LNCrawler

ตอนที่ 137

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 137

ตอนที่ 137


 

หลังอาบน้ำ เหยาอวี้ก็มานั่งทานมื้อเย็น เจียงมู่ไป๋ก็บดยาทั้งหมดพอดี

สมุนไพรที่เหยาอวี้เลือกใช้ในครั้งนี้ ล้วนมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ต้นเทพชำระฟ้า เป็นแกนหลัก ใช้ชำระพิษลึกถึงเนื้อกระดูกและไขกระดูก เถาพันพิษ และเถาไร้ลมปราณ ทำหน้าที่ดึงพิษออกจากเส้นลมปราณและอวัยวะ จากนั้นตัดการไหลย้อนของพิษด้วยรากหวนวิญญาณ แล้วใช้รากสะท้อนชีพค้ำจุนชีพจร รักษาพลังชี่ไม่ให้แตกกระจาย

เมื่อทั้งหมดหลอมรวมกัน จึงกลายเป็นเทียบยาที่เหมือนการชะล้างให้เจียงมู่ไป๋

อาไฉรีบก้าวเข้ามาผสมน้ำร้อนลงในถังไม้ใหม่อีกครั้ง ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศภายในกระโจม

เหยาอวี้ยกเนื้อยาที่เพิ่งบดเสร็จเทลงในหม้อที่เคี่ยวสมุนไพรไว้ก่อนหน้า

ทันทีที่ผงยาสัมผัสกับน้ำเดือด เสียงซู่ก็ดังขึ้นเบาๆ คล้ายบางสิ่งกำลังตอบสนอง น้ำยาที่เดิมขุ่นใสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นทีละน้อย กลิ่นยาขมลึกแผ่กระจายออกมาอย่างรวดเร็วทำให้ลมหายใจเหมือนถูกกดทับโดยไม่รู้ตัว

เมื่อครบหนึ่งเค่อ เหยาอวี้จึงยกหม้อขึ้น เทของเหลวทั้งหมดลงในถังไม้ที่เตรียมไว้ น้ำร้อนกระทบผิวไม้เกิดไอระเหยพุ่งขึ้นอีกระลอกหนึ่ง

ระหว่างนั้นนำดอกสว่างจิตมาต้มเป็นชารอทิ้งไว้

จากนั้นหยิบดอกกลืนวิญญาณขึ้นมา กลีบดอกสีคล้ำบางถูกโรยลงไป ทันใดนั้นน้ำในถังก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มในพริบตา ดำลึกจนแทบดูดกลืนแสงรอบข้าง ผิวของน้ำไหวระริกเล็กน้อยราวกับมีสิ่งใดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

เหยาอวี้มองอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ

“ใช้ได้แล้วเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋ที่ถูกห้ามแตะต้องอาหารตั้งแต่เย็นค่อยๆ ถอดเสื้อออก เผยให้เห็นผิวกายซีดขาว เขาเหลือเพียงกางเกงบางสีขาว ก่อนก้าวลงไปในถังโดยไม่ลังเล

ทันทีที่เท้าสัมผัสน้ำ ร่างเขาก็ชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง ความร้อนและฤทธิ์ยาที่แฝงอยู่ในนั้นแทบจะพุ่งทะลุผ่านผิวหนังขึ้นมาในทันที แต่เขาก็ยังฝืนกดตัวเองให้นั่งลงจนระดับน้ำท่วมถึงอก

เพียงไม่กี่ลมหายใจ เหงื่อก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ไหลลงมาตามกรอบหน้าไม่ขาดสาย

มือทั้งสองข้างกำขอบถังไม้แน่นจนเส้นเลือดปูดชัด กล้ามเนื้อแขนเกร็งแข็งราวเหล็ก ลมหายใจเริ่มหนักและถี่ขึ้น เสียงอื้ออึงเบาๆ หลุดลอดออกมาจากลำคอโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว

เหยาอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเขาอย่างไม่วางใจ

“ไหวหรือไม่เจ้าคะ”

มือของนางเริ่มดึงเข็มเงินออกจากห่อผ้า ปลายเข็มสะท้อนแสงไฟตะเกียงวูบวาบ

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับกัดฟันแน่นก่อนตอบเสียงต่ำ “ไม่เป็นไร…ข้าทนได้”

แต่ความจริงนั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ความเจ็บปวดไม่ได้เป็นเพียงความร้อนหรือแสบร้อนธรรมดา หากแต่เป็นเหมือนบางสิ่งกำลังแทรกเข้าไปใต้ผิวหนัง ไต่ลึกลงไปตามเส้นเอ็น ก่อนจะเริ่มขูดครูดอย่างช้าๆ ลึกลงไปถึงกระดูกทุกข้อ กระดูกแต่ละชิ้นเหมือนถูกบีบอัด บด และแตกออกทีละส่วน เส้นลมปราณที่เคยอุดตันกลับถูกเปิดออกอย่างรุนแรง พลังภายในร่างไหลพล่านปะทะกันอย่างควบคุมไม่ได้


 

ผิวหนังของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด ก่อนจะค่อยๆ คล้ำลง เหงื่อที่ไหลออกมาไม่ใช่เพียงใสบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่ปะปนด้วยสีหม่นคล้ายสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมา รูขุมขนทั่วร่างเหมือนถูกบีบเค้นอย่างไม่ปรานี ของเสียที่สะสมมานานถูกรีดออกมาอย่างต่อเนื่อง

มือที่เกาะขอบไม้ยิ่งกำแน่นขึ้นจนเนื้อไม้ส่งเสียงลั่นเบาๆ ลมหายใจติดขัด ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน แต่เขากลับไม่ขยับหนีแม้แต่น้อย ยังคงฝืนอยู่ในน้ำดำสนิทนั้น

เหยาอวี้มองทุกอย่างอย่างสงบนิ่งแล้ววางเข็มลง นางรู้ดีว่านี่คือการชำระไขกระดูกอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการถอนพิษ แต่เป็นการรื้อถอนทั้งร่างแล้วสร้างขึ้นใหม่ จึงไม่มีพิษใดจะหลงเหลือ ไม่มีสิ่งสกปรกใดจะซ่อนตัวอยู่ได้ แม้แต่แก่นลึกที่สุดก็ถูกขุดออกมาอย่างหมดจด

ครั้งนี้ไม่ต้องมีการเปลี่ยน้ำเหมือนครั้งแรกที่แช่ยา เพราะน้ำในถังยังคงร้อนสม่ำเสมอ ไม่ลดลงแม้เวลาจะผ่านไป ราวกับมีพลังบางอย่างคอยหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน นี่คืออานุภาพของสมุนไพรเซียนที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์

ภายนอกกระโจม ฝนยังคงตกพรำไม่หยุด แต่ภายในกลับมีเพียงเสียงหายใจหนัก เสียงน้ำที่สั่นไหว และเสียงความเจ็บปวดที่ถูกกดกลืนลงในลำคออย่างทรมาน

กระทั่งเวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่ยาวนาน สีดำสนิทภายในถังไม้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนลงทีละน้อย

จากความมืดลึกที่ราวกับกลืนกินทุกสิ่ง กลับค่อยๆ จางลงราวหมึกที่ถูกเจือจางด้วยน้ำใส

หากแต่ความจริงแล้วมิใช่การจางหายของตัวยาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม สีดำเข้มที่เคยอัดแน่นอยู่นั้นกำลังถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างของเจียงมู่ไป๋ทีละส่วน แทรกซึมผ่านผิวหนัง ลงสู่เส้นเอ็น และลึกถึงไขกระดูกอย่างไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ส่วนสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในน้ำกลับเป็นคราบสกปรกที่ถูกรีดเค้นออกมาจากร่างของเขา สีหม่นขุ่นคล้ายตะกอนเน่าเสียค่อยๆ ลอยกระจายอยู่ในน้ำ ราวกับสิ่งที่สะสมมานานปีถูกบีบให้เผยตัวออกมาจนหมดสิ้น กลิ่นคาวขมจางๆ เริ่มแทรกปะปนอยู่ในไอร้อนที่ลอยขึ้น ทำให้บรรยากาศภายในกระโจมหนักอึ้งขึ้นอีกหลายส่วน

เวลาล่วงเลยไปถึงสี่ชั่วยามเต็ม

ร่างของเจียงมู่ไป๋ที่เคยเกร็งแน่นกลับสั่นไหวเล็กน้อย ลมหายใจเริ่มแปรปรวน สีหน้าซีดขาวจนแทบไร้เลือดฝาด ก่อนที่อาการผะอืดผะอมจะพลันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

เหยาอวี้ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดรีบขยับเข้ามาอย่างรวดเร็ว มือเล็กหยิบกระโถนมารองไว้ตรงหน้าเขาแทบจะในเวลาเดียวกับที่ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้า

เสียงอาเจียนดังสะท้อนอยู่ภายในกระโจม

สิ่งที่ถูกขับออกมานั้นมิใช่อาหารหรือของเหลวธรรมดา หากแต่เป็นกากเลือดสีดำเข้ม หนืดข้นราวโคลนเน่า กลิ่นคาวแรงจนแทบทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกคลื่นไส้ตาม

เขาอาเจียนออกมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน

มือที่เคยกำขอบถังแน่นคลายลงเล็กน้อย แต่กลับไปเกาะกระโถนแทนอย่างไม่รู้ตัว

ลมหายใจขาดเป็นช่วง เสียงหอบแผ่วต่ำดังลอดออกมาจากลำคอ

จนกระทั่งในที่สุด สิ่งที่คั่งค้างอยู่ภายในก็ถูกขับออกมาจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอ่อนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

