ตอนที่ 138
ตอนที่ 138
ตอนที่ 138
เจียงมู่ไป๋ลืมตาขึ้นในยามเช้า พร้อมความรู้สึกโปร่งเบาที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ราวกับร่างกายทั้งร่างถูกชำระล้างจนหมดสิ้น ไม่เหลือสิ่งใดถ่วงรั้งไว้แม้แต่น้อย ลมหายใจที่สูดเข้าออกนั้นลึกและสม่ำเสมอ พลังภายในไหลเวียนอย่างราบรื่นจนเขาแทบไม่ต้องตั้งใจควบคุม
เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงเล็กน้อย รวบรวมสมาธิ แล้วผลักฝ่ามือออกไปเบาๆ เพียงแค่นั้นเอง ผ้าม่านอีกฝั่งของกระโจมก็พลันสั่นไหวขึ้นทันที ราวกับถูกแรงลมที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่
ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะมองฝ่ามือตนเองด้วยแววตาลึกซึ้ง พลังที่เคยกระจัดกระจาย บัดนี้กลับรวมตัวกันอย่างแน่นหนา เพียงแค่เคลื่อนไหวเล็กน้อยก็สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้อย่างชัดเจน
เขาก้มมองร่างตนเองอีกครั้ง ไม่มีเข็มเงินใดหลงเหลืออยู่แล้ว ครั้งนี้เหยาอวี้นั่งเฝ้าเขาอย่างตั้งใจอีกหนึ่งชั่วยามเต็ม ก่อนจะถอนเข็มออกด้วยตนเอง แล้วล้มตัวลงเตียงของตนทันที
เมื่อสายตาเลื่อนไปยังเตียงอีกด้าน
เด็กหญิงยังคงหลับสนิท
ลมหายใจแผ่วเบา สม่ำเสมอ ราวกับโลกภายนอกมิอาจรบกวนได้แม้แต่น้อย
เจียงมู่ไป๋จึงไม่กล้าส่งเสียงใดออกมา
เขาค่อยๆ ขยับตัว นั่งลงข้างเตียงของนางอย่างแผ่วเบา มือยกผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะดึงให้กระชับขึ้นอย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วของเขาเลื่อนไปแตะปอยผมเส้นเล็กที่ตกลงมาบังใบหน้า
แล้วค่อยๆ ไล้มันออกไปอย่างเบามือ
สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง
นิ่ง…
นาน…
ราวกับกำลังพยายามมองให้ทะลุผ่านสิ่งที่เห็น
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจอย่างชัดเจน
เจ้าคือผู้ใดกันแน่…
อวี้เอ๋อร์…
เมื่อคืนหลังจากเด็กหญิงเข้านอน เจียงมู่ไป๋ได้สั่งให้คนเข้ามาจัดการทุกอย่าง
น้ำในถังที่เคยดำสนิทนั้น ถูกยกออกไปอย่างระมัดระวัง
และถังไม้ทั้งใบ…ถูกทำลายทิ้งโดยไม่ลังเล
เพราะสิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในนั้น ไม่ใช่เพียงน้ำเสียธรรมดา แต่เป็นคราบไคล้สีคล้ำเหนียวข้น เกาะติดแน่นจนยากจะล้างออก
เพียงมองก็รู้ว่าเป็นสิ่งสกปรกที่ถูกรีดออกมาจากร่างกายโดยตรง
เขาไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ
ว่าสิ่งเหล่านั้น…
เคยอยู่ภายในร่างของตนเองมาก่อน
และด้วยความรู้ที่สั่งสมมานาน จากตำราและบันทึกมากมาย
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มีเพียงสิ่งเดียวที่ใกล้เคียงที่สุด
การชำระไขกระดูก
พิธีที่ถูกกล่าวถึงในตำนานเรื่องเล่าพวกเทพเซียน มากกว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกมนุษย์
แต่เมื่อคืน เขาได้สัมผัสมันด้วยตนเอง
สายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ที่เด็กหญิงอีกครั้ง
แววตาลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม
เช้านี้ ผู้คนเริ่มขยับตัวออกเดินทางอีกครั้ง เสียงล้อเกวียนครูดไปบนพื้นดินชื้นดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงเร่งเร้าของชาวบ้านที่ต่างรีบเร่งเก็บข้าวของ
จนถึงตอนนี้ก็ยังมีชาวบ้านที่อพยพมาเพิ่มเรื่อยๆ พร้อมข่าวใหม่ที่น่าตกใจ เขามีสีหน้าตื่นตระหนกก่อนจะเล่าให้คนอื่นฟังว่ายามนี้น้ำหลากท่วมสูงจนเขื่อนที่เหออันไม่อาจรองรับได้อีกต่อไปแล้ว กระแสน้ำเอ่อทะลักจนเกือบล้นสันเขื่อน คาดว่าไม่เกินวันนี้ย่อมพังทลายออกมาแน่นอน
เพียงคำบอกเล่านั้นก็เพียงพอให้ความแตกตื่นแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านต่างรีบเก็บของอพยพต่อโดยไม่คิดหันกลับ แม้แต่เจ้าของโรงเตี้ยมที่เคยหวงแหนทรัพย์สินยังไม่กล้าเสี่ยง ขับไล่ผู้พักทั้งหมดออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แล้วพาครอบครัวออกเดินทางหนีภัยตั้งแต่เช้ามืด
ยามนี้ทั่วทั้งบริเวณจึงเหลือผู้คนเพียงบางตา มีเพียงผู้ที่ล้มป่วยเพราะต้องตากฝนและลมหนาวทั้งคืน และผู้ที่เพิ่งมาถึง แต่คิดว่าไม่นานก็ต่อฝืนตัวเริ่มออกเดินทางเช่นกัน
ตามปกติแล้ว หมอเทวดาอย่างเซวียนกวงมักใช้เวลาว่างออกมาตรวจดูอาการให้ผู้คนเหล่านี้
แต่ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้านี้ เขากลับเก็บตัวอยู่แต่ภายในกระโจมกับเจ้านายของตน มิออกมาแม้เพียงครึ่งก้าว
กระทั่งไม่นานนัก ชายชราก็พรวดพราดออกมาจากกระโจม สีหน้าร้อนรนผิดจากความสุขุมที่เคยมี ฝีเท้าเร่งรีบมุ่งตรงมายังกระโจมอีกหลังหนึ่ง
เซวียนกวงที่รีบก้าวออกจากกระโจมของตนอย่างร้อนใจ ฝีเท้าเร่งรีบผิดจากความสุขุมที่เคยมี เสื้อคลุมยังไม่ทันจัดให้เรียบร้อยดีนักก็ออกมายืนอยู่ด้านหน้าแล้ว สายตากวาดมองไปยังกระโจมของสกุลเจียงก่อนจะตรงเข้าไปโดยไม่รีรอ
เมื่อมาถึง เขายกมือคารวะต่อคนคุ้มกันที่ยืนเฝ้าอยู่ น้ำเสียงยังคงสุภาพ หากแต่แฝงความเร่งเร้าไว้อย่างชัดเจน
“รบกวนไปเรียนคุณหนูสี่เจียงให้ข้าสักคำได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องจะขอความช่วยเหลือ”
คนคุ้มกันเหลือบมองเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วหันไปเปิดม่านกระโจมเข้าไปด้านใน
เซวียนกวงยืนรออยู่ภายนอก มือที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อกำแน่นเล็กน้อย ลมหายใจยังไม่สม่ำเสมอนัก
แต่ผู้ที่เปิดม่านออกมากลับไม่ใช่เด็กหญิงที่เขาคาดหวัง
เป็นเจียงมู่ไป๋
ม่านกระโจมถูกเปิดออกพร้อมกับแสงอรุณที่สาดเข้ามาจากด้านหลัง ราวกับแสงนั้นตั้งใจเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเผยภาพตรงหน้า
เซวียนกวงถึงกับชะงักงันไปในทันที
ผิวพรรณของชายหนุ่มที่เดิมก็ขาวกระจ่างดุจหยกสลักอยู่แล้ว บัดนี้กลับยิ่งโปร่งใสขึ้น ราวกับมีแสงบางเบาแผ่ซึมออกมาจากภายใน มิใช่เพียงความขาวใส หากแต่เป็นความบริสุทธิ์ที่ทำให้ผู้มองรู้สึกถึงของสูงค่า
เส้นผมสีดำขลับทอดยาวลงตามไหล่ รับกับแสงยามเช้าจนเกิดประกายเงาวาวบางเบา ดวงตาคู่นั้นลึกและกระจ่างใสกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด รูปตาเรียวยาว หัวตาเฉียงคมชี้ขึ้นเล็กน้อย หางตายกสูงอย่างสง่างาม แฝงความเฉียบคมที่ทำให้ผู้มองรู้สึกทั้งดึงดูดและหวั่นเกรงไปพร้อมกัน
หากก่อนหน้านี้เขาดูงดงามดุจหยกที่ผ่านการเจียระไนอย่างประณีตแล้ว ยามนี้กลับให้ความรู้สึกยิ่งกว่านั้นหลายส่วน
มันมิใช่เพียงความงามของมนุษย์
แต่เป็นความงามที่ชวนให้ลุ่มหลง ขณะเดียวกันก็แฝงความสูงส่งที่ทำให้ไม่กล้าเข้าใกล้ ราวกับเทพเซียนปิศาจที่จำแลงกายลงมายังโลกมนุษย์ ทั้งล่อลวง ทั้งอันตราย และเต็มไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น
เซวียนกวงยืนแข็งอยู่ตรงนั้นไปชั่วขณะ หัวใจเต้นหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เพียงแค่เผชิญหน้า
เขากลับรู้สึกว่าตนเองควรระมัดระวังทุกถ้อยคำ
ราวกับคนตรงหน้า มิใช่มนุษย์ทั่วไป
แต่เป็นบางสิ่ง…ที่อยู่เหนือกว่านั้นไปไกลแล้ว
“คะ-คุณชายรองเจียง”
แม้แต่เขาที่เป็นชายชราที่เคยเข้าเฝ้ากระทั่งฮ่องเต้มาแล้ว ยังรู้สึกประหม่าและเคารพเมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้นี้
ต่างกับความรู้สึกทั้งหวั่นเกรงและเลื่อมใสของชายชรา เจียงมู่ไป๋กลับนึกรำคาญหมอเทวดาผู้นี้นัก
“ท่านหมอเซวียน ท่านมาถึงกระโจมของข้าแต่เช้าคงเป็นเรื่องด่วนไม่น้อย”
คำพูดนี้ต่อให้ฟังกี่รอบก็รู้ว่ามีความรังเกียจปะปนอยู่หลายส่วน
ชายชราได้ยินรู้สึกละอายเล็กน้อย เพราะการมารบกวนแต่เช้านั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรเลยจริงๆ
เขาจึงต้องชนหมัดคารวะอย่างจริงใจ “ยามนี้เพราะการรักษาของข้าเมื่อคืน ทำให้เจ้านายเกิดอาการที่ไม่ปกติขึ้น จึงทำให้ร้อนใจนัก ข้าเพียงอยากเชิญหมออวี้มาปรึกษาร่วมกันสักหน่อย”
แน่นอนว่าเหยาอวี้เป็นเพียงเด็กหญิงผู้หนึ่ง หากล่าวตามความเป็นจริงแล้วเขาที่เป็นถึงหมอเทวดาไม่ควรที่จะสนใจความคิดเห็นของนางด้วยซ้ำ
แต่เพราะหลายเดือนที่เขาตั้งโต๊ะรับตรวจโรค จึงมีโอกาสได้พบกับชาวบ้านหลายคนที่เคยได้รับการรักษาจากหมออวี้ แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มาเพื่อตรวจเช็คร่างกายเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นคนที่รู้จักกับผู้ที่เคยได้รับการตรวจโรคจากหมออวี้มาก่อน
เขาจึงอาศัยโอกาสนั้น ขอดูเทียบยาที่หมออวี้เคยจัดให้แต่ละคน
และยิ่งอ่านเทียบยาเหล่านั้นก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง ความสมบูรณ์แบบของปริมาณสมุนไพร และการวินิฉัยโรคของนาง บางอย่างแม้แต่เขายังตรวจไม่ถึง จึงยอมรับในความสามารถของหมออวี้ตั้งแต่ยังไม่พบหน้าด้วยซ้ำ
ดังนั้นที่เขารั้งรออยู่ที่ชิงเฟิง นั่นก็เพื่อสืบหาที่อยู่ปัจจุบันของนาง แต่คนที่โรงเตี้ยมจินฟู่กลับปิดเงียบไม่เปิดปากสักคน
แต่ใครจะรู้เล่าว่าหมออวี้ที่ตนตามหามานาน กลับเป็นเด็กหญิงที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ
ดังนั้นนับตั้งแต่ได้ล่วงรู้ตัวตนของคุณหนูสี่เจียง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตตนไว้ด้วย
เซวียนกวงจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความเลื่อมใสขึ้นในใจอย่างลึกซึ้ง
ความเคารพนั้นแฝงด้วยความคาดหวังที่แม้เจ้าตัวจะไม่ทันรู้ตัว ว่าตนกำลังฝากความหวังบางอย่างไว้กับเด็กหญิงผู้นั้นอย่างเงียบงัน
ทว่าด่านแรกที่ขวางอยู่กลับเป็นชายหนุ่มตรงหน้า ผู้ซึ่งเพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามิอาจล่วงล้ำเข้าใกล้ได้โดยง่าย
เจียงมู่ไป๋มิได้เอ่ยคำใด ทว่าสายตาที่นิ่งลึกและท่าทางที่สงบนั้น กลับคล้ายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น กีดกันผู้คนออกไปโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ
เซวียนกวงแม้จะผ่านโลกมามาก ก็ยังรู้สึกจนปัญญาขึ้นมาโดยไม่อาจอธิบายได้
แต่แล้วไม่นาน ม่านกระโจมก็ขยับไหวเบาๆ
เหยาอวี้ก้าวออกมา นางเพิ่งตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบคนอยู่ด้านใน จึงออกมาดูด้านนอกอย่างงัวเงียเล็กน้อย
“หมอเทวดาเซวียน?”