ตอนที่ 131
ตอนที่ 131
ตอนที่ 131
ระหว่างนั้นก็มองดูชาวบ้านที่ยื้อยุดกันอยู่ที่ลานตีนเขา
เสียงฝนยังคงกระหน่ำไม่ขาดสาย ราวกับฟ้ากำลังเคาะเตือนบางสิ่งที่ไม่มีใครอยากยอมรับ เสียงผู้คนเริ่มปะทะกันทีละระลอก
“ก็แค่ฝนตกหนักเท่านั้น!” ชายวัยกลางคนตะโกนขึ้น พลางสะบัดน้ำฝนออกจากแขนเสื้อ “ทุกปีมันก็มีช่วงแบบนี้ จะตื่นตระหนกไปทำไม”
“แค่ฝนตกหนักหรือ?” อีกคนสวนทันที น้ำเสียงสูงขึ้นอย่างไม่พอใจ “แล้วเจ้าลองมองแม่น้ำสิ! น้ำขึ้นเร็วกว่าทุกปี นี่มันผิดปกติชัดๆ!”
“ผิดปกติอะไรกัน ข้าอยู่มาทั้งชีวิต ยังไม่เคยเห็นน้ำท่วมใหญ่เสียที!”
“นั่นแหละที่น่ากลัว!” เสียงหญิงคนหนึ่งแทรกขึ้น “ของที่ไม่เคยเกิด ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เกิด!”
เสียงเริ่มอื้ออึง ผู้คนหันไปมองกันไปมา บางคนพยักหน้าเห็นด้วย บางคนส่ายหน้าอย่างรำคาญ
มีชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมา สีหน้าเคร่งเครียด
“ข้าไปฟังคนเล่าเรื่องที่โรงเตี้ยมฟู่จินมา!”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินตกลงกลางวงสนทนา
“โรงเตี้ยมฟู่จิ่น?” มีคนหัวเราะหยัน “ตอนนี้มันปิดไปแล้ว คนก็หนีหมด เจ้าจะไปเชื่อทำไม!”
“นั่นยิ่งต้องเชื่อ!” ชายหนุ่มตอบกลับทันควัน “ถ้าไม่จริง พวกเขาจะรีบหนีไปทำไม!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที บางคนเริ่มหน้าซีดลงเล็กน้อย
หัวหน้าหมู่บ้านที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ มาตลอด ในที่สุดก็ขมวดคิ้วแน่น
“พอได้แล้ว!” เขาตะโกนกดเสียงทุกคน “นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ใครเคยได้ยินเรื่องเล่านั้นบ้าง”
มีคนสองสามคนยกมือขึ้นอย่างลังเล
“ว่าอย่างไร เล่ามา”
ชายชราคนหนึ่งก้าวออกมา เสียงแหบพร่าแต่ชัดเจน
“เป็นเรื่องของจ้วงหยวน[1]ผู้หนึ่งได้รับตำแหน่งนายอำเภอ ภาพรวมก็คือความรักของขุนนางหนุ่มกับสาวงามในเมือง ทว่าที่สำคัญคือมีเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ กลืนกินหลายอำเภอ”
“แค่นั้น?” คนที่ไม่เชื่อแค่นเสียง “เรื่องเล่าก็เป็นแค่เรื่องเล่า!”
“ไม่ใช่แค่นั้น!” อีกคนรีบพูดแทรก สีหน้าตึงเครียด “นักเล่าเรื่องบอกว่า ก่อนจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่…ฝนตกจะหนักหลายวันติดกัน แต่เป็นการตกผิดฤดูกาล!”
เสียงรอบข้างเริ่มเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
“จากนั้น…ช่วงเพาะปลูกกลับแห้งแล้งหลายเดือน…จนผู้คนแทบสิ้นหวัง”
เขากลืนน้ำลาย ก่อนจะพูดต่อช้าๆ
“แล้วอยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอีก…ในปลายฤดู คนทั้งอำเภอดีใจกันหมด เพราะรอน้ำฝนมานาน…”
บางคนเริ่มกำชายเสื้อแน่น
“แต่เพียงชั่วข้ามคืน…” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย
“ฝนนั้นกลับเอ่อล้น ท่วมหมู่บ้านจนมิดหลังคา!”
