ตอนที่ 139
ตอนที่ 139
ตอนที่ 139
เหยาอวี้ทักทายเซวียนกวง ขณะที่สายตาเหลือบมองไปทางเจียงมู่ไป๋โดยไม่รู้ตัว
เพียงแวบเดียว…
ก็ทำให้นางถอนหายใจในใจเบาๆ
เฮ้อ…พี่รองของนาง ช่างล่อลวงผู้คนเสียจริง
เมื่อคืนอาศัยเพียงแสงตะเกียงสลัวในกระโจม นางที่เคยพบเห็นความงดงามมามากมาย ยังเผลอมองเขาหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว ยิ่งในยามที่เขานั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางไอร้อนจากน้ำยา แสงไฟสาดลงบนผิวกายที่เปียกชื้นนั้น กลับยิ่งขับให้เขาดูเด่นชัดราวภาพวาดที่มีชีวิต
การชำระไขกระดูกมิใช่เพียงการขจัดพิษและสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย หากแต่เป็นการชะล้างถึงแก่นแท้ ตั้งแต่ผิวหนัง เส้นเอ็น ไปจนถึงกระดูกภายใน สิ่งที่หมักหมมมานานถูกขับออกจนหมดสิ้น เลือดลมไหลเวียนอย่างบริสุทธิ์ พลังภายในแน่นหนาไร้สิ่งติดขัด
ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมานั้น จึงมิใช่เพียงสุขภาพที่ฟื้นคืน
แต่เป็นการขัดเกลาร่างกายให้ใสสะอาดยิ่งกว่าเดิม
พื้นฐานผิวพรรณที่เดิมก็เหนือกว่าผู้คนอยู่แล้ว บัดนี้กลับละเอียดเนียนยิ่งขึ้น ราวหยกชั้นเลิศที่ผ่านการขัดจนโปร่งแสง แสงยามเช้าตกกระทบเพียงเล็กน้อย ก็สะท้อนออกมาอย่างนุ่มนวล เสมือนมีแสงซ่อนอยู่ภายใน
เมื่อรวมกับโครงหน้าที่งดงามเป็นทุนเดิม ทุกสัดส่วนกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ตลอดทั้งร่างกายนางยังรู้สึกถึงความเป็นบุรุษเพศจากเขาอย่างชัดเจน
ความรู้สึกนั้น…
ไม่ใช่เพียงหล่อเหลา แต่เป็นความงามที่เกินกว่าจะปล่อยให้ผู้ใดมองเห็นได้โดยง่าย
เหยาอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย
ในใจพลันเกิดความคิดประหลาดผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
อย่างเช่น…การเก็บซ่อนเขาให้มิดชิด!?
“หมออวี้”
เสียงเรียกของเซวียนกวงดึงเหยาอวี้ให้สะดุ้งหลุดจากภวังค์ในทันที
นางรีบกะพริบตาถี่ๆ ราวกับจะปัดความคิดเมื่อครู่ทิ้งไปให้หมดสิ้น ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อขยับเกร็งเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ คลายลงอย่างพยายามควบคุม
สายตาที่เผลอทอดมองไปยังชายหนุ่มเมื่อครู่ รีบเบี่ยงกลับมาอย่างรวดเร็วเกินไปจนแทบดูผิดธรรมชาติ นางจึงต้องชะลอจังหวะลง แสร้งทำเป็นเหลือบมองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงหันกลับมามองเซวียนกวงอีกครั้ง
ริมฝีปากเม้มเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกเป็นรอยยิ้มบางๆ สีหน้ากลับมาสงบนิ่งดังเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทว่าเพียงเสี้ยวความลนลานนั้น ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้หนึ่งไปได้
เจียงมู่ไป๋มองนางอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ สายตานิ่งลึก แต่แฝงประกายบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เขาไม่เอ่ยคำใด แต่ในใจกลับรู้สึกชัดเจนอย่างประหลาด
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
ความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นในใจ
ทั้งแปลกใหม่…และน่าพอใจอย่างยิ่ง
อย่างน้อย…
ใบหน้าของเขาในยามนี้
ก็ดูเหมือนจะล่อลวงนางได้สำเร็จเสียที
“เจ้าคะ?”
เหยาอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มใสเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ ราวกับความลนลานเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สายตาของนางเลี่ยงไม่มองไปทางเจียงมู่ไป๋อีก เพราะเกรงว่าเพียงเผลอเพียงเสี้ยวเดียว จะถูกอีกฝ่ายมองทะลุความคิดเมื่อครู่ออกมาได้
แต่ยิ่งหลบเลี่ยง กลับยิ่งรู้สึกถึงสายตาหนึ่งที่ทอดมองมาอย่างไม่ปิดบัง
เจียงมู่ไป๋ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น มองนางนิ่ง ไม่เอ่ยคำใด
เซวียนกวงเองก็ไม่ได้ทันสังเกตความเคลื่อนไหวเล็กน้อยระหว่างทั้งสอง เขารีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
“หมออวี้ ข้ามีเรื่องที่ต้องขอร้องจริงๆ เช้านี้เจ้านายของข้าเกิดอาการผิดปกติ อยากให้เจ้าช่วยจับชีพจรให้สักหน่อย ข้าสัญญาว่าต่อจากนี้จะไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นกับเจ้าแน่นอน”
เซวียนกวงพูดอย่างขอร้อง เพราะจำได้ว่าเด็กหญิงเคยกล่าวถึงลูกหลงครั้งนั้น แต่ครั้งนี้เขาจำเป็นจริงๆ
เหยาอวี้ได้ยินก็ขมวดคิ้ว “มิใช่ว่าท่านก็เป็นหมอเทวดาหรอกหรือ เด็กอย่างข้าจะช่วยอะไรท่านได้”
ชายราได้ฟังก็รู้สึกละอายนัก เขาไม่ได้อยากวางความหวังไว้ที่เด็กหญิง แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้ว
ที่นี่ห่างไกลผู้คน หากอยู่ในเมืองหลวงยังมีหมอหลวงช่วยกันปรึกษาอาการในยามที่อับจน และตอนนี้เขาก็อับจนยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าการรักษาเมื่อคืนจะทำให้เจ้านายของเขาไม่ตื่นเลยแม้ว่าจะปลุกเพียงใด
ยิ่งคิดถึงเทียบยาสำหรับอาการต่างๆ ของนาง เขาย่อมไม่อาจปล่อยผ่านความสามารถนี้ไปได้ แม้นางจะช่วยไม่ได้ แต่อาจจะให้แนวคิดที่เขาคาดไม่ถึงก็ได้
“ย่อมได้ๆ ขอแค่เจ้าไปดูสักหน่อย ยามนี้ข้าจนปัญหาแล้วจริงๆ”
เหยาอวี้เห็นท่าทีเช่นนี้ก็ใจอ่อนอีกครั้ง
เฮ้อ…การเป็นหมอนี่ช่างยากนักที่จะปฏิเสธการรักษา
เด็กหญิงจึงพยักหน้า กลับเข้าไปหยิบล่ามยาผ้าที่บรรจุเข็ม แล้วตามเซวียนกวงไป
ชายชรานั้นดูจะดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ ฝีเท้าเร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาพาเหยาอวี้ตรงไปยังกระโจมหลังใหญ่ของตนโดยไม่หยุดพักแม้แต่น้อย
เจียงมู่ไป๋เองก็ไม่ได้เอ่ยคำใด ถอนหายใจเหมือนรู้อยู่แล้วว่าเด็กหญิงต้องตัดสินใจเช่นนี้ เขาเพียงก้าวตามหลังมาเงียบๆ ราวกับเงาที่แนบติดอยู่ข้างกายเด็กหญิงตลอดเวลา
กระโจมหลังนั้นตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล รูปทรงกรวยคล้ายกระโจมทั่วไป หากแต่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า ผืนผ้าหนาทึบถูกขึงตึงอย่างประณีต เสาโครงสร้างแข็งแรงบ่งบอกถึงการเตรียมการอย่างดี มิใช่ของที่ตั้งขึ้นอย่างลวกๆ ระหว่างทาง
เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ความกว้างขวางของพื้นที่ก็เผยออกมาอย่างชัดเจน พื้นถูกปูด้วยพรมเนื้อหนา กันความชื้นจากพื้นดินด้านล่างได้อย่างดี เตียงไม้ตั้งอยู่ด้านหนึ่ง ข้าวของเครื่องใช้ล้วนจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แม้จะเป็นเพียงกระโจมชั่วคราว แต่กลับให้ความรู้สึกไม่ต่างจากห้องพักในเรือนใหญ่
กลางกระโจมมีฮั่วเพิน[1]วางอยู่ เตาถ่านขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ เปลวไฟภายในลุกอ่อนๆ แผ่ไออุ่นออกมาทั่วทั้งพื้นที่ ทำให้บรรยากาศภายในต่างจากความชื้นเย็นภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เหยาอวี้กวาดสายตามองเพียงครู่เดียวก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
ไม่ใช่เพียงกระโจมที่หรูหราเกินกว่าจะเป็นของคนเดินทางทั่วไป
แต่เป็นคนที่อยู่รอบๆ นี้ต่างหาก
แม้พวกคนคุ้มกันจะสวมเพียงชุดชาวบ้านธรรมดา ผ้าฝ้ายเรียบง่าย ไร้เครื่องหมายแสดงฐานะใดๆ แต่ท่าทางของพวกเขากลับไม่อาจปิดบังได้ การยืน การเคลื่อนไหว ไปจนถึงสายตาที่คอยกวาดมองรอบด้าน ล้วนเป็นจังหวะเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ
ความเข้มงวดในการผลัดเวรยาม
และการตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดนั้น…ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะมีได้
สายตาของนางเลื่อนต่อไปยังเตียงด้านใน
เด็กชายผู้หนึ่งนอนหมดสติอยู่ตรงนั้น สีหน้าซีดขาว ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหว
เหยาอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย
เพียงแค่มอง นางก็รู้แล้วว่า
เด็กคนนี้…
มิได้มีฐานะธรรมดา
ขณะที่เหยาอวี้นั่งลงข้างเตียง ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนข้อมือของเด็กชายอย่างแผ่วเบา นางหลับตาลงเล็กน้อย ตั้งสมาธิใช้สัมผัสไปกับชีพจรที่เต้นเบาราวเส้นด้าย
เซวียนกวงที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับมิอาจนิ่งเฉย สายตาของเขาลอบมองไปยังเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง ความลังเลฉายชัดอยู่ในแววตาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจในใจอย่างแผ่วเบา
เขารู้ดีว่าคนผู้นี้มิใช่ผู้ที่ตนจะขับไล่ได้โดยง่าย ต่อให้เอ่ยออกไปก็คงไม่มีความหมายอันใด สุดท้ายจึงได้แต่เก็บความคิดนั้นลง แล้วหันกลับมายอมเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เมื่อวานข้าใช้หลงกู่ชิงเป็นหลัก ทำเป็นน้ำยาแช่ให้เขา เพื่อดึงพิษออกจากกระดูกและเส้นเอ็น”
น้ำเสียงของเขาชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ราวกับพยายามถ่ายทอดทุกสิ่งให้ครบถ้วนที่สุด
“เสริมด้วยหวงฉีถึงหกเฉียน เพื่อพยุงพลังชี่ ป้องกันไม่ให้ร่างกายทรุดลงระหว่างการถอนพิษ และเพิ่มหวงจิงอีกสี่เฉียน เพื่อบำรุงแก่นแท้ของร่างกาย ฟื้นฟูกำลังภายในให้ไม่แตกกระจายยามถูกชำระอย่างรุนแรง”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างระมัดระวัง
“ข้ายังใส่ตู่จ้งสามเฉียน เพื่อเสริมกำลังเอ็นและกระดูก ให้ร่างกายทนต่อแรงกระแทกจากพิษที่ถูกดึงออก ใช้ชวนซยงสองเฉียนช่วยกระจายลมปราณให้ไหลเวียนไม่ติดขัด และใส่ไป๋จื่อหนึ่งถึงสองเฉียน เพื่อลดอาการอักเสบจากพิษที่แทรกอยู่ตามผิวหนัง”
เห็นเด็กหญิงละมือจากข้อมือของเจ้านายตน ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ระหว่างแช่ยา ข้ายังฝังเข็มเพื่อระงับความเจ็บปวด และควบคุมการไหลของลมปราณไม่ให้ปั่นป่วนเกินไป”
สายตาของเซวียนกวงมองไปยังเด็กชายบนเตียง สีหน้าคล้ายย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน
“ไม่นานเขาก็สำรอกพิษออกมา เป็นเลือดสีคล้ำจำนวนมาก หลังจากนั้นร่างกายก็อ่อนแรงจนหมดสติ ข้าจึงให้คนช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และให้เขานอนพักตามปกติ”
เสียงของเขาแผ่วลงเล็กน้อย
“แต่จนถึงเช้านี้…กลับไม่ตื่นขึ้นมาเลย ไม่ว่าจะปลุกอย่างไร”
เซวียนกวงขมวดคิ้วแน่น ความสับสนฉายชัดอยู่ในแววตา
“ข้าจับชีพจรแล้วกลับยิ่งไม่เข้าใจ ชีพจรเหมือนจะสงบ แต่กลับลึกเกินคาด ข้าลองฝังเข็มกระตุ้นที่จุดซื่อเหมินและเน่ยกวนแล้ว แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“จึงจำต้องรบกวนเจ้า”
น้ำเสียงของเขายังคงให้เกียรติ ไม่เร่งรัด ไม่กดดัน
“เจ้าไม่ต้องหนักใจ หากวินิจฉัยไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าเพียงอยากลองดูเท่านั้น”
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น แต่ลึกลงไปในใจของชายชรา กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างไม่อาจปิดบังได้
ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงตระหนักดีว่า
เด็กหญิงตรงหน้านี้…
ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงเด็กผู้หนึ่งเท่านั้น
[1] ฮั่วเพิน (Huopen - 火盆) หรือ อ่างไฟ เป็นเตาถ่านที่วางไว้กลางห้องเพื่อกระจายความร้อนในพื้นที่กว้าง มักพบเห็นบ่อยในพระราชวังหรือบ้านผู้มีฐานะ