LNCrawler

ตอนที่ 135

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 135

ตอนที่ 135


 

เรื่องนี้จะโทษเหยาอวี้ก็ไม่ได้ ต้องบอกว่าตอนที่เจอกับพวกหลัวเซินนั้น ล้วนเป็นเวลาสั้นๆ ในช่วงเทศกาลชิงหมิงเท่านั้น แม้แต่ตอนที่เหยาอวี้อยู่ที่เหออัน คนพวกนี้ก็ไม่เคยโผล่มาให้เห็นหน้าด้วยซ้ำ

และที่ช่วงเคารพบรรพบุรุษสองแม่ลูกคู่นี้ก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปเคารพ เพราะเป็นเพียงสตรีไร้หัวหน้าครอบครัว

จางซื่อกลับไม่แยแสด้วยซ้ำ เหยาอวี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ แม้แต่พูดคุยหรือเรียกชื่อ นอกจากตอนเจอหน้าครั้งแรก พวกเขาก็ยิ่งกว่าคนแปลกหน้าที่สวนทางในตลาดเสียอีก  ต่อให้เดินผ่านกันอีกครั้ง ก็ไม่มีทางจดจำได้

ใบหน้าย่อมจำไม่ได้ แต่หากพูดคือสาเหตุสำคัญที่นำพาความยุ่งยากมาสู่ตน ย่อมมีชื่อพวกหลัวเซินอยู่ร่วมด้วยแน่นอน

หลัวเจียอีนั้นไม่ได้โง่เหมือนหลัวหนิว และไม่ได้หลงตัวเองแบบหลัวชิง แม้นางจะมีความเย่อหยิ่งต่อคนที่ต่ำกว่าตน แต่ยามนี้นางรู้ดีว่าตนเป็นรองเด็กหญิงผู้นี้ทุกทาง

เพียงคิดได้เช่นนั้น นางก็ทรุดเข่าลงทันที เสียงกระทบพื้นดัง “ตุบ”

ท่ามกลางสายฝน “ข้า…คือหลานของปู่เล็กของเจ้า หลัวเจียอี…”

นางก้มศีรษะลง น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย

“ข้ามาขออภัย…เรื่องทั้งหมด…พวกข้าเป็นต้นเหตุจริง”

นางกัดริมฝีปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างรวดเร็ว

“แต่…เจ้าก็รู้ดี…ตอนนั้นปู่ซ่งทำงานเป็นพ่อบ้านอยู่ในจวนนายอำเภอ”

“ขุนนางระดับนั้น…พวกข้าจะกล้าขัดได้อย่างไร”

คำพูดนั้น ฟังดูเหมือนยอมรับผิด แต่ก็แฝงการผลักภาระไว้อย่างแนบเนียน

เหยาอวี้มองลูกไม้ใหม่ของสกุลหลัวที่แปลกตาขึ้น แน่นอนว่านางจำหลัวเจียอีคนนี้ไม่ได้ แต่ความรู้สึกที่มีต่อพวกสกุลหลัวทุกคนนั้นไม่มียกเว้น

แม้การแสดงออกของพวกเขาจะต่างกัน แต่แก่นแท้ข้างในกลับเหมือนกันทุกประการ

เหยาอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย มองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้าขอโทษ…เพราะรู้สึกผิดจริง”

“หรือ…”

“เพราะไม่มีทางเลือกกันแน่”

มองเด็กหญิงที่ยืนใต้กันสาดของกระโจมที่ยื่นออกมา นางที่คุกเข่ากลางสายฝนรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม

คำพูดนั้นหลัวเจียอีจะกล้ารับได้อย่างไร

“ย่อมเป็นเพราะรู้สึกผิดสิ ถังเม่ยสาม” นางพยายามข่มความรู้สึกหนาวสั่นแล้วพูดออกไป

“ข้า…ไม่ได้แซ่หลัว” เหยาอวี้เอ่ยเรียบๆ แม้น้ำเสียงจะไม่ดัง แต่กลับชัดเจนจนอีกฝ่ายสะดุ้ง ในใจนางเบะปากอย่างไม่ปิดบัง เพียงประโยคเดียวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไร้ความจริงใจเพียงใด

หากตั้งใจจริง จะพยายามย้ำคำว่า ถังเม่ย เพื่อโยงความสัมพันธ์กับนางไปทำไม

คิดจะอาศัยสายเลือด…เข้าหาอย่างนั้นหรือ?

