเฉียวหนึ่ง ชวนเป้ยมู่สอง ต้มสี่เหลือสอง ดื่มเช้าเย็น วันเว้นวัน สามเดือน”
ห้องเงียบสนิท
เด็กรับใช้ที่เตรียมจะไปหยิบกระดาษชะงักมือกลางอากาศ
จินต้าฉางหัวเราะเบาๆ อย่างทึ่ง
“คุณชายความจำดีนัก”
หลัวเหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ความรำคาญก่อนหน้าคลายลงบางส่วน
อย่างน้อยคุณชายผู้นี้ก็ไม่ได้มีดีแค่ท่าทีสูงศักดิ์
“ดี แต่ถึงอย่างไรก็ต้องจดให้คนไปซื้อมา” นางกล่าวเรียบๆ “และอย่าเพิ่มหรือลดตัวยาเอง และห้ามดื่มยาซ้อนกับตำรับอื่นโดยไม่ปรับสมดุล”
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย
สายตาทั้งสองประสานกันชั่วครู่
ความจริงมีหมอมารักษาเขานับไม่ถ้วน กินยามาก็หลายขนาน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกเชื่อถือเด็กน้อยอย่างไม่คาดคิด
อย่างน้อยนางก็ตอบตามตรง มิได้พูดอ้อมค้อมเอาใจเพื่อเลี้ยงไข้เขาเหมือนคนอื่นๆ
เวลาไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากโถงด้านหน้าโรงเตี้ยม เด็กรับใช้คนหนึ่งของจินฟู่รีบเข้ามารายงานว่าเจอคนของคุณชายแล้ว
ชายวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายเรียบร้อย ท่าทางเป็นบ่าวตระกูลมั่งคั่งก็รีบรุดเข้ามา สีหน้าแตกตื่น เมื่อเห็นเด็กชายบนเตียงจึงรีบคุกเข่าลงทันที
“คุณชายรอง! บ่าวมาช้าไป ขอรับโทษด้วยขอรับ!”
เจียงมู่ไป๋เพียงยกมือเล็กน้อย “ข้าไม่เป็นไร แค่ถูกพวกอันธพาลก่อกวน”
คำพูดเรียบง่าย แต่ทุกคนในห้องล้วนมองเห็นสภาพเขาเมื่อครู่
จางซื่อกับหลัวเหยาอวี้สบตากันเล็กน้อย เพราะพวกนางย่อมไม่เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลเจียงอยู่แล้ว สำหรับหลัวเหยาอวี้ที่ไร้ซึ่งความทรงจำ ตระกูลนี้มีหน้าตาเช่นใด นางคงว่างเปล่าเกินที่จะรู้ ส่วนจางซื่อ แต่เดิมก็ไม่ใช่คนที่นี่ อีกทั้งสองปีที่ผ่านมานางแทบจะไม่ได้เข้าตำบลด้วยซ้ำ ยิ่งตัวอำเภอที่นางต้องการหลีกเลี่ยงก็ยิ่งไม่มีทางเสนอหน้าไปที่นั่นแน่นอน
จากคำพูดของบ่าว ทุกคนจึงได้ทราบตัวตนของเขา นี่คือบุตรชายบ้านรอง ลำดับที่สองในหมู่ญาติพี่น้องของตระกูลคหบดีเจียงแห่งอำเภอเหออัน
ตระกูลเจียงมิใช่เพียงพ่อค้าธรรมดา หากเป็นคหบดีใหญ่ มีที่นาและกิจการค้าผ้าไหมกระจายหลายตำบล และหัวเมืองใหญ่ๆ ปีนี้ส่งเขามารับผิดชอบดูแลบัญชีและเส้นทางการค้าระหว่างเหออันกับเมืองใกล้เคียง ฝึกฝนประสบการณ์ก่อนเข้าสู่วงการค้าเต็มตัว
แต่กลับเกิดเรื่องเสียก่อน
เถ้าแก่จินเลิกคิ้วทันทีเมื่อได้ยินชื่อ “ตระกูลเจียงแห่งเหออัน…”
เขาพึมพำเบาๆ ชื่อของเจียงมู่ไป๋นั้น มิใช่ไม่คุ้นหู แม้จะเป็นคุณชายในบ้านรอง แต่ก็โด่งดังในหมู่พ่อค้า ชนชั้นสูง และชาวบ้านในระแวกนี้ไม่น้อย ได้ยินว่าเขาเป็นซิ๋วไฉตั้งแต่อายุยังน้อย ในวัยเพียงสิบเอ็ดหนาว กลับคว้าอันดับจอหงวนของสนามสอบตอนต้น ทั้ง 3 ขั้น เซี่ยนชื่อ ฝู่ชื่อ และสุดท้ายย่วนชื่อ[1] ก่อนจะคว้าสถานะซิ่วไฉด้วยลำดับหนึ่งของทั้งสามสนาม แต่เพราะโรคภัยรุมเร้า ตั้งแต่ฤดูหนาวของปีที่สิบสองของเขา ก็ต้องจบชีวิตการสอบขุนนางไว้เพียงเท่านี้อย่างน่าเสียดาย