เหยาอวี้มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตานิ่งแต่แฝงความผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาที่เตรียมไว้

ชานั้นต้มจากดอกสว่างจิต

กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นมาอย่างสงบ แตกต่างจากกลิ่นขมคาวของยาก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

นางประคองถ้วยชาไว้ใกล้ริมฝีปากของเขา

“ดื่มเถิดเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋รับถ้วยนั้นมาด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย ก่อนจะยกขึ้นจิบช้าๆ น้ำชาร้อนอุ่นไหลผ่านลำคอ ความขมบางเบาแปรเปลี่ยนเป็นความอุ่นที่ค่อยๆ แผ่ซ่านลงสู่ภายใน ราวกับปลอบประโลมจิตใจที่เพิ่งผ่านความทรมานมาอย่างหนัก

ลมหายใจของเขาค่อยๆ สงบลง ความตึงเครียดที่เกาะกุมทั้งร่างเริ่มคลายออกทีละน้อย ในความอ่อนล้าอย่างที่สุดนั้น กลับมีความรู้สึกเบาโล่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ราวกับสิ่งหนักอึ้งที่กดทับมานาน ได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้นแล้ว

ความอุ่นจากชาดอกสว่างจิตยังคงแผ่ซ่านอยู่ภายในอก หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงกลับเกิดขึ้นลึกลงไปกว่านั้น

เจียงมู่ไป๋รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าที่จุดตันเถียนเริ่มสั่นไหวขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นราวกับมีบางสิ่งแตกออกจากภายใน พลังลมปราณที่เคยกระจัดกระจายไร้ทิศทางค่อยๆ ถูกดึงกลับเข้าหากัน หมุนเวียนเป็นวังวนอย่างเป็นระเบียบ จากความพร่าเลือนกลับกลายเป็นแน่นหนา จากความอ่อนแรงกลับกลายเป็นมั่นคง

ลมหายใจของเขาชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกนั้นราวกับเส้นลมปราณทั่วร่างถูกเปิดออกพร้อมกัน ไม่มีสิ่งใดอุดตัน ไม่มีสิ่งใดขัดขวาง พลังภายในไหลเวียนได้อย่างราบรื่นดุจสายน้ำที่ไร้สิ่งกีดขวาง

เขาไม่เพียงรับรู้ว่าวรยุทธ์ที่สูญเสียไปได้กลับคืนมาทั้งหมด หากแต่ยังสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ลึกยิ่งกว่าเดิม พลังที่เคยมีนั้นบริสุทธิ์ขึ้น หนักแน่นขึ้น และมั่นคงยิ่งกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ!

ความตกตะลึงผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจยับยั้ง แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบไม่อาจขยับได้ แต่ดวงตาของเขากลับเปิดกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สายตามองไปยังเด็กหญิงตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตาได้ ภายในแววตานั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ทว่ากลับไม่รู้แม้แต่น้อยว่าควรเริ่มถามจากสิ่งใดก่อน

เหยาอวี้กลับไม่ให้โอกาสเขาได้เอ่ยสิ่งใดออกมา นางเพียงหันไปเรียกอาไฉเข้ามาช่วยเขาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

อาไฉรีบเข้ามาทันที ช่วยพยุงเจียงมู่ไป๋ขึ้นจากถัง น้ำสีคล้ำยังคงหยดลงจากเรือนกายของเขาเป็นสาย ก่อนจะถูกเช็ดออกอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าชุดใหม่ถูกสวมแทนอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยนำกระโถนออกไปทิ้ง

ชายหนุ่มปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยไม่ขัดขืน ราวกับยังไม่หลุดออกจากภวังค์ของตนเอง

เมื่อถูกพยุงไปนั่งบนเตียง เขาจึงได้เห็นว่านางนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เข็มเงินถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบข้างกาย แววตาของนางสงบนิ่ง ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความแปลกใจ ราวกับทุกสิ่งเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งที่ควรจะเป็น

เจียงมู่ไป๋หลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดออกมา

ก่อนเอนตัวนอนลง ปล่อยให้นางลงเข็มตามที่เคยทำ

เพราะในส่วนลึกของหัวใจ เขากลับเข้าใจอย่างประหลาดว่าคำตอบเหล่านั้น ต่อให้ได้รับรู้ ก็อาจมิใช่สิ่งที่เขาจะเข้าใจได้ง่ายดายนัก และในยามนี้ การไม่ถาม จะทำให้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติเหมือนที่ผ่านมา


ค่ำคืนนี้…คือคืนที่เจียงมู่ไป๋เหมือนผ่านความตายหนึ่งครั้ง เพื่อจะได้เกิดใหม่อีกครั้งอย่างแท้จริง