LNCrawler

ตอนที่ 13

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 13

ตอนที่ 13


 

เมื่อผสมยาภายนอกแล้ว หลัวเหยาอวี้ก็เดินเข้ามาเพื่อจัดการรอยฟกช้ำบริเวณชายโครงให้เขา นางผสมผงซานฉีกับเหล้าอุ่น กลิ่นฉุนอ่อนๆ ลอยขึ้นในอากาศ ก่อนจะใช้นิ้วกดนวดช้าๆ ตามแนวเส้นชี่

แรงกดของนางมิได้เบา ตรงกันข้าม กดแม่นจุด ราวกับรู้ตำแหน่งเส้นลมปราณโดยไม่ต้องลังเล

เจียงมู่ไป๋กัดฟันเล็กน้อย ใบหน้าราบเรียบ

“เจ็บหรือ” นางถามโดยไม่เงยหน้า

“ไม่เป็นไร”

เสียงตอบสั้น แต่หน้าผากมีเหงื่อซึมบางๆ

ทุกครั้งที่นิ้วของนางกดลงตามจุด ชายโครงจะปวดร้าวลึกเหมือนถูกทิ่มแทง แต่เมื่อปล่อยมือ ความร้าวนั้นกลับสลายตัวอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงความอุ่นแผ่กระจายใต้ผิวหนัง นางกดซ้ำอีกครั้ง ไล่ตามแนวชี่ที่ติดขัด ครานี้เจ็บยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อมือถอนออก ความเบาสบายกลับไหลผ่านบริเวณนั้นราวกับลมพัดผ่านช่องว่างที่เคยอุดตัน

เจียงมู่ไป๋ชะงัก

ความรู้สึกเช่นนี้…เขาไม่เคยพบมาก่อน ปกติเมื่อถูกนวดรักษา อาการมักเพียงบรรเทาชั่วครู่ แล้วกลับแน่นขึ้นอีกในไม่ช้า แต่ครานี้ ความอุ่นนั้นไม่เพียงผิวเผิน มันลึก และค่อยๆ แผ่กระจาย

เขาขยับไหล่เล็กน้อย ทดลองหายใจลึก ไม่มีความเจ็บแล่นแปลบเหมือนก่อน

จินต้าฉางที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นชัด โรคของคุณชายรองสกุลเจียงนั้นเป็นที่ยากจะวินิจฉัย และหมอทุกคนล้วนส่ายหน้า ดังนั้นแม้แต่วินิฉัยยังไม่ได้ ก็ย่อมรักษาไม่ได้เช่นกัน ทำได้เพียงจัดเทียบยาตามอาการ

สีหน้าของคุณชายรองสกุลเจียงดีขึ้นจริงๆ

หลัวเหยาอวี้เช็ดมือด้วยผ้าสะอาด แล้วกล่าวเรียบๆ “เลือดคั่งกระจายแล้วบ้าง อีกสองวันจะดีขึ้นเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋มองนางอีกครั้ง ครานี้สายตาไม่ใช่เพียงพินิจ แต่แฝงความประหลาดใจลึกซึ้ง เขาเอ่ยช้าๆ “ขอบคุณ”

หลัวเหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าคุณชายขี้เก๊กนี่จะยอมเอ่ยคำขอบคุณออกมา จึงโบกมือเหมือนไม่ใส่ “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ตรวจโรคให้เปล่า” เมื่อหลัวเหยาอวี้พูดถึงตรงนี้ แววตาที่ซาบซึ้งของเจียงมู่ไป๋ถึงกับสะดุดเล็กน้อย

ยัยตัวเล็กนี่ตระหนี่ไม่ใช่น้อย

จากนั้นจึงพยักหน้าให้กับบ่าวรับใช้ นับเงินมาสิบตำลึง แล้วส่งมอบให้นาง

ทั้งจางซื่อ และหลัวเหยาอวี้มองเงินนั้นตาปริๆ ไม่นึกเลยว่าตระกูลเจียงจะมั่งคั่งเพียงนี้

ไม่มีคำกล่าวตามมารยาทหรือถ่อมตัวแต่อย่างไร หลัวเหยาอวี้รีบคว้าเงินนี้ไว้ทันที

เจียงมู่ไป๋ถูกบ่าวรับใช้ประคองออกจากห้องอย่างระมัดระวัง ก่อนออกไปเขายังเหลือบมองหลัวเหยาอวี้อีกครั้ง แววตาครานี้ไม่ใช่ความหยิ่งทะนง หากเป็นความครุ่นคิดลึกซึ้ง

เมื่อร่างในชุดไหมสีอ่อนลับสายตาไป บรรยากาศในห้องจึงค่อยผ่อนคลายลง

หลัวเหยาอวี้ก้มมองเงินสิบตำลึงในมืออย่างพอใจ ก่อนจะหยิบออกมาหนึ่งตำลึงวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเถ้าแก่จิน

“ค่าสถานที่เจ้าค่ะ ถึงอย่างไรก็รบกวนท่าน”

จินต้าฉางเลิกคิ้ว เด็กหญิงผู้นี้ไม่เพียงรู้จักรับ แต่ยังรู้จักให้

“ไม่ต้องถึงเพียงนั้น…”

“ต้องเจ้าค่ะ” นางตัดบทเรียบๆ

คำตอบนั้นทำให้เขาหัวเราะเบาๆ อย่างชื่นชม

จากนั้น หลัวเหยาอวี้กล่าวต่อโดยไม่ลังเล “ข้าขอห้องพักสักห้องนะเจ้าคะ”

จางซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้ง “เหยาเอ๋อร์…?” นางไม่ได้คิดว่าจะต้องค้างคืนในตำบล วันนี้เพียงตั้งใจมาคืนของหมั้นและขายสมุนไพร แล้วกลับหมู่บ้านหลัวซานก่อนค่ำ แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของบุตรสาว คำคัดค้านที่เตรียมไว้กลับถูกกลืนลงไป

นางจึงเพียงพยักหน้าเบาๆ ไว้ค่อยคุยกันลับหลังผู้คน

จินต้าฉางจำได้ดีว่าแต่แรกเด็กหญิงผู้นี้ก็ตั้งใจจะขอห้องพักอยู่แล้ว “ยังจะเอาสองเตียงอยู่หรือไม่”

หลัวเหยาอวี้พยักหน้า “เจ้าค่ะ”

แต่แรกนางตั้งใจจะจัดอีกเตียงให้คุณชายรองสกุลเจียงเพื่อตรวจอาการ แต่เมื่อเถ้าแก่จินจัดห้องด้านหลังโถงไว้ให้ตรวจรักษาแล้ว อีกอย่าง…นางก็ไม่คิดจะนอนเบียดกับมารดาอีกแล้ว

จินต้าฉางหันไปสั่งเด็กรับใช้ทันที “เตรียมห้องชั้นสอง เอาห้องที่มุมลมผ่านดี”

เด็กวิ่งไปจัดการอย่างรวดเร็ว

ทว่าขณะที่ทุกอย่างกำลังเรียบร้อย หลัวเหยาอวี้กลับนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเถ้าแก่จินตรงๆ “เถ้าแก่ สนใจจะทำการค้ากับข้าหรือไม่เจ้าคะ”

คำถามนั้นทำให้จินต้าฉางชะงัก “การค้า?”

“เจ้าค่ะ” ดวงตาเด็กหญิงทอประกายคมกริบ

“ไม่คิดเลยว่านอกจากเจ้าจะเก่งวิชาแพทย์ยังทำการค้าได้อีกด้วย” จินต้าฉางชื่นชม

หลัวเหยาอวี้กลับส่ายหน้าแก้ความเข้าใจผิด “ก็ไม่ใช่ว่าขายของหรอกเจ้าค่ะ โรงเตี้ยมท่านมีที่ คนผ่านเข้าออกทุกวัน แต่ไม่มาก มีห้อง มีอาหาร และมีชื่อเสียงเรื่องความสะอาด”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “ข้ามีวิชาหมอ”

จินต้าฉางเริ่มเข้าใจบางอย่าง

หลัวเหยาอวี้กล่าวต่อ “หากข้ามาตั้งโต๊ะตรวจโรคคนไข้ที่นี่ไม่คิดเงิน”

คำว่า ไม่คิดเงิน ทำให้จางซื่อหันมามองทันที

แต่เด็กหญิงยังพูดต่ออย่างไม่สนใจ “โดยมีเงื่อนไขว่า คนไข้หรือลูกค้าต้องสั่งอาหาร หรือจะพักห้อง รวมขั้นต่ำหนึ่งร้อยอีแปะได้รับสิทธิ ร้อยอีแปะต่อหนึ่งคน”

เถ้าแก่จินนิ่งคิด หนึ่งร้อยอีแปะ มิใช่น้อยสำหรับชาวบ้านธรรมดา แต่ก็ไม่ถึงกับเกินกำลัง หากถือว่ามากินข้าวหนึ่งมื้อใหญ่ในโรงเตี้ยมใหญ่สำหรับพวกพ่อค้า 

“แล้วเจ้าจะได้อะไร”

หลัวเหยาอวี้ยิ้มบางๆ “ค่าที่พัก และค่าหัวคนไข้สิบอีแปะต่อคน”

เถ้าแก่จินหัวเราะออกมาเบาๆ “เจ้าคิดละเอียดนัก”

เด็กหญิงไม่ปฏิเสธ “คนจำนวนมากรู้สึกว่าหากได้ของแถม ย่อมคุ้มค่า แม้ต้องจ่ายเพิ่มอีกสักเล็กน้อยก็ตาม” นางกล่าวอย่างมั่นใจ

“พวกเขาจะคิดว่ามากินอาหารแล้วได้หมอตรวจร่างกายอีก ได้คำแนะนำ และเทียบยา แม้ไม่ป่วยหนักก็อยากมาตรวจดูอาการสักครั้ง”

จินต้าฉางเริ่มมองเห็นภาพ

ลูกค้ามากขึ้น

โต๊ะเต็มขึ้น

โรงเตี้ยมคึกคักขึ้น

“ดี…ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร” คุยกันมาตั้งนานแต่เด็กหญิงกลับไม่เคยเอ่ยชื่อเลย

แววตานางเกิดประกายลังเลเล็กน้อย ก็จะพูดอย่างมั่นใจว่า “อวี้…เรียกข้าว่าหมออวี้เจ้าค่ะ”

ในที่สุด จินต้าฉางพยักหน้า “ตกลง หมออวี้น้อย”

จางซื่อมองบุตรสาวอย่างอึ้งงัน เด็กหญิงอายุเพียงเท่านี้ กลับพูดเรื่องผลประโยชน์และค้าขายราวกับพ่อค้าช่ำชอง อีกทั้งไม่คิดจะใช้แซ่หลัวอีก

หรือว่านางจะจำอันใดได้?

นางคิดอย่างกังวล เพราะถึงอย่างไรเหยาอวี้ก็ผ่านโชคร้ายจนหลงลืมเรื่องตอนเด็กกว่านี้ไปแล้ว แล้ว…งั้นวิชาหมอของนางตอนนี้เล่า? จางซื่อเริ่มสับสน

หลังตกลงเงื่อนไขกันเรียบร้อย หลัวเหยาอวี้มิได้รีบขึ้นห้องพัก หากแต่ยืนกวาดตามองรอบโรงเตี้ยมจินฟู่อีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ สายตาเด็กหญิงมิได้มองเพียงโต๊ะ เก้าอี้ หรือจำนวนลูกค้า …แต่มองความสะอาด

“เถ้าแก่” นางเอ่ยเรียบๆ “หากจะทำเช่นนี้จริง โรงเตี้ยมต้องปรับเล็กน้อย”

จินต้าฉางเลิกคิ้ว “ปรับอย่างไร”

หลัวเหยาอวี้ชี้ไปยังพื้นไม้ใกล้ประตู “พื้นตรงนี้ควรล้างด้วยน้ำเดือดผสมน้ำส้มสายชูใสทุกเช้า”

เด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทำหน้าฉงน

“น้ำส้มสายชูใสหรือ”

“เจ้าค่ะ” นางตอบ “มันช่วยดับกลิ่นและลดสิ่งสกปรกที่มองไม่เห็น”

คำว่าสิ่งสกปรกที่มองไม่เห็น ทำให้บางคนขนลุกเล็กน้อย

หลัวเหยาอวี้กล่าวต่อโดยไม่สนใจสีหน้าใคร “โต๊ะที่คนไข้นั่ง ต้องแยกจากโต๊ะกินอาหารชัดเจน อย่าใช้ผ้าเช็ดโต๊ะเดียวกัน และผ้าทุกผืนต้องซักด้วยน้ำร้อน”

จินต้าฉางเริ่มเข้าใจ นี่ไม่ใช่แค่การตั้งโต๊ะตรวจ นางกำลังจะเปลี่ยนรูปโฉมโรงเตี้ยม

หลัวเหยาอวี้เดินไปยังห้องหลังโถงที่ใช้ตรวจอาการเมื่อครู่

“ห้องนี้…” นางกวาดตามองผนัง เตียง และพื้น “ตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นที่ตรวจโรคของข้า”

หลัวเหยาอวี้ชี้ไปที่เตียง “ผ้าปูต้องเปลี่ยนทุกวัน หากคนไข้ไอหรือมีไข้สูง ต้องต้มน้ำเดือดล้างพื้นหลังเขากลับ”

นางหันไปทางจินต้าฉาง “เตรียมถังน้ำเดือดไว้หนึ่งถังเสมอ และผงปูนขาวเล็กน้อย”

“ปูนขาว?”

“โรยบริเวณที่มีเสมหะหรืออาเจียน ป้องกันกลิ่นและสิ่งปนเปื้อน”

คำอธิบายของนางแม้ไม่ใช้ศัพท์สมัยใหม่ แต่แนวคิดกลับชัดเจนเรื่องสุขอนามัย เรื่องแบบนี้นางเตรียมตัวไว้ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นสถานที่มาพักผ่อนและรับประทานอาหาร คนที่มาก็คงไม่ได้เป็นโรคหนักอันใดกระมัง

“หน้าต่างห้องนี้ต้องเปิดให้อากาศถ่ายเททุกวัน” นางกล่าวต่อ “แสงแดดสำคัญกว่ายาในบางครั้ง”

จินต้าฉางพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาไม่เคยคิดลึกถึงเพียงนี้ โรงเตี้ยมส่วนใหญ่เพียงกวาดพื้น เช็ดโต๊ะให้สะอาดตา แต่เด็กหญิงผู้นี้พูดถึงความสะอาดที่มากกว่า