“เหลวไหล!” ชายคนเดิมตะโกนแทรก แต่เสียงเริ่มไม่มั่นคงเหมือนเดิม
ทว่าอีกฝ่ายยังพูดต่อ
“น้ำไหลทะลักเข้าไปในตำบล…เขื่อนแตก…กระแสน้ำไม่หยุดแม้แต่นิดเดียว!”
“ต่อให้เป็นเมืองติดทะเล…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำสุดท้ายอย่างหนักแน่น
“ก็ยังจมหายไปทั้งเมือง!”
ความเงียบงันแผ่คลุมไปชั่วขณะ
แต่แล้ว…
“พอที!” คนไม่เชื่อตะคอก “ข้าจะไปแจ้งทางการ! มีนักเล่าเรื่องสร้างข่าวลือให้คนตื่นตระหนก!”
“แล้วถ้ามันจริงเล่า!” อีกฝ่ายตะโกนกลับ “ตอนนี้มันก็ตรงทุกอย่างแล้ว เจ้าจะรอให้น้ำมาถึงคอค่อยเชื่อหรือ!”
เสียงเถียงกันปะทุขึ้นอีกครั้ง รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
“ข้าไม่หนี!”
“ไม่หนีก็ตาย!”
“ตื่นตูมเกินไป!”
“แล้วเจ้าก็ประมาทเกินไป!”
เสียงฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุด
และท่ามกลางความโกลาหลนั้น หัวหน้าหมู่บ้านยืนแน่นิ่ง สีหน้าหนักอึ้ง
เพราะไม่ว่าเรื่องเล่านั้นจะจริงหรือไม่
แต่นี่มันเหมือนกับที่นักเล่าเรื่องกล่าวเลยมิใช่หรือ
ผ่านไปไม่นาน
เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นที่ม่านหน้าต่าง
ก๊อก ก๊อก
เหยาอวี้เอื้อมมือเปิดม่านออก ก็เห็นเซวียนกวงยืนอยู่ด้านนอก พร้อมกล่องไม้ใบหนึ่งในมือ
นางรับมันมาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเปิดออกดู ด้านในคือปึกตั๋วเงินเรียงซ้อนกันแน่น เพียงกวาดตามองคร่าวๆ ก็รู้ว่าจำนวนไม่น้อย
หนึ่งแสนตำลึง…เห็นจะได้
เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะปิดกล่องลงอย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ เช่นนั้นลาก่อน” นางเอ่ยเสียงยินดี แววตาฉายแววพึงพอใจอยู่ลึกๆ
อย่างน้อย…ชายชราผู้นี้ก็ รู้คุณค่า ของสิ่งที่เขาอยากได้ดี
เห็นเซวียนกวงเดินไปเดินมา ก็รู้สึกเห็นใจคนแก่ รู้ดีว่าเขาเองก็รู้สึกไม่ดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับนาง จึงต้องออกหน้าด้วยตัวเองเช่นนี้
แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง
ขณะที่รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตีนเขา เสียงฝีเท้าและเสียงเรียกก็เริ่มดังตามมา
“รอก่อน! พาพวกข้าไปด้วย!”
ชาวบ้านจำนวนหนึ่งวิ่งกรูกันเข้ามา บางคนหอบข้าวของ บางคนอุ้มลูกเล็ก สีหน้าล้วนตื่นตระหนก
คงเป็นกลุ่มที่เชื่อว่าน้ำจะท่วมจริง
เหยาอวี้เหลือบมองผ่านม่าน เห็นใบหน้าคุ้นเคยหลายคนในนั้น
ดวงตาเด็กหญิงไหววูบเล็กน้อย
…ลังเล
แต่ยังไม่ทันที่นางจะตัดสินใจ สายตาก็พลันไปสะดุดกับหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง
พวกนางไม่ได้มองรถม้า แต่กำลังมองคนในรถม้า
แววตาเช่นนั้น เหยาอวี้คุ้นดี
ความยุ่งยากใจผุดขึ้นมาอีกครั้งทันที
นางขมวดคิ้ว แต่ก็จะยื่นมือไปหมายเปิดม่าน
ทว่า…
“ให้ข้าขึ้นก่อน!”
“อย่าผลัก!”
“ข้าขึ้นก่อนสิ!”
เสียงโกลาหลปะทุขึ้นทันที
ชาวบ้านด้านล่างเริ่มยื้อแย่งกัน ปีนป่ายขึ้นรถม้าอย่างไร้ระเบียบ
โชคดีที่คนงานรีบเข้ามาขวาง ใช้ร่างกายดันพวกเขาออก หลายคนเสียหลักล้มคะมำลงกับพื้นโคลน
แล้วเสียงด่าทอก็ตามมา
“ไร้น้ำใจ!”
“มีรถม้าหรูนั่งยังไม่รู้จักแบ่ง!”
“เห็นแก่ตัวนัก!”
คำพูดเสียดแทงดังระงม
เหยาอวี้ชะงักไปเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะปิดม่านลงฉับพลัน
ใบหน้าเล็กนิ่งลงอย่างรวดเร็ว
นางเข้าใจแล้วว่า… ต่อให้รับคนขึ้นมาได้เพียงไม่กี่คน… คนที่ไม่ได้ขึ้น ก็ยังคงด่านางอยู่ดี
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่รับใครเลยยังดีกว่า
ทันใดนั้น เสียงของเจียงมู่ไป๋ก็ดังออกไปด้านนอก
“ค่าโดยสาร…คนละสิบตำลึง”
คำพูดเดียว ทำให้บรรยากาศหยุดชะงัก
ราวกับทุกคนถูกแช่แข็ง
“อะไรนะ!?”
“สิบตำลึง!?”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“เช่นนั้น…ไม่ปล้นกันไปเลยเล่า! ข้าไม่ไป!” มีคนตะโกนอย่างโมโห
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เหยาอวี้ได้ยินดังนั้น ก็ไม่รอช้า
“อาไฉ ออกรถ!”
เสียงนางเด็ดขาด
แส้ม้าฟาดลง
รถม้ากระชากตัวออกไปข้างหน้า ทิ้งเสียงด่าทอและความโกลาหลไว้เบื้องหลัง
ภายในรถม้าเงียบลงอย่างแปลกประหลาด
เหยาอวี้ใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดปลายผมที่ยังเปียกชื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สายตาสบเข้ากับคนตรงข้าม นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม
“เป็นท่าน…ที่ให้คนไปเล่าเรื่องในโรงเตี้ยมใช่หรือไม่”
เจียงมู่ไป๋เองก็ใช้ผ้าซับผมเช่นกัน เขาถอนหายใจเบาๆ ราวกับเหนื่อยล้า ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“อืม” เสียงตอบสั้นนัก “จากนี้…ก็อยู่ที่ดวงของพวกเขาแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบลงไปอีก ที่จริงนางเผื่อเวลาไว้เยอะมาก แต่เพราะเขาเซียนนั้น ทำให้นางอยู่บนเขาหลัวซานมากกว่าที่คำนวน
และที่สำคัญ…
เหยาอวี้ก้มมองปลายผมของตน ก่อนจะขยี้มันเบาๆ อย่างหงุดหงิด ในอกยังรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
“อีกสามวัน…” นางพึมพำเบาๆ “…น้ำคงท่วมถึงเหออัน เช่นนั้นคืนนี้ที่หมู่บ้าน…คงไม่มีใครรอด”
เจียงมู่ไป๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง เห็นแววตาสับสนและกังวลที่ปิดไม่มิด
เขาจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ “อย่างน้อย…พวกเขาก็ได้มีเรื่องให้ฉุกคิด หากเห็นน้ำเริ่มขังเมื่อใด…ก็คงรีบหนีเอง” เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “ต่อให้เมื่อครู่จะไม่เชื่อ…แต่ตอนนี้ พวกเขาย่อมต้องระแวงแล้ว”
เหยาอวี้ฟังเงียบๆ ความตึงในอกค่อยๆ คลายลงทีละนิด
…ใช่
อย่างน้อย ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้อะไรเลย
นางหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง
“เช่นนั้น…คนที่หนีขึ้นมาก่อนหน้านี้ ต่อให้ไม่มีรถม้าของเรา…ก็คงยังพอหนีทัน”
และนางรู้ดีว่าไม่สามารถช่วยคนโดยปล่อยให้ตัวเองลำบากได้
แต่ในที่สุด เหยาอวี้ก็เงียบไป ฟังเสียงฝนที่โหมกระหน่ำบนหลังคารถม้า
“แต่…” นางเอ่ยเบาๆ “สุดท้ายแล้ว…ชิงเฟิงก็ไม่ใช่ทางรอดอยู่ดี”
[1] จ้วงหยวน = จอหงวน