LNCrawler

ตอนที่ 132

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 132

ตอนที่ 132


 

ชิงเฟิงในยามนี้ ไม่ต่างจากจุดรวมตัวของผู้คน ไม่ต้องรอคืนนี้ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านทยอยหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

บางคนหอบข้าวของเท่าที่หยิบได้ บางคนอุ้มลูกเล็ก บางคนแม้แต่รองเท้ายังใส่ไม่ครบคู่ สีหน้าล้วนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

ข่าวลือเรื่องน้ำท่วม แพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่าสายลม

“หมู่บ้านข้าท่วมแล้ว! ตั้งแต่เมื่อคืน!”

เสียงหนึ่งตะโกนขึ้น ทำให้ผู้คนรอบข้างยิ่งแตกตื่น

“น้ำมาเร็วมาก…แค่คืนเดียวก็ล้นเข้าบ้านแล้ว!”

คำพูดเหล่านั้นยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

แม้แต่หมู่บ้านหลัวซานเอง หลังจากคนกลุ่มแรกออกไปได้ไม่นาน ชาวบ้านที่ยังอยู่ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

แม่น้ำที่เคยใส กลับกลายเป็นสีแดงอิฐขุ่น กระแสน้ำเชี่ยวกรากขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่น

และไม่นาน…

มันก็เริ่มเอ่อล้นตลิ่ง

หัวหน้าหมู่บ้านเห็นดังนั้นก็หน้าซีดทันที เขาไม่กล้ารออีกต่อไป

“เก็บของ! อพยพทันที!”

คำสั่งถูกตะโกนออกไป เสียงเร่งรีบดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน

ต่อให้สุดท้ายจะไม่ท่วม…ก็ยังดีกว่ารอแล้วสายเกินไป

แต่หากท่วมขึ้นมาจริงๆ เขาไม่มีทางรับผิดชอบชีวิตคนทั้งหมู่บ้านไหว

ทันทีที่คำสั่งถูกส่งออกไป หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็เข้าสู่ความโกลาหล คนที่มีเกวียน กลายเป็นที่ต้องการตัวที่สุดในพริบตา

“ขอขึ้นไปด้วย!”

“พาข้าไปที!”

“ข้าจะจ่ายเงิน!”

เสียงร้องขอปะปนกับเสียงทะเลาะ บางคนถูกดันตกลงมา บางคนปีนขึ้นไปโดยไม่สนว่าเป็นของใคร

ถึงขั้นมีคนแย่งที่นั่งจนต้องขึ้นไปนั่งบนหลังวัวแทน

เด็กเล็กร้องไห้ ผู้ใหญ่ตะโกนด่าทอ เสียงล้อเกวียนบดดินดังระงม ขบวนอพยพยืดยาวมุ่งหน้าสู่ชิงเฟิง

แต่การเดินทางนั้นเต็มไปด้วยความทุลักทุเล และความหวาดกลัว…ที่ไล่ตามหลังมาไม่ห่าง ราวกับน้ำที่กำลังไหลบ่า ใกล้เข้ามาทุกขณะ


 

ฝ่ายเหยาอวี้มาถึงชิงเฟิงในช่วงค่ำแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะเติมเสบียงที่ตลาดสักหน่อย แต่เมื่อทุกคนแน่ชัดแล้วว่าจะต้องเกิดน้ำท่วมแน่นอน พ่อค้าแม่ค้าหลายคนก็ไม่เปิดแผงขายอีก และเริ่มกักตุนเสบียงแทน

รถม้าจึงแล่นยามมาถึงโรงเตี้ยมจินฟู่อย่างว่างเปล่า

ทว่าเบื้องหน้า กลับมีคนสองคนยืนเฝ้าอยู่แล้ว

ทันทีที่เห็นรถม้าของตระกูลเจียง ชายผู้หนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาขวาง

“หมออวี้ขอรับ! เถ้าแก่จินให้พวกข้ามารอท่านที่นี่”

เหยาอวี้เลิกม่านออกเล็กน้อย สายตากวาดมองอีกฝ่าย ก่อนจะยื่นมือไปรับสิ่งที่เขาส่งมา

…ลูกกุญแจ

“เถ้าแก่รอท่านอยู่จนถึงเมื่อวานซืน ก่อนฝนจะตก” ชายผู้นั้นรีบอธิบาย “ท่านสั่งความไว้ว่า หากหมออวี้มาถึง ให้เปิดโรงเตี้ยมใช้ได้ทันที”

เขาหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “และเกรงว่าท่านจะมาช้า…จึงแบ่งเสบียงกับสมุนไพรบางส่วนไว้ให้แล้วขอรับ”

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแววตาจะอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“…”

ความยินดีวาบผ่านโดยไม่ต้องเอ่ยคำ

แม้แต่เจียงมู่ไป๋ที่นั่งอยู่ด้านใน ก็ยังเอ่ยขึ้นเบาๆ

“เถ้าแก่จิน…รอบคอบไม่น้อย”

น้ำเสียงแฝงความชื่นชมอย่างแท้จริง ที่เขากำชับไว้มีไม่กี่เรื่อง คือระหว่างจัดการเรื่องโรงเตี้ยมก็ให้รับซื้อสมุนไพรแล้วไปเจียงหนานทันที ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะรั้งรอจนถึงเมื่อวานซืน

และคงเพราะเรื่องที่เขาฝากหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง โดยให้หานักเล่าเรื่องมาเล่าเรื่องในนิยายเล่มนั้น ทำให้พวกจินต้าฉางเองก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น จึงได้เตรียมเสบียงและสมุนไพรไปพร้อมกัน อีกทั้งยังคิดเผื่อเหยาอวี้อีก

สายตาของเจียงมู่ไป๋มองคนสกุลจินสูงขึ้นอีก

ไม่นานนัก…

ชายผู้นั้นก็สั่งคนไปนำรถม้าอีกคันออกมา ประตูโรงเตี้ยมถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ภายในที่เคยคึกคัก บัดนี้เงียบสนิท มีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงขนของดังสะท้อนกันภายใน

กระสอบข้าว ถังน้ำ กล่องสมุนไพร ถูกลำเลียงขึ้นรถอย่างเร่งรีบ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย

“ไป!”

คำสั่งสั้นๆ ถูกเอ่ยขึ้น

รถม้าสามคันเคลื่อนตัวออกจากชิงเฟิงในคืนนั้นทันที

ล้อรถบดผ่านถนนที่ชื้นแฉะ ทิ้งเมืองที่กำลังจะจมอยู่เบื้องหลัง และมุ่งหน้าไปสู่ความไม่แน่นอน…เบื้องหน้า

เพราะทันทีที่มาถึงกลางทาง พวกเขาพบว่าข้างหน้าเป็นแอ่งน้ำลึกไปแล้ว

ทางถูกตัดขาด ไม่สามารถผ่านเหออันได้แล้ว!!!

เจียงมู่ไป๋ครุ่นคิดเพียงครู่เดียวกล้วสั่งการ

“ย้อนกลับไปชิงเฟิง แล้วเลือกเส้นทางไปหลิงหยวน”


 

รถม้าทั้งสามคันเร่งความเร็วเต็มที่ ล้อบดผ่านทางดินชื้นแฉะ เสียงแส้ม้าดังเป็นระยะ ระหว่างทาง พวกเขาสวนกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเหออัน

เห็นรถม้าแล่นสวนมาเช่นนั้น คนเหล่านั้นก็รีบตะโกนถามทันที

“ข้างหน้าปลอดภัยหรือไม่!”

คนขับรถม้าไม่ชะลอ เพียงตะโกนตอบกลับไป

“เส้นทางขาดแล้ว! น้ำท่วมหมด!”

คำตอบนั้นทำให้ผู้คนชะงักไปครู่หนึ่ง

ก่อนสีหน้าจะซีดเผือดลงพร้อมกัน

“รีบกลับ!”

“หันรถ!”

เสียงโกลาหลดังขึ้นอีกระลอก ขบวนที่เคยมุ่งหน้าไปข้างหน้า ต่างรีบหมุนกลับอย่างลนลาน

บางคนแทบคุมเกวียนไม่อยู่

ความตื่นตระหนกแพร่กระจายรวดเร็วไม่ต่างจากสายน้ำ

ภายในรถม้า เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม

“เมืองชายแดนหลิงหยวนหรือเจ้าคะ?”

นางจำได้เลาๆ ว่าเจียงมู่ไป๋เคยกล่าวถึงหลิงหยวนโหว ผู้ปกครองเมืองนั้น และยังเป็นผู้ส่งทหารในกองทัพมาช่วยดูแลท่าเรือเหออัน

เจียงมู่ไป๋พยักหน้า “หลิงหยวนเป็นพื้นที่ราบสูง ติดกับเผ่าเกาซือ ชัยภูมิของที่นั่น…ถือว่าดีที่สุดในแถบนี้ แม้จะไม่คึกคักเท่าเจียงหนาน แต่ในแง่ภูมิศาสตร์ …น้ำไม่มีทางท่วมถึง”

“และต่อให้มีผู้อพยพจำนวนมาก…”

แววตาเขาเย็นลงเล็กน้อย

“ก็ไม่มีใครกล้าก่อปัญหา ภายใต้การดูแลของหลิงหยวนโหว”

เหยาอวี้ฟังแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย เผยลักยิ้มเล็กๆ ที่เริ่มชัดที่ข้างแก้ม

“ข้านึกว่าพี่รองจะนอนอยู่แต่กับหม้อต้มยาในจวนเจียงเสียอีก ไม่คิดว่าท่านจะรู้จักสถานที่ต่างๆ มากมายเพียงนี้”

เจียงมู่ไป๋เหลือบมองนาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

“ต่อไป…เจ้าจะรู้ว่าข้ายังรู้อีกหลายอย่าง”

พูดจบ มือใหญ่ก็ยื่นมาบีบแก้มเด็กหญิงอย่างอดไม่อยู่ ยามนี้นางช่างใจกล้านัก เมื่อก่อนแม้แต่พูดถึงสุขภาพเขา หรือกากพิษ ยังไม่กล้าพูดตรงๆ ยามนี้ถึงกับกล้าเอามาล้อเลียน

เหยาอวี้ชะงักไปนิด แต่คราวนี้กลับไม่สะดุ้งหนี

แม้แววตาอีกฝ่ายจะคล้ายคาดโทษ

นางก็ไม่กลัวแม้แต่น้อย เด็กหญิงหัวเราะเสียงใส

“อีกไม่นาน อาการป่วยของท่าน…ก็คงเหลือแค่เรื่องเล่าขานเท่านั้น”

เจียงมู่ไป๋ได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเราะเบาๆ

“ข้าย่อมเชื่อหมออวี้ขอรับ” น้ำเสียงแฝงแววล้อเลียนเล็กน้อย

แต่เหยาอวี้กลับไม่รู้สึกขัดหู

ตรงกันข้าม

นางกลับรู้สึกว่ามันถูกต้องอย่างยิ่ง

สายตาเด็กหญิงเป็นประกายขึ้นมา

ไหนนะ…

เจ้าท้อหยกเซียนนั่นเคยบอกว่า นางสามารถเรียกน้ำทิพย์จากสระเหยาฉือได้?

หากมีโอกาสอยู่ลำพัง… นางคงต้องลองดูสักครั้ง

เพียงคิดถึง หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างอดไม่ได้

ตื่นเต้นยิ่งกว่าการพบสมุนไพรล้ำค่าเสียอีก

ในที่สุด…

ได้ที่สุดนางก็สัมผัสถึงความแฟนตาซีได้โลกนี้สักที 


 

เจียงมู่ไป๋สั่งให้รถม้าเลี่ยงเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่ชิงเฟิงโดยตรง ยามนี้…เมืองนั้นแออัดเกินไปแล้ว และต่อให้เข้าไปได้ ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย

เพราะตอนนี้แม้แต่หมู่บ้านหลัวซาน ก็คงถูกน้ำกลืนหายไปแล้ว

รถม้าทั้งสามคันจึงค่อยๆ เบนทิศทาง ไหลรวมเข้าสู่ขบวนอพยพขนาดใหญ่ ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหลิงหยวน

เบื้องหน้า…คือเส้นทางยาวเหยียด รถม้านับสิบ นับร้อยคัน เรียงต่อกันไม่ขาดสาย บางคันบรรทุกคนแน่นขนัด บางคันอัดแน่นไปด้วยเสบียง เสียงล้อบดดิน เสียงม้า และเสียงผู้คน คลอปะปนกันอย่างวุ่นวาย

ผู้คนจำนวนไม่น้อย เริ่มไม่มั่นใจในชิงเฟิงอีกต่อไป

ข่าวเรื่องเขื่อนที่เหออัน ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวลุกลาม

“หากเขื่อนแตก…”

“น้ำทั้งสองฝั่งจะไหลเข้าหากัน…”

“ชิงเฟิง…คงกลายเป็นทะเลแน่!”

คำพูดเหล่านั้นแพร่กระจายไปตามขบวน ทำให้หลายคนที่ยังลังเล…ตัดสินใจหันหลังให้เมืองนั้นในที่สุด

ภายในรถม้า คนของเจียงมู่ไป๋เริ่มจัดระเบียบกันอย่างรวดเร็ว

แบ่งกำลังเป็นผลัด

บางคนลงไปเดินข้างรถม้า คอยระวังภัย

บางคนเฝ้ารถเสบียง

บางคนคอยดูแลรถม้าของเจ้านายอย่างใกล้ชิด

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ

นอกขบวนรถม้า ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่ไม่มีพาหนะ ต้องแบกข้าวของไว้บนหลัง อุ้มลูกหลานไว้ในอ้อมแขน ก้าวเดินตามขบวนอย่างยากลำบาก บางคนหอบจนแทบล้ม บางคนฝืนเดินต่อทั้งที่ขาเริ่มสั่น

แต่ไม่มีใครกล้าหยุด

เหยาอวี้ที่นั่งรถม้าก็รู้สึกร่างกายเอียงเล็กน้อย สมกับเป็นเส้นทางสู่เมืองที่ราบสูง

แม้ถนนจะไม่ชันมากแต่รถม้ากลับเคลื่อนตัวช้าลงทีละนิดนางรับรู้ได้ชัดเจนพื้นดินกำลังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง