ตอนที่ 141
ตอนที่ 141
ตอนที่ 141
ไท่จื่อทรงฟื้นแล้ว!
เซวียนกวง กับเจิ้งคุนหลงแทบจะคุกเข่าจุดธูปกราบไหว้บรรพบุรุษ
และแน่นอนว่าบรรพบุรุษผู้นั้นอาจจะแซ่เจียง นามว่าเหยาอวี้!
ทว่าเจ้าของคุณงามความดีกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
เหยาอวี้ลุกขึ้นอย่างสงบนิ่ง ราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในชีวิต นางทอดสายตามองออกไปนอกกระโจม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ที่นี่พักนานไม่ได้ หากทะเลหนุนที่เหออันเอ่อล้นรวมกับน้ำฝนที่ท่วมขัง เขื่อนที่นั่นคงรับน้ำหนักน้ำไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”
กล่าวจบก็หมุนกายจากไปโดยไม่แม้แต่จะรอคำตอบ ทิ้งไว้เพียงความตกตะลึงของผู้คนด้านหลัง
กระโจมของสกุลเจียงถูกเก็บเรียบร้อยตั้งแต่รอเซวียนกวงต้มยาแล้ว ทุกอย่างเตรียมพร้อมราวกับรู้ล่วงหน้า แม้กระทั่งอาหารเช้าก็ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในเกวียนบนรถม้า รอเพียงเจ้าของขึ้นนั่ง
ไม่นาน รถม้าทั้งสามคันของสกุลเจียงก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
เจิ้งคุนหลงเมื่อเห็นดังนั้น ก็รีบออกคำสั่งทันทีโดยไม่ลังเล เสียงบัญชาดังเฉียบขาด ขบวนองครักษ์ในชุดชาวบ้านเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบในพริบตา
ด้านเซวียนกวงเองก็ไม่รอช้า สั่งให้คนต้มโจ๊กอย่างเร่งด่วน ก่อนจะประคองหลี่หลงให้รับประทานรองท้องอยู่บนรถม้า สีหน้าของเขายังคงซีดเซียว แต่ดวงตากลับมีแววของการฟื้นคืน
ไม่นานนัก ขบวนรถม้าทั้งห้าคันก็เคลื่อนตัวออกจากที่พักชั่วคราว ไล่ตามรอยของสกุลเจียงไปอย่างกระชั้นชิด ท่ามกลางท้องฟ้าที่หม่นครึ้มและสายลมชื้นเย็น ราวกับพายุใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน
สายฝนมิได้มีทีท่าว่าจะเบาบางลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งกระหน่ำหนักขึ้นเรื่อยๆ เม็ดฝนใหญ่ร่วงหล่นไม่ขาดสาย กระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังระงม ราวกับสวรรค์กำลังส่งสัญญาณเตือนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ภายในท้องพระโรง บรรยากาศตึงเครียดไม่แพ้พายุภายนอก ฎีกาจำนวนมากถูกยกขึ้นถกเถียง ม้าเร็วที่เพิ่งมาถึงยังคงเปียกโชก รายงานสถานการณ์อุทกภัยอย่างร้ายแรงจากทั่วทุกสารทิศ เสียงสนทนา เสียงโต้แย้ง เสียงกล่าวหา สลับกันดังขึ้นไม่ขาดสาย
ฉีหมิงฮ่องเต้ ราชสกุลเซียว พระนามจิ่นเฉา ผู้ขึ้นครองราชตั้งแต่วัยเพียงสิบแปด ท่ามกลางการแย่งชิงอันดุเดือด บัดนี้นั่งปกครองบัลลังก์เข้าสู่ปีที่เก้าแล้ว
พระองค์ประทับนิ่งอยู่เบื้องบน สายพระเนตรทอดลงมายังขุนนางเบื้องล่างที่ยังคงโต้เถียงกันไม่จบสิ้น แม้ยามวิกฤตใหญ่เช่นนี้ แต่ละคนก็ยังยึดมั่นในแผนการของตน ราวกับกำลังแย่งชิ้นเนื้อชิ้นสุดท้าย มิยอมปล่อยมือ
“ข้าพร้อมเคลื่อนพลของกองทัพสกุลถัง ลงใต้เพื่อช่วยอพยพชาวบ้าน”
แม่ทัพถังก้าวออกมา น้ำเสียงหนักