LNCrawler

ตอนที่ 136

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 136

ตอนที่ 136


 

หลัวเจียอียืนหลบอยู่หลังต้นไม้ต้นหนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังขบวนรถม้าที่เพิ่งมาถึง ยิ่งมอง…ยิ่งรู้สึกแปลกตา

เหล่าผู้คุ้มกัน แม้จะสวมชุดชาวบ้านธรรมดา แต่ท่วงท่า กลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย การยืน การเดิน ล้วนเป็นระเบียบ

กระโจมที่กางขึ้น กว้างขวาง แข็งแรง แม้จะไม่ใหญ่เท่าของสกุลเจียง แต่ก็ต่างจากทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด การผลัดเวรยาม การเฝ้าระวัง แม้แต่จังหวะสายตาที่กวาดมองไปรอบด้าน ยังดูเข้มงวดกว่าของสกุลเจียงเสียอีก

ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ

หลัวเจียอีเม้มปากแน่น ในใจปั่นป่วน

เด็กนั่น…กลับรู้จักคนระดับนี้ได้อย่างไร

“แม่นาง เจ้าเช็ดหน้าสักหน่อยเถิด”

เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

นางสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อหันไป ก็พบชายผู้หนึ่งยืนอยู่

เขาสวมชุดผ้าฝ้ายสะอาด ถือร่มกระดาษน้ำมันลายไผ่ ใบหน้าหมดจด ดูคล้ายบัณฑิตผู้หนึ่ง

หลัวเจียอีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงสภาพของตน ทั้งเปียก ทั้งเลอะโคลน ใบหน้าพลันร้อนผ่าว

นางเอื้อมมือไปรับผ้าเช็ดหน้าอย่างลังเล

ทว่ายังไม่ทันเอ่ยขอบคุณ ชายผู้นั้นกลับถอยออกไปแล้ว

ไม่มีคำพูดอื่น เพียงเดินผ่านนางไป

ราวกับ…การยื่นผ้าให้เมื่อครู่ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องใส่ใจ

หลัวเจียอีมองตามไปโดยไม่รู้ตัว จึงเห็นว่าชายผู้นั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังกระโจมของขบวนรถม้าใหม่


 

เหมาซวนยกมือคารวะ ต่อหน้าคนคุ้มกันที่มองเขาอย่างไม่เป็นมิตร

“ข้าแซ่เหมา…มาขอพบท่านหมอเทวดาเซวียนขอรับ”

น้ำเสียงสุภาพ แต่มั่นคง “ข้าเคยเป็นคนไข้ของท่านหมอ”

คนคุ้มกันมิได้เปิดทางให้ทันที เพียงพยักหน้า

“รอสักครู่”

ไม่นาน ชายชราก็เดินออกมา

เหมาซวนรีบก้าวเข้าไป คารวะอย่างนอบน้อม

“หากไม่ได้ท่านหมอเทวดาช่วย…ชีวิตข้าคงอยู่ไม่พ้นปีนี้แล้ว”

เซวียนกวงหัวเราะเบาๆ จำซิ่วไฉในตำบลเล็กๆ นี้ได้ เขาโบกมือเล็กน้อย

“ข้าเพียงตั้งโต๊ะรักษาคนทั่วไปเท่านั้น เห็นเจ้าดีขึ้นก็ดีแล้ว”

เพราะหลายเดือนก่อนไม่มีอะไรทำ นอกจากค้นหาสมุนไพรสำคัญแล้ว เขาก็ออกตรวจโรคในตำบลนานๆ ครั้ง แต่เพราะชื่อเสียงของหมอเทวดา  จึงทำให้ชาวบ้านมาต่อแถวกันไม่น้อย และเหมาซวนก็เป็นหนึ่งในนั้น

ชายผู้นี้เป็นโรคที่พบได้ยากโรคหนึ่ง บังเอิญพอดีที่เขารู้จักวิธีรักษา จึงช่วยฝังเข็ม และจัดเทียบยาที่ถูกกับโรคของเขาได้

เหมาซวนที่ได้ยินเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย กลับไม่ยอมรับเช่นนั้น

“สำหรับข้า…ท่านคือผู้มีพระคุณยิ่ง หากท่านต้องการสิ่งใด…โปรดบอกข้าได้ทุกเมื่อ”

เซวียนกวงก็หัวเราะพึงพอใจ แต่ชีวิตนี้เขายังต้องให้คนอย่างเหมาซวนช่วยเหลือด้วยหรือ จึงบอกเพียงว่า “น้ำใจของเจ้าข้ารับรู้ไว้แล้ว แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองเพียงนั้น หากต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะบอกเจ้าแน่นอน”

เหมาซวนยิ้มบาง คารวะอีกครั้ง

แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้น สายตาเขากลับเหลือบไปอีกทิศหนึ่งเพียงแวบเดียว

ทิศของ…กระโจมอีกฝั่งของต้นไม้ใหญ่

แล้วก็เก็บสายตากลับทันที ราวกับไม่เคยมอง

“ตอนนี้เกิดน้ำท่วมใหญ่” เขากล่าวเสียงเรียบ “ฝนตกติดต่อกันมาสามวันแล้ว ท่านหมอ…โปรดรักษาสุขภาพ”

เซวียนกวงพยักหน้า

เหมาซวนจึงคารวะอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป

หลัวเจียอีออกไปจากบริเวณนั้นแล้ว แต่ยังหาที่ยืนมองทุกอย่างอยู่ไกลๆ ในมือถือผ้าเช็ดหน้ายังไม่ได้ใช้อย่างเหม่อลอย

ในใจรู้สึก…สนใจขึ้นมา


 

เหยาอวี้มุดตัวนั่งอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียง ร่างเล็กขดตัวเล็กน้อย ขณะสองมือประคองถ้วยชาขิงอุ่นๆ ไอร้อนลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาแตะปลายจมูก กลิ่นขิงเผ็ดอ่อนๆ ช่วยคลายความเย็นที่เกาะตามผิวกาย แม้ก่อนหน้านี้นางจะยืนอยู่ใต้กันสาดของกระโจมตลอดเวลา แต่ฝนที่ตกไม่หยุดกับลมหนาวด้านนอก ยังทำนางรู้สึกว่าต้องหาของอุ่นๆ เติมท้องสักหน่อย

ตอนนี้ข้างในกระโจมมีเตียงสองอันแล้ว เจียงมู่ไป๋นั่งลง สายตามองเด็กหญิงตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มเล็กน้อย

“ต่อไปหากคนพวกนั้นมาหาเรื่องเจ้าอีก ก็เพียงให้คนไล่ออกไป หากครั้งนี้ไม่ทันระวัง เจ้าคงเจ็บตัวแล้ว” เสียงเขาเข้มเล็กน้อย

“เพราะงั้นพี่รองจึงดุว่าข้าไม่ระวังสินะเจ้าคะ” ทว่าเหยาอวี้กลับไปนำพาเลย เพราะความจริงนางก็ไม่ได้อยากคุยกับคนเหล่านั้น ติดแค่ว่านางมาด้วยวิธีใหม่ จึงแค่อยากชมการแสดงสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างจากเดิม

“ข้าไม่ได้ดุ” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าตนเผลอเสียงแข็ง เขาหรือจะกล้าดุนาง

“เจ้าค่ะๆ ไม่ดุเลย” เหยาอวี้ยิ้มกว้าง ก่อนใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างดันหางตาตนเองขึ้น ทำท่าตาเฉี่ยวคม “เพียงแต่ท่านทำตาแบบนี้…” ท่าทางนั้นดูน่าขบขันมากกว่าน่ากลัว

เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ สุดท้ายก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ไม่อาจใจแข็งอบรมนาง

ขณะนั้นเองอาไฉก็ถือหม้อยาเข้ามา

“อาไฉวางไว้บนเตาเล็กนี้เลยเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ชี้ไปที่เตาต้มชา ที่ถูกเตรียมไว้เพื่ออุ่นชาในกระโจมให้อุ่นอยู่เสมอ

อาไฉจัดการยกป้านชาเดิมออก แล้ววางหม้อต้มอันใหม่ลงไปอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นเหยาอวี้ก็บอกให้เขาลังไม้อันบนสุดในเกวียนเข้ามา

ตอนนี้สมุนไพรเซียนถูกเหยาอวี้ทำการแยกชนิด และจัดเก็บแยกลังไม้หลายอันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังกำชับให้คนเฝ้าเกวียนนั้นให้ดีอีกด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครจะรู้ว่ามีโจรปะปนมา หรือมีชาวบ้านที่อยากเป็นโจรอยู่ก็ได้

เมื่อได้ของแล้วก็เปิดเอาสมุนไพรในนั้นออกมา แล้วใช้มีดหั่นฝานสมุนไพรแต่ละชนิด ก่อนกะปริมาณแต่ละอย่างด้วยฝ่ามือ แบ่งพักไว้ในถาดไม้ แล้วใส่ลงไปในรางบดยา

เจียงมู่ไป๋มองมือน้อยๆ ที่กำลังกดลูกล้อเหล็กกลมๆ กลิ้งให้ไปมา เขาจึงย้ายมานั่งที่เตียงของนาง แล้วดึงรางบดยานั้นมาไว้ฝั่งตน

“ยามนี้เตียงเจ้ากลายเป็นโรงผลิตยาไปแล้ว” ปากแม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่กลับลงมือบดแทนนางอย่างไม่ลังเล

เด็กหญิงฉีกยิ้มกว้างแล้วบอกว่า “สมุนไพรนี่ก็ของท่านทั้งนั้น คืนนี้ข้าตั้งใจจะต้มท่านอีกครั้งเจ้าค่ะ” เหยาอวี้หัวเราะกับการใช้คำของตน

เพราะตั้งแต่ขึ้นเขาหลัวซานจนถึงตอนนี้ ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้อาบน้ำ เจียงมู่ไป๋จึงให้คนไปทำอ่างไม้ไว้ เด็กหญิงจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ถอนพิษที่เหลือให้เขาสักที เพราะปล่อยไว้ก็มีแต่จะทำลายอวัยวะภายใน

ทีแรกคิดว่าว่าอาจจะต้องแช่น้ำสมุนไพรอีกสักสองถึงสามครั้ง แต่ในเมื่อมีสมุนไพรเซียนแล้ว จึงไม่ต่างกับการใช้มีดฆ่าวัว มาจัดการไก่

นั่นก็คือเย็นนี้พี่รองของนางจะต้องหายดี ทั้งยังอาจจะมีโชค เพราะสมุนไพรเซียนล้วนแต่เพิ่มพลังปราณและตบะอีกด้วย

เฮ้อ…เสียดายแค่นางที่ไม่อาจใช้ได้ เพราะหากร่างกายนี้เกิดเผลอฝึกตน หรือปรากฎพลังตบะภายในจิตวิณญาณรั่วไหลออกมา สวรรค์ย่อมไม่อาจปล่อยผ่านให้ผู้มีจิตวัญญาณตบะหมื่นปีลอยไปลอยมาในโลกมนุษย์อย่างแน่นอน

เช่นนั้นจะมีคำว่า ‘ฝึกตนสำเร็จ เหาะเหินกลายเป็นเซียน…’ หรือ

นั่นมิได้หมายความว่ามนุษย์ที่กลายเป็นเซียนแล้วจะเหาะขึ้นสวรรค์ แต่เป็นเพราะต้องละทิ้งสังขาร แล้วตายไปต่างหากเล่า

เฮ้อ…สงสารก็แต่นักพรตทั่วหล้ามากมาย ที่พยายามเสาะหาวิธีตาย เอ้ย…วิธีกลายเป็นเซียน

เจียงมู่ไป๋เห็นอาการเหม่อลอยของเด็กหญิงจึงถามว่า “ต้องบดทั้งหมดหรือไม่”

เหยาอวี้จึงพยักหน้า “ต้องใช้ทั้งหมดเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มจึงบอกว่า “เช่นนั้นเจ้าไปอาบน้ำก่อนเถิด ข้าให้อาไฉต้มน้ำไว้แล้ว อีกเดี๋ยวจะให้มาผสมน้ำให้เจ้า”

เหยาอวี้พยักหน้าดังไก่จิก นางรู้สึกเหนียวตัวจริงๆ ที่มุมหนึ่งของกระโจมหลังใหญ่นี้ มีอ่างไม้อาบน้ำที่เพิ่งทำเสร็จตั้งอยู่ แล้วกั้นด้วยผ้าม่านไว้

ไม่นานนักอาไฉก็ยกถังไม้ใส่น้ำร้อนเข้ามา แล้วผสมน้ำให้นาง 

เด็กหญิงแทบจะกระโดดเข้าไปแล้วถอดชุดหลังม่าน

เสียงของเจียงมู่ไป๋ก็ดังขึ้น

“ไว้ไปเจียงหนาน ข้าจะให้ท่านแม่หาสาวใช้ให้เจ้าสักคน”

ทว่าเหยาอวี้กลับหัวเราะเสียงใส แล้วหยอกเขาอย่างทะเล้นว่า “ต่อไปพี่รองไม่อยากดูแลข้าแล้วหรือเจ้าคะ”

ชายหนุ่มได้ยินก็ทำสีหน้าไม่ถูก ก่อนจะพูดออกไปว่า “ชายหญิงล้วนแตกต่าง เจ้าอายุมากกว่าเจ็ดปีแล้ว สมควรมีบ่าวหญิงรับใช้ข้างกาย”

เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะกำลังปีนลงอ่างไม้ ก่อนจะตอบว่า “พี่สามยังไม่เห็นมีเลยเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋เทสมุนไพรที่บดแล้วใส่ถ้วย ก่อนจะหยิบกองอื่นที่เหยาอวี้แบ่งไว้มาบดต่อ แล้วบอกว่า “ไม่ใช่ไม่มี แต่พี่สามของเจ้านั้นชอบรำคาญ จึงมักให้สาวใช้พวกนั้นอยู่รอในเรือนของนางเท่านั้น”

ได้ยินเช่นนั้นเหยาอวี้จึงระลึกได้ว่า นางเองก็ยังไม่เคยไปที่เรือนของเจียงจื่อหรงฝั่งจวนหลักเลย เด็กหญิงแช่น้ำอุ่นอย่างผ่อนคลาย ขณะค่อยๆ แคะเล็บที่ยังมีคราบสกปรกจากดินในเขาเซียนที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อยก่อนตอบว่า

“อืม…เช่นกันก็แล้วแต่พี่รองเห็นสมควรเถิดเจ้าค่ะ”

ได้ยินเด็กหญิงตกลง ชายหนุ่มจึงไม่กล่าวอะไรอีก

และคงเพราะเหยาอวี้อารมณ์ดีมากจริงๆ เด็กหญิงถึงกับเผลอฮัมเพลงออกมาอย่างมีความสุข

ดังนั้นในยามนี้ทั้งกระโจมนอกจากเสียงฝนที่ตกพรำไม่ขาดสาย ยังมีเสียงบดยาที่มั่นคงสม่ำเสมอ และเสียงฮัมเพลงใสๆ เบาๆ ที่ลอยคลออยู่ในอากาศ