ตอนที่ 133
ตอนที่ 133
ตอนที่ 133
ต่างจากความเป็นระเบียบของรถม้าทั้งสามคันฝั่งเหยาอวี้
ทางด้านสกุลหลัว
รถเทียมวัวสองคันกลับเต็มไปด้วยความอลหม่าน เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก หลัวเซินจึงตัดใจขายรถม้าทิ้งตั้งแต่ออกจากเหออัน แล้วเปลี่ยนมาใช้เกวียนเทียมวัวแทน
ยามนี้…
พวกเขานั่งเบียดกันอยู่บนเกวียนที่มีเพียงโครงไม้ไผ่สานกันลมอย่างหยาบๆ ฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย สาดเข้ามาจากทุกด้าน ทำให้ทุกคนเปียกปอนไปทั้งตัว ทั้งยังต้องเบียดเสียดกันแน่นถึงหกคน
อึดอัด…หนาว…และหงุดหงิด
ซ่งซื่อเริ่มไอตลอดทาง
จ้าวลี่ฮวาก็บ่นไม่หยุดตั้งแต่ออกจากชิงเฟิง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สิ้นเสียง
“ต้องมาเบียดกันอยู่แบบนี้! ความจริงคนพวกนั้นน่าจะเดินเองเสียด้วยซ้ำ! หึ สมน้ำหน้าหนักที่ถูกโบยตีเพราะกล้าไปมีเรื่องกับสกุลเจียง”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ สายตาเหลือบมองไปยังเกวียนญาติฝ่ายพี่ชายของพ่อสามีอย่างไม่ปิดบัง
ในสายตานาง คนพวกนั้นไม่ต่างจากปลิงดูดเลือด จึงไม่เคยมีคำพูดดีๆ ให้แม้แต่น้อย
ฝั่งหลัวเหอก็มีหม่าซื่อที่ไม่ยอมอ่อนข้อ
ดังนั้นนางกับหม่าซื่อจึงทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดที่อยู่ในชิงเฟิง
“ถ้าเจ้าเก่งนัก ก็ไปสู้กับพวกเขาเองสิ!” ในที่สุด หลัวเซินก็ตะคอกขึ้นอย่างหมดความอดทน สายตาคมกริบกวาดมองลูกสะใภ้ เรื่องสกุลเจียงนับว่าเป็นหนามในใจหลัวเซินเช่นกัน ไม่คิดเลยว่าพี่ชายเขาจะโง่ถึงเพียงนั้น คิดอยากจากประโยชน์จากคนในความคุ้มครองของสกุลเจียง
แต่เมื่อนึกถึงหลัวเหวิน ก็ต้องกดเสียงลงแล้วพูดว่า “อย่าลืมว่าฝั่งนั้นยังมีซิ่วไฉอยู่! …หากจางหมิ่นได้ครึ่งหนึ่งของหลัวเหวิน…ข้าคงไม่ต้องระวังพวกเขาถึงเพียงนี้”
คำพูดนั้นราวมีดกรีดลงกลางใจ
จ้าวลี่ฮวาหน้าตึงขึ้นทันที
โกรธแค้น แต่ก็โต้แย้งไม่ได้ เพราะสิ่งที่พ่อสามีพูด…คือความจริง แต่นางรักบุตรชายดังแก้วตาดวงใจ จะให้ทนฟังคำดูแคลนเช่นนี้ได้อย่างไร
สายตานางหันไปมองหลัวจางหมิ่น เห็นเด็กหนุ่มกำหมัดแน่น สีหน้าตึงเครียด
หัวใจพลันเจ็บแปลบ
“ท่านพ่อ…” นางรีบเอ่ยเสียงอ่อนลง “หากครั้งหน้าท่านช่วยซื้อข้อสอบ…จางหมิ่นของเราต้องทำได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทว่าหลัวเซินได้ยินกลับเพียงถอนหายใจยาว
“มันจะเทียบกันได้ที่ไหน…” น้ำเสียงแฝงความเหนื่อยล้า “จางหมิ่นอายุสิบสี่แล้ว…ยังสู้หลัวเหวินที่เพิ่งสิบสองไม่ได้เลย”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเย็นเฉียบลง แม้แต่หลัวห่าวอู๋ก็ไม่อาจช่วยโต้แย้ง
ทว่า…เมื่อเห็นหลานชายเริ่มหน้าบึ้งตึง เขาจึงหยุด ก่อนจะผ่อนน้ำเสียงลงเล็กน้อย
“เอาเถิด…ปีหน้า ข้าย่อมช่วยเขาอีก” แล้วหันไปมองหลานชายโดยตรง “แต่อย่าทำให้ข้าผิดหวังเล่า”
หลัวจางหมิ่นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าให้สงบลง แม้ความทนงตนยังคงอยู่ แต่หลังจากเผชิญเรื่องราวมากมาย
เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า
โลกนี้…กว้างใหญ่เพียงใด
แม้แต่เด็กบ้านนอกที่เขาเคยดูถูก ยังสอบได้ซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบสอง
เรื่องเช่นนี้ ต่อให้อยู่ในทั้งอำเภอ ก็หาได้ยากยิ่ง ความกดดันถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง ทว่าลึกลงไปในแววตานั้น กลับมีบางอย่างก่อตัวขึ้น
…ความไม่ยินยอม
และจะไม่ยอมถูกเหยียบย่ำอีกต่อไป
หลัวเจียอีมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างไม่พอใจ นึกถึงใบหน้าที่แม้จะซูบผอมแต่ก็ยังหล่อเหล่าในชุดแดงมงคลยามนั้น
ยิ่งได้ยินพวกปู่ใหญ่พูดว่าเจอกับคุณชายรองสกุลเจียงผู้นั้นที่ชิงเฟิง เพียงเพราะอยากได้ค่าเลี้ยงดูจากนังเด็กเหยาอวี้ จึงถูกเขาลงโทษข้อหาหลบหลู่ ก็รู้สึกสมเพชพวกบ้านนอกเหล่านั้นนัก ที่คิดอยากหาประโยชน์จากตระกูลร่ำรวย หากมันง่ายเพียงนั้น พวกนางก็ไม่ต้องทำงานกันแล้ว
นึกถึงนังเด็กที่อยู่ในผ้าแดงคลุมหน้าบนเตียงข้างเขา นางก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าสุดท้ายเด็กคนนั้นจะกลายเป็นคนสกุลเจียงไปแล้ว
ดูเหมือนว่านางจะได้รับความเอ็นดูไม่น้อย…
แววตาครุ่นคิดและการตัดสินใจบางอย่างพาดผ่านดวงตา ก่อนจะกลับมาเป็นเช่นเดิม
ทางฝั่งหลัวเหอก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนัก เพราะเขามีคนมากถึงแปดคน ทั้งที่เกวียนนี้เล็กกว่า แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เพราะเกวียนนี้ก็ต้องอาศัยของหลัวเซินน้องชาย
ตั้งแต่ถูกชาวบ้านรุมประนามที่หน้าโรงเตี้ยมจินฟู่ ก็ถูกลากตัวไปโบยคนละสามสิบไม้
ยกเว้นเพียงสามคน…
มีหลัวเหวินที่เป็นซิ่วไฉ เขาย่อมได้รับการยกเว้นจากข้อหาการพิพากต่อซิ่วไฉด้วยกัน แต่ผู้ที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ย่อมไม่มีสิทธิ์ขัดขืน
โชคดีที่คุณชายท่านนั้นไม่ใช้เรื่องลักทรัพย์มาเป็นข้อหา มิเช่นนั้น แม้แต่ตำแหน่งซิ่วไฉของหลัวเหวิน ก็คงรั้งเอาไว้ไม่ได้แล้ว
ส่วนอีกสองคนคือหลัวหนิวกับหลัวอันที่อายุไม่ถึงสิบสองปี แต่รับโทษถูกไม้ตีมือคนละสามสิบทีแทน
พวกเจ้าหน้าที่ก็ไม่ออมแรงเลย เพราะแค่อำนาจสกุลเจียงนั้นก็ทำให้พวกเขาไม่อาจหย่อนโทษ ยังเป็นการหลบหลู่อั้นโฉ่วเจียงอีก พวกเขาย่อมเต็มที่กับการลงโทษพวกหลัวเหออยู่แล้ว
เวลาเพียงสิบวันบาดแผลยังไม่ตกสะเก็ดเลย ดีที่มีสมุนไพรของที่ร้านมาประคบ อาการจึงดูดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังเจ็บลึกถึงเนื้อ แต่เพราะเรื่องน้ำท่วมทำให้พวกเขาต้องมาทนฝนทนลมที่นี่
ทีแรกพวกเขาไม่คิดจะออกจากชิงเฟิงด้วยซ้ำ แต่ชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ เริ่มอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก
พร้อมข่าวร้ายที่แพร่สะพัดไปทั่ว
“น้ำมาเร็วมาก…”
“แค่คืนเดียว…ทั้งหมู่บ้านก็กลายเป็นแม่น้ำแล้ว!”
คำบอกเล่าถูกส่งต่อกันไม่หยุด
โชคดีที่หลายคนฟังเรื่องเล่านั้นมาไม่น้อย พอฝนตกหนักจึงไม่ได้ดีใจนอนหลับฝันหวานเพราะฝนไม่ตกหลายเดือนแล้ว
แต่กลับเป็นความหวาดระแวงแทน
บางคนหนีมาตั้งแต่ฝนเริ่มตกด้วยซ้ำ
พอเป็นเช่นนั้นหลายคนจึงลังเล คราวนี้แค่เห็นน้ำเจิงนอง ก็รีบอพยพทันที ชาวบ้านที่หนีตายมาทีหลังก้บอกเล่าว่าน้ำท่วมใหญ่จริงๆ
คราวนี้ไม่มีใครไม่เชื่อแล้ว กระทั่งแตกตื่นว่าชิงเฟิงก็อาจจะจม
เมื่อได้ยินว่าเส้นทางไปเหออันก็ตัดขาด ดังนั้นย่อมไม่มีใครกล้าอยู่ชิงเฟิงอีกต่อไป
แน่นอนว่ามีคนแก่หลายคนที่รักบ้าน ไม่ยอมออกมา แต่สู้แรงกดดันของครอบครัวไม่ได้
ดังนั้นอุทกภัยครั้งนี้ จึงลดความเสียหายไปจำนวนมาก
สิ่งที่หนีไม่พ้น คือทุ่งนา รวงข้าวที่ยังไม่ทันเก็บเกี่ยว ต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลังจมลงไปกับสายน้ำ
แม้ว่าเรื่องเล่าในโรงเตี้ยมมีจะมาหลายวัน แต่ก็ถือว่าไม่ถึงสิบวันอยู่ดี อีกทั้งเหตุการณ์นี้ในเรื่องเล่าก็เป็นแค่ฉากหนึ่งเท่านั้น
ใครมันจะคิดเล่าว่าจะเกิดน้ำท่วมจริงๆ นอกจากชีวิตและทรัพย์สินไม่อีกอย่าง พวกเขาก็รักษาอย่างอื่นไว้ไม่ได้ คงต้องปล่อยให้จมน้ำไป
ถนนสายมุ่งสู่หลิงหยวนค่อนข้างกว้างขวาง กว้างพอให้รถม้าสองคันสวนกันได้อย่างสบาย เพียงมองก็รู้ว่าได้รับการดูแลจากทางการเป็นอย่างดี
แม้โดยทั่วไป ผู้คนที่ทำการค้าจะนิยมเดินทางไปยังเจียงหนานมากกว่า แต่เส้นทางสายนี้ก็ยังมีความสำคัญไม่น้อย เพราะมีคาราวานจำนวนไม่น้อย ที่มุ่งหน้าไปยังชายแดน เพื่อหาสินค้าหายากกลับมาค้าขาย
ยิ่งไปกว่านั้น
นี่คือเส้นทางผ่านของกองทัพหลิงหยวน จึงได้รับการซ่อมแซมอยู่เสมอ สภาพถนนจึงดีไม่แพ้เส้นทางสายเจียงหนานเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าตอนนี้ อีกฝั่งของถนนย่อมไม่มีรถม้าหรือเกวียนไหนสวนมา
มีเพียงขบวนอพยพที่ไหลไปในทิศทางเดียว ราวกับสายน้ำที่ถูกเร่งให้ไหลเชี่ยว
เลนหนึ่งของถนน จึงกลายเป็นเส้นทางของรถม้าที่มีกำลังมากกว่า สามารถเร่งฝ่าฝูงเกวียนวัวที่เชื่องช้าไปข้างหน้าได้ทีละคัน
ส่วนอีกเลน เต็มไปด้วยเกวียนไม้ เสียงล้อครืดคราด และฝีเท้าวัวที่หนักอึ้ง ทำให้ขบวนเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า
รถม้าคันแล้วคันเล่า ค่อยๆ แทรกผ่านแซงไปเรื่อยๆ
“ท่านแม่ นั่นคือรถม้าสกุลเจียง” หลัวชิงไม่มีวันจำตราสกุลเจียง และลวดลายของรถม้าผิดไป เพราะนางพูดด้วยความตื่นเต้นจนแทบลืมความเจ็บที่ก้นและหลัง เสียงของนางจึงแหลมสูง แม้แต่เกวียนคันหน้าของพวกหลัวเซินยังได้ยิน
แน่นอนว่าเมื่อระลึกได้ก็รีบหดคอกลับลงไป ความเจ็บปวดที่ได้รับยังไม่จางหายเลย พวกนางยอมไม่กล้าก่อหายนะให้ตนอีกแล้ว
เมื่อมองไปยังรถม้าเหล่านั้น มีคนคุ้มกันขนานรถม้าอยู่ตลอด รับรู้ได้ถึงความห่างชั้นของพวกตนทันที
ในช่วงอพยพนี้ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็กได้ไม่ยาก คราวนี้ต่อให้ไปหาเจ้าหน้าที่ทางการ ก็คงไม่ทันแรงทุบตีของคนคุ้มกัรพวกนั้น ดังนั้นพวกเขายิ่งไม่กล้ากว่าเดิม
หลัวเจียอีมองรถม้าที่หรูหรานั่นอย่างลังเล มันหรูหรายิ่งกว่ารถม้าของจวนนายอำเภอที่ท่านปู่ซ่งของนางเคยทำงานให้เสียอีก
แต่เพราะก้าวพลาด ทั้งครอบครัวจึงสูญเสียทุกสิ่ง เมื่อสบตากับคนคุ้มกันเหล่านั้น ความคิดที่วกวนอยู่ก็ทำให้นางต้องข่มใจลงไป
ไม่เป็นไร…หากยังมุ่งหน้าสู่หลิงหยวนเช่นกัน อย่างไรก็ย่อมมีโอกาส
หญิงสาวปลอบตัวเอง