ตอนที่ 134
ตอนที่ 134
ตอนที่ 134
เส้นทางสู่หลิงหยวนนั้นไกลกว่าการไปเหออันและเจียงหนานเสียอีก และเพราะเป็นเส้นทางที่ลาดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จึงรับประกันได้ว่าไม่มีเส้นทางที่ถูกน้ำตัดขาด มีเพียงแค่ไปให้ไว เพราะมีแต่น้ำที่ไล่หลังมาเท่านั้น
เดินทางมาอีกค่อนวัน ข้างหน้าไม่ไกลก็เป็นจุดพักม้า มีโรงเตี้ยมเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ภายในคงแออัดจนแทบไม่มีที่ยืน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
รถม้าของสกุลเจียง กลับไม่คิดจะหยุด ยังคงมุ่งหน้าต่อไป ก่อนจะเลือกต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วค่อยเทียบจอดลง จากนั้นค่อยปลดม้าออกให้พักผ่อนกินหญ้า
เพราะพวกเขามีอุปกรณ์พักแรมและเดินป่าครบครัน
จึงไม่จำเป็นต้องไปแย่งที่พักในโรงเตี้ยม
ที่ตอนนี้…อาจเต็มจนล้นแล้วก็เป็นได้
ห่างออกไปไม่ไกล ก็มีชาวบ้านจำนวนมาก ที่ไม่มีเงินเข้าพัก หรือเข้าไปไม่ทัน ต่างพากันจับจองพื้นที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เช่นเดียวกัน
แม้จะพอหลบฝนได้บ้าง แต่ก็ยังเปียกชื้นและหนาวเย็น แต่พวกเขาย่อมรอเดินทางไปพร้อมขบวนใหญ่ จึงได้แต่ตากฝนใต้ต้นไม้อยู่อย่างนั้น
ความจริงเหยาอวี้ก็ไม่สบายใจนักที่ต้องหลบใต้ต้นไม้ แต่บริเวณนี้ไม่ใช่ป่าโล่ง ข้างทางล้วนเต็มไปด้วยต้นไม้จำนวนมา ย่อมหายกังวลเรื่องสายล่อฟ้า
ไม่นานกระโจมทรงกลมขนาดใหญ่ที่ทำจากโครงไม้คลุมด้วยผ้าขนสัตว์หนาๆ ก็ถูกสร้างเสร็จ เหยาอวี้มองมันอย่างทึ่งๆ เพราะมันต่างจากกระโจมเล็กๆ ของพวกเขาตอนที่เฝ้าหน้าถ้ำให้นาง ซึ่งมันทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรงได้ทั้งลม ฝน แม้แต่หิมะ เหมือนกระโจมของพวกเหมิงกู่[1]ทางเหนือมากกว่า นางไม่คิดเลยว่าจะเจอมันที่ชายแดนใต้เช่นนี้
และที่สำคัญ ข้างในอบอุ่นยิ่งนัก
น้ำร้อนถูกต้มอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงนั่งลงบนตั่งไม้ข้างใน ทั้งตัวถูกพันด้วยขนจิ้งจอกสีขาว ให้ความรู้สึกเหมือนลูกกระต่ายขนฟูที่ซุกตัวอยู่ในรังอุ่น
นับๆ ดูแล้วเหมือนพวกนางจะเดินทางมาเกือบสองวัน ถ้านับตั้งแต่ลงเขาหลัวซาน นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงมู่ไป๋ยอมหยุดพัก เพราะไม่งั้นม้าคงไม่ไหว อีกทั้งตอนนี้ก็ถือว่ามาไกลมากแล้ว
เพราะเสียเวลาจากการเดินทางไปเหออันครึ่งทาง จากท้ายขบวน ตอนนี้รถม้าของพวกเขาไม่หยุดแวะที่ใดเลย จนกลายเป็นหัวขบวนไปโดยสมบูรณ์
ไม่ต้องให้เหยาอวี้กล่าวย้ำอีกครั้ง คำนวนจากระดับน้ำตั้งแต่เมื่อวาน เจียงมู่ไป๋ก็คาดเดาได้แล้วว่าพรุ่งนี้เขื่อนที่เหออันคงรับน้ำไม่ไหวอีกแล้ว
ในใจแม้จะไม่อยากเสี่ยงเพียงใด แต่ตอนนี้พวกเขาก็ถือว่าออกมาได้ไกลกว่าชาวบ้านทั่วไปแล้ว
เหยาอวี้มองสีหน้าของเขา ก่อนจะขยับเข้าตั่งไปใกล้เล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนลง
“ตอนนี้…เราน่าจะรอดแล้วเจ้าค่ะ” นางยิ้มบางๆ “คืนนี้พักให้เต็มที่สักคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางต่อก็ยังไม่สาย”
เจียงมู่ไป๋มองนาง สายตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“…เจ้ากลับใจเย็นกว่าข้าเสียอีก”
“ก็เพราะมีท่านอยู่ด้วยอย่างไรเล่า” เหยาอวี้ตอบเอาใจ นางรู้ว่าที่เขากังวลเป็นเพราะนางส่วนหนึ่ง เด็กหญิงเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หากท่านยังคิดว่ามีทางไปต่อ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้แววตาของเจียงมู่ไป๋อ่อนลงเล็กน้อย
“เจ้าปากดีขึ้นทุกวัน”
เขายกมือขึ้น…
หมายจะบีบแก้มอีกครั้ง
แต่คราวนี้เหยาอวี้กลับลุกหลบทัน
เด็กหญิงหัวเราะเบาๆ อย่างมีชัย
ไม่นานนัก คนงานก็ยกเตียงไม้ที่เพิ่งทำขึ้นมาเข้าด้านใน อาไฉรีบใช้ผ้าเช็ดหยดน้ำฝนออกจนแห้ง จากนั้นจุดไฟอัง ไล่ความชื้นออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปูพรมขนสัตว์หนานุ่มลงไป
แล้วจึงค่อยๆ ยกเครื่องนอนอุ่นๆ ตามเข้ามาวาง ทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างเรียบร้อย ราวกับห้องพักเคลื่อนที่
เหยาอวี้มองภาพนั้น ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“เอาจริงๆ…ข้าไม่รู้สึกเหมือนมาป่าเขา หรือกำลังอพยพเลยเจ้าค่ะ”
นางกวาดตามองรอบๆ “เหมือนกำลังออกมาเที่ยวเล่นมากกว่าเสียอีก”
เจียงมู่ไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้นไม่ดีหรือ”
“ก็ดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ…” นางยิ้ม
เพียงแต่นางไม่รู้ว่านี่เป็นความใส่ใจของเขา หรือเพราะแต่เดิมเจียงมู่ไป๋ก็ค่อนข้างสำอางและพิถีพิถันอยู่แล้ว
เรื่องพวกรางวัลที่มอบให้ในงานกวีวสันต์ แม้ว่าเจียงจื่อหรงจะจำไม่ค่อยได้ แต่เหยาอวี้รู้ดีว่าของรางวัลที่หายากเหล่านั้น ล้วนแต่มีอยู่ในห้องหนังสือของเจียงมู่ไป๋ทั้งสิ้น
ผ่านไปพักใหญ่คนสกุลหลัวจึงค่อยมาถึง พวกเขาทะเลาะกับคนที่โรงเตี้ยมไปหนึ่งยก ก่อนจะถูกไล่ข่มขู่จนต้องหนีแตกกระเจิงมา
ตอนอยู่ชิงเฟิงพวกเขาก็ไม่นับเป็นตัวอะไร แล้วตอนนี้ที่ทุกคนมาแออัดรวมกัน มีคนรวย หรือผู้มีอำนาจใดบ้างที่ไม่อยากนอนในโรงเตี้ยม อาศัยแค่ร้านขายสมุนไพรกระจอกๆ ยังคิดอยากสู้แย่งชิงห้องพักกับคนพวกนั้นอีกหรือ
ดังนั้น สภาพแต่ละคนจึงไม่ต่างจากคนเพิ่งหนีภัย เสื้อผ้าเปียกปอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง สีหน้าทั้งโกรธทั้งอับอาย เห็นได้ชัดว่าเพิ่งแพ้ศึกมาจากโรงเตี้ยม
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าไปแย่งกับพวกนั้น!” เฉินซื่อเอ่ยเสียงแข็ง แม้อายุจะมากแล้ว แต่แววตายังดุจัด ยังคงเดินเขลกๆ เพราะยังเจ็บลึกถึงบาดแผลที่ถูกโบยอยู่ “ดูสภาพพวกเขาเสียก่อน คนมีเงินมีอำนาจทั้งนั้น ยังคิดจะไปสู้!”
หลัวเหอหน้าดำคล้ำ ไม่เอ่ยคำใด เพราะรู้ดีว่าครั้งนี้…ตนเองประเมินสถานการณ์ผิดอีกแล้ว
จ้าวลี่ฮวาก็เริ่มบ่นทันทีที่หยุดพัก แม้จะกดเสียงลง แต่ความไม่พอใจกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย “พวกนั้นแค่ปรายตามอง ยังไม่อยากเสียเวลาด้วยซ้ำ!”
สายตาเหลือบไปมองโรงเตี้ยมที่อยู่ไกลออกไป
ยังคงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
แต่ไม่มีที่สำหรับพวกเขา
ตอนนี้นางรู้ซึ้งแล้วว่าโลกช่างกว้างใหญ่ ลำพังแค่ร้านสมุนไพรเล็กๆ ของพ่อสามี ทุกๆ หนึ่งเซียะ[2] ต้องสังเกตทุกฝีก้าว
หลัวหนิวกับหลัวอันยังคงกุมมือที่ถูกตี สีหน้าซีดเซียว ไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว
ส่วนหลัวเหวิน เริ่มมีสีหน้าเฉยชา ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น เขาก็รับรู้แล้วว่าแท้จริงคนที่ส่งจดหมายให้เขาคือน้องสามที่ตนไม่สนิทนัก แต่กลับช่วยรักษาเส้นทางการสอบเคอจวี่ของเขาไว้ได้ มองสภาพครอบครัวที่เหนียวรั้งเขาไว้จนเกือบเสียสถานะซิ่วไฉ สายตาจึงทอดมองไกลออกไป ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
หลัวชิงกลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ที่แบบนี้จะให้อยู่ได้อย่างไร เปียกก็เปียก หนาวก็หนาว” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจ แสบหลังทุกครั้งที่ขยับตัว
ฝั่งหลัวจางหมิ่นยืนกำหมัดแน่น สายตาเต็มไปด้วยความไม่ยอม
“ครั้งหน้า…” เขาพึมพำเบาๆ “ข้าจะไม่เป็นฝ่ายถูกไล่อีก”
หลัวเซินที่ยืนฟังอยู่ เพียงเหลือบมองหลานชาย ก่อนจะกล่าวเรียบๆ
“ก่อนจะพูดถึงครั้งหน้า…เอาตัวให้รอดคืนนี้ก่อนเถิด”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดลงมา ทำให้ทุกคนเงียบลงทันที
ฝนยังคงตกไม่หยุด ลมพัดแรง ไม่มีที่พัก ไม่มีหลังคา มีเพียงต้นไม้ใหญ่ที่พอใช้กำบังได้เล็กน้อย
จ้าวลี่ฮวากอดตัวเองแน่น ก่อนพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์
“…ฝนตกแบบนี้ จะไปอยู่ที่ไหนได้กัน”
ท่ามกลางเสียงโอดครวญของทุกคน หลัวเจียอีหันซ้ายแลขวาหารถม้าที่ต้องการ เมื่อมองรอบๆ ก็ไม่เห็นจึงรู้สึกผิดหวัง
แต่เมื่อพวกเขาถูกไล่ที่ให้ไปหาต้นไม้อื่นอีกเรื่อยๆ จึงพบกับรถม้าที่ตนตามหา
แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่หลัวเจียอีที่มองเห็น ทุกคนในตระกูลหลัวก็เห็นเช่นกัน แต่ไม่มีใครกล้าเผยตัว
หลัวเจียอีเม้มปาก ก่อนจะหันกลับไปค้นของในเกวียนอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็หยิบของบางอย่างออกมาแน่น นางกำมันไว้ในมือ สูดหายใจลึกเหมือนให้กำลังใจตนเอง ก่อนจะเดินตรงไปยังเป้าหมาย
หลัวชิงที่มองอยู่ก็เบะปากให้คนที่อยากบินเข้ากองไฟอีกแล้ว ในใจจึงรีบภาวนาเลยว่าคงจบไม่สวยเช่นพวกตน
ยังไม่ทันเข้าใกล้ คนงานผู้หนึ่งก็เดินออกมาขวาง สายตาคมกริบจ้องนางเขม็ง
“ที่นี่เป็นที่พักของเจ้านาย…ไปขอทานที่อื่นเสีย”
คำพูดชัดเจน ไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
หลัวเจียอีชะงัก ใบหน้าที่เปียกฝนยิ่งดูน่าสมเพช สภาพของนางตอนนี้ยิ่งกว่าลูกหมาตกน้ำ แต่นางก็ยังฝืนอดทนกัดริมฝีปากแน่น
“ข้ามาขอพบ…ถังเม่ยสาม”
ชายคนนั้นสีหน้ามืดลงทันที “ไปหาญาติของเจ้าที่อื่น” น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ กดดันทีละก้าว
หลัวเจียอีตกใจ ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“ขะ…ข้าหมายถึง…คุณหนูสี่เจียง!”
คำพูดนั้น ทำให้ชายคนนั้นชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ สายตาเขากวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง
แล้วบางอย่าง…ก็วาบขึ้นในแววตา
เขานึกถึงเหตุการณ์ไม่นานที่หน้าโรงเตี้ยมได้ แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเจือจางด้วยจิตสังหาร
พวกเขาได้รับคำสั่งลับจากนายน้อยมาว่า หากสกุลหลัวยังคงตอแยไม่เลิกอีก และถ้าอยู่ห่างไกลผู้คนสักหน่อย สามารถจัดการได้โดยทันที
หลัวเจียอีมองชายตรงหน้าที่ค่อยดึงมีดสั้นจากด้านหลังก็ตกใจแทบสิ้นสติ สีหน้าซีดเผือดทันที หัวใจแทบหยุดเต้น
“นะ-นี่! เจ้าจะฆ่าคนแล้วหรือ!”
เสียงสั่นจนแทบขาด
แต่ในจังหวะนั้นเอง ม่านกระโจมถูกเปิดออก เหยาอวี้ที่จะออกมาดูหม้อต้มยาให้เจียงมู่ไป๋ก็เดินออกมา
“เกิดอะไรขึ้น”
เพียงชั่วพริบตา มีดสั้นก็หายวับไป ชายผู้นั้นเก็บมันกลับเข้าที่ แววตาสังหารมลายหาย เหลือเพียงความสุภาพนอบน้อมเช่นเคย
เขาก้มศีรษะทันที
“คุณหนู”
หลัวเจียอีราวกับคว้าชีวิตกลับมาได้ รีบพุ่งเข้าไปหาเหยาอวี้ทันที
“ถะ-ถังเม่ยสาม! ดีจริงที่เจ้าออกมา! …ข้าเกือบถูกคนของเจ้าฆ่าตายแล้ว!”
เสียงนางสั่น ทั้งหวาดกลัว ทั้งน้อยใจ มองเหยาอวี้ที่อยู่ในชุดแห้งหนา ทั้งยังมีผ้าคลุมขนสัตว์ให้ความอบอุ่น
แต่ต่อให้รู้สึกริษยาเพียงใดนางก็ไม่กล้าเผยออกมาแม้แต่แววตา
ทว่า…เหยาอวี้กลับถอยหลังหนึ่งก้าว เบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ คิ้วขมวดเล็กน้อย สายตาเต็มไปด้วยความงุนงง
“…”
ก่อนจะเอ่ยถามเรียบๆ
“เจ้า…คือใคร”
คำพูดนั้น เหมือนคมมีดอีกเล่ม ฟันลงมาโดยไร้ความปรานี
[1] เหมิงกู่ = มองโกเลีย
[2] 1 เซียะ = 33.33 เซนติเมตร