ทั้งเพราะสติปัญญา ความจำดี และ…อาการป่วยเรื้อรังที่เล่าลือกัน ว่ากันว่าเขาป่วยมาตั้งแต่วัยเยาว์ พบเจอหมอบ่อยกว่าหน้าบิดามารดาเสียอีก
ชื่อเสียงของเขา โด่งดังยิ่งกว่าคุณชายสกุลเหมาที่ฐานะธรรมดากลับสอบผ่านซิ่วไฉแต่ต้องล้มป่วยหลังสอบไม่นาน ทั้งยังตามหาภรรยาเพื่อมาผูกดวงเสริมมงคล
ตำบลเล็กๆ เช่นนี้ ข่าวแบบนี้ย่อมแพร่เร็ว
จินต้าฉางหันไปมองหลัวเหยาอวี้ด้วยสายตาครุ่นคิด เด็กหญิงผู้นี้…เพิ่งช่วยชีวิตเขา และบัดนี้กำลังประคองชีวิตคุณชายแห่งตระกูลคหบดีใหญ่ ยาชุดแรกเขาได้ให้คุณชายเจียงผู้นี้เขียนออกมาเพื่อให้เด็กรับใช้ไปซื้อที่ร้านยาหยางจี้ เพียงไม่นานสีหน้าที่ขาวซีด และอาการกลั้นไอตลอดเวลาของคุณชายก็ดีขึ้นอย่างอัศจรรย์
เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกถึงวิชาหมอที่ลำลึกของเด็กหญิง
แต่ไหนแต่ไร ผู้มีความสามารถไม่อาจถูกดูแคลนได้ ไม่จำกัดว่าเพิ่งช่วยชีวิตเขาไป ดังนั้นหากมีสิ่งใดได้เกาะขาทองคำนี้ได้ โรงเตี้ยมขนาดกลางแห่งนี้ อาจมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์กระมัง
เจียงมู่ไป๋พึงพอใจกับผลลัพธ์ของร่างกายยิ่งนัก เพียงดื่มยาไปไม่นาน ความแน่นทรวงอกที่เคยเหมือนมีหินก้อนหนึ่งกดทับ ค่อยๆ คลายตัวลงอย่างช้าๆ ลมหายใจที่ก่อนหน้านี้ต้องสูดลึกแล้วสะดุดครึ่งทาง บัดนี้ไหลลื่นขึ้น แม้ยังไม่เต็มปอด แต่ไม่ติดขัดเหมือนเดิม
เขานั่งนิ่ง หลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อรับรู้ความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ชัด
ต่าง…
ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
ตลอดหลายปี เขากินยามานับไม่ถ้วน ตำรับบำรุงชี่ ตำรับหล่อเลี้ยงเลือด ตำรับขับลม ขับชื้น บางตำรับรสขมจัดจนลิ้นชา บางตำรับหวานเลี่ยนจนคลื่นไส้
บางครั้งกินแล้วรู้สึกอุ่นเพียงชั่วครู่
บางครั้งไม่เกิดสิ่งใดเลย
บางครั้งกลับแน่นอกกว่าเดิม
แม้แต่ตำรับของหมอหลวงเมื่อสี่-ห้าปีก่อน ยาขนานนั้นก็เพียงประคองอาการไม่ให้ทรุด แต่ไม่เคยทำให้เขารู้สึกโล่งเช่นนี้
แต่วันนี้ เพียงตำรับหนึ่งของเด็กหญิงตัวเล็กที่บังเอิญพบในตำบลเล็กๆ ความหนักอึ้งในอกกลับเบาบางลงอย่างชัดเจน
เจียงมู่ไป๋ลืมตาขึ้นช้าๆ สายตามองไปยังหลัวเหยาอวี้ที่กำลังผสมเทียบยาภายนอกกับมารดาของนางอยู่ไม่ไกล
เด็กหญิงผู้นี้…
ใบหน้ายังเยาว์วัย ท่าทางเรียบเฉย แต่มั่นคง ไร้ความประจบ แต่วิชาหมอกลับล้ำลึกเกินวัย
[1] เซี่ยนชื่อ ฝู่ชื่อ ย่วนชื่อ เป็นชื่อการสอบขั้นต้นของเหล่าถงซื่อ โดยสนามสอบจะเริ่มจากท้องถิ่นอย่างถงชื่อ เป็นเซี่ยนซื่อระดับอำเภอ ฝู่ซื่อระดับเมือง และย่วนซื่อระดับมณฑลย่อย ผู้ที่ผ่านการสอบย่วนซื่อแล้ว จะได้สถานะเป็น “ซิ่วไฉ” (秀才)