ตั้งแต่อยู่ในเรือนหลัว นางก็ไม่เคยคิดเป็นหนึ่งเดียวกันสกุลนี้แต่แรกอยู่แล้ว

“คุณหนูสี่เจียง…” หลัวเจียอีรีบเปลี่ยนคำเรียกทันที ก่อนจะยกของในมือขึ้น

เป็นรากสมุนไพรแห้งสีเหลืองอมน้ำตาล

“นี่คือ หวงฉี ช่วยบำรุงพลังชี่ เสริมภูมิคุ้มกัน ขับลมหนาวได้ดี”

นางรีบอธิบายต่อ “ยามนี้ฝนตกต่อเนื่อง ร่างกายอ่อนแอ คนล้มป่วยกันมาก…สมุนไพรเช่นนี้…กำลังขาดแคลน และเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง”

เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ

“ลุกขึ้นเถิด”

นางไม่ได้ใจอ่อน เพียงแต่…ไม่ชอบให้ใครมาคุกเข่าต่อหน้าตนเท่านั้น

ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาตำหนักเหยาฉือก็ไม่ค่อยมีคนมามากนัก นางจึงอยู่อย่างสงบอย่างนั้นมาตลอดร้อยปี

ส่วนหลัวเจียอีก็คิดในใจว่าอีกฝ่ายต้องหวั่นไหวต่อสมุนไพรตรงหน้าแน่แล้ว เพราะนางรู้ว่าหวงฉีนั้นเป็นของหายาก แต่แพงที่สุดในร้านของปู่แล้ว ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเตรียมลุกขึ้น

จังหวะนั้นเอง ม่านกระโจมถูกเปิดออกอีกครั้ง เป็นเจียงมู่ไป๋เดินออกมา คิ้วขมวดเล็กน้อย สายตามองหาเหยาอวี้ทันที

เด็กสาวหายไปนานเกินไปแล้ว ฝนยังตกไม่หยุด ลมหนาวก็พัดแรง เขาจึงไม่วางใจ

สายตาคมกริบของเขา ตกลงมาที่ภาพตรงหน้า

หลัวเจียอี…ที่กำลังลุกขึ้น

ทว่า…ในเสี้ยววินาทีนั้น หลัวเจียอีเอนตัวไปข้างหน้า

เหมือนเสียหลัก

แต่ทิศทางชัดเจน

เป้าหมายไม่ใช่ชายหนุ่มที่อยู่ห่างออกไปหลายช่วงตัว

แต่คือเหยาอวี้

นางคำนวณไว้แล้ว หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ชายหนุ่มต้องรีบเข้ามารับแน่นอน

ใช่…

เจียงมู่ไป๋พุ่งเข้ามาจริง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับไม่เป็นไปตามที่นางคิด

มือเขาคว้าเหยาอวี้ ดึงออกจากจุดนั้นในพริบตา

ร่างเล็กถูกพาออกมาอย่างมั่นคง

ในขณะเดียวกัน

ขาเขาก็ยกขึ้น…

เตะออกไปโดยไม่ลังเล

“อั่ก!”

หลัวเจียอีถูกแรงนั้นกระแทก ร่างปลิวออกไป ล้มลงบนพื้นโคลนอย่างแรง

ฝนสาดกระเซ็น โคลนเปื้อนทั่วร่าง

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา

เหยาอวี้ยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกดึงเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน

ความอบอุ่นปะทะกับลมหนาวด้านนอก

เจียงมู่ไป๋ก้มมองนาง แววตาเย็นดุ

“เจ้าไม่ระวังอีกแล้ว”

จากนั้นสายตาเขาก็เลื่อนผ่านไป ตกลงบนร่างที่ล้มอยู่ไม่ไกล แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ราวกับมองสิ่งไร้ค่า

หลัวเจียอีนอนจมโคลน ทั้งเจ็บ ทั้งตกใจ หัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ

นางไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้

เหยาอวี้มองสภาพนั้นก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดี นางเองก็หาทางไล่หญิงสาวผู้นี้ออกไปอยู่ ไม่คิดเลยว่าเพียงเจียงมู่ไป๋ปรากฎ ไม่ทันได้พูดจาสักคำ กลับถีบนางออกไปตรงนั้นเสียแล้ว

“แค่กๆ…อะแฮ่ม เอาเป็นว่าสมุนไพรนั่นเจ้าเก็บไว้ใช้เองเถิด ต่อไปก็ไม่ต้องมาพบข้าอีกแล้ว ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ใช่คนสกุลหลัวแล้ว หากเจ้าพยายามเข้าหาเช่นนี้ ข้าอาจถูกคนในจวนไม่พอใจได้”

คำพูดของเหยาอวี้นับว่าเรียบร้อยหมดจด เรื่องของสกุลหลัวสำหรับคนในชิงเฟิงเป็นเรื่องที่กระจ่างแจ้งมานานแล้ว

คนรอบข้างที่มองดูจึงรู้สึกว่าการที่หลัวเจียอีเข้าหานั้น เป็นเพราะคนสกุลหลัวอีกที่ยังอยากเกาะขาใหญ่

อีกทั้งทางท่าตอนล้มนั้นก็ชัดเจนเกินไป หากไม่ให้คุณชายท่านนั้นถีบออกมา เด็กหญิงตัวเล็กๆ คงคะมำลงไปด้วย

“อัยหย้า คนเราจะทำอะไรก็ควรรู้จักประมาณตน”

“วาสนาเป็นเรื่องที่ไม่ควรแย่งชิง”

..

..เสียงรอบข้างเริ่มซุบซิบเบาๆ


 

แต่หลัวเจียอีไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย เพียงก้มหน้า ปล่อยให้เส้นผมเปียกชื้นปกปิดแววตา

“…ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงนางแผ่วเบา แทบกลืนหายไปกับเสียงฝน

นางค่อยๆ ลุกขึ้น แม้ร่างจะสั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามยืนให้มั่น

หวงฉี ในมือยังถูกกำแน่น แน่นเสียจนปลายนิ้วซีดขาว

เหยาอวี้ถอนหายใจให้กับท่าทีเช่นนี้ ไม่ใช่ว่านางมองท่าทีเช่นนี้ไม่ออก แต่เพราะมองออกจึงรู้สึกสังเวชใจนัก 


 

ขณะที่เจียงมู่ไป๋จะจูงเหยาอวี้กลับไปอยู่ด้านใน ขบวนรถม้าที่หรูหราไม่แพ้รถม้าสกุลเจียงก็มาจอดเทียบ มันจอดเรียงรายถึงห้าคันเลยที่เดียว

ผู้ที่เดินลงมาเป็นหมอเทวดาเซวียน ตอนเขาลงมาก็มองกระโจมใหญ่นี่ด้วยความตะลึงเช่นกัน เมื่อเห็นเด็กหญิงผู้นั้นที่ยืนอยู่ใต้กันสาด ก็เดินถือร่มมาหาทันที

เจียงมู่ไป๋มองผู้มาใหม่อย่างไม่สบอารมณ์นัก

“คุณหนูสี่เจียง” เซวียนกวงไม่คิดว่าจะเจอเด็กหญิงผู้นี้อีกครั้ง

“ท่านหมอเทวดาเซวียน” เหยาอวี้ทักทายเต็มยศ

แน่นอนว่าชายชราได้แต่หัวเราะเบาๆ ชอบใจกับคำเรียกขานนี้ของนาง แม้ว่าเขาจะไม่ได้หลงใหลไปกับชื่อเสียง แต่ไม่นานมานี้ก็ได้ยินข่าวลือเล็กๆ ว่าคุณหนูเจียงสี่ คือหมออวี้ที่โด่งดังของชิงเฟิงนั้นเอง

ตอนนั้นที่เขายอมพาเจ้านายมาที่ชิงเฟิงก็เป็นเพราะชื่อเสียงของโรงเตี้ยมจินฟู่นั่นเอง มันลอยไปยังเมืองหลวงด้วยเครื่องประทินผิวที่สตรีในเมืองหลวงเริ่มนิยม

จึงพ่วงติดมาด้วยข่าวลือเรื่องหมอเทวดาน้อย นาม หมออวี้ มาด้วย เขาที่จนปัญญาเรื่องอาการของเจ้านายของตน จึงพากันมาถึงตำบลเล็กๆ แห่งนี้ ทว่ากลับไม่เจอแม้แต่เงาของนาง จึงใช้โอกาสที่นานๆ ได้ออกจากเมืองหลวง ขึ้นเขาหาสมุนไพรหายากสักที

จนมาถึงเขาที่หลัวซาน เพียงเดินเข้าไปลึกหน่อยก็เจอทั้งโสมป่าอายุหลายสิบปี หลิงจือสีม่วงที่ขึ้นตามโขดหินชื้น ตงฉงเซี่ยเฉ่าแทรกตัวอยู่ใต้ดินเย็น รากเหอซู่อู๋ที่พันเกาะราวมีชีวิต

ที่นั่นเป็นดังสวรรค์ของเขาเลย จึงอยู่นานกว่าทุกที่ ไม่คิดเลยว่าจะชักนำนักฆ่าพวกนั้นมา

และนั่น…เป็นเหตุผลที่เขายอมจ่ายถึงหนึ่งแสนตำลึง เพราะคิดว่าเด็กหญิงก็คงรู้คุณค่าของหลงกู่ชิงเช่นกัน ทั้งยังเป็นคนหาเจอแต่แรก แต่ก็ยอมปล่อยให้เขาไป ทั้งๆ ที่สาเหตุที่ทำให้นางไม่ได้หลงกู่ชิงก็เป็นเพราะเรื่องส่วนตัวของพวกเขานั่นเอง

“หมออวี้” เซวียนกวงเปลี่ยนคำเรียกใหม่ แล้วกล่าวต่อว่า “นัดเจอไม่เท่าบังเอิญพบ…ข้าไม่ขอปิดบัง การมาชิงเฟิงครั้งนี้ แท้จริงแล้วมาเพราะชื่อเสียงของเจ้า”

เหยาอวี้ได้ยินเช่นกันก็ไอแห้งทันที โรคที่แม้แต่หมอเทวดายังจนปัญญา คิดว่านางจะรักษาได้หรือ

แต่คิดอีกทีก็..

…อืม …ก็คงได้นั่นแหละ

“ท่านเจ็บป่วยหรือ” เหยาอวี้ถามไปอย่างนั้น เพราะนางเคยจับชีพจรของชายชราแล้ว นอกจากอาการปวดเหมื่อยทั่วไปตามวัย ก็นับว่าเป็นคนแก่ที่แข็งแรงดี

“ย่อมเป็นเจ้านายของข้า” เซวียนกวงรีบบอก ตอนที่เชิงเขาหลัวซานนั้นดูเหมือนนางเร่งรีบนัก อีกทั้งชาวบ้านก็ทะเลาะกันเรื่องน้ำท่วมอีก เขาจึงไม่กล้ารั้งตัวนาง

แม้จะไม่คิดว่าเด็กหญิงผู้นี้จะมีความสามารถมากกว่าเขา แต่คนเราย่อมมีของถนัดที่ต่างกัน ไม่แน่ว่าอาจจะไปความรู้เพิ่มเติมก็ได้ ถึงอย่างไรก็นับว่ามาแล้ว ลองให้นางจับชีพจรสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไร

สามารถให้หมอเทวดาเรียกขานว่าเจ้านายได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว

เหยาอวี้ถอนหายใจ

“แค่ช่วยท่านข้าก็ถูกลูกหลงเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง หากช่วยเจ้านายของท่าน ข้ากลัวเหลือเกินว่าชีวิตน้อยๆ ของข้าจะนอนหลับไม่สนิท” เหยาอวี้ปฏิเสธแทบไม่ต้องคิด

จากนั้นไม่นานนางก็ได้ยินเสียงไอดังมาจากรถม้าตรงนั้น ฟังดูแล้วน่าจะเป็นเด็กชายผู้หนึ่งอยู่ ก็รู้สึกลังเลเล็กน้อย

เซวียนกวงรู้สึกละล้าละลัง ระหว่างนั้นเสียงไอก็ดังขึ้นไม่หยุด

นั่นคงเป็นเพราะการเดินทางยาวนานอย่างเร่งรีบตั้งแต่หมู่บ้านหลัวซาน จนมาถึงที่นี่ แม้ว่าในรถม้าจะจุดตะเกียงไว้มากมาย แต่สภาพอากาศที่ทั้งลมและฝนตลอดท้าย ร่างกายของเจ้านายของเขาที่อ่อนแอ ย่อมยากที่จะรับไหว

เหยาอวี้ถอนหายใจ ก่อนพูดไปว่า “อีกฝั่งของต้นไม้ยังว่างอยู่ หากพวกท่านไม่รังเกียจก็ตั้งกระโจมแถวนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”

พูดเสร็จก็เดินตามแรงจูงของเจียงมู่ไป๋กลับไป

เฮ้อ… ไม่มีอะไรดีกว่าความอบอุ่นในกระโจมหลังนี้อีกแล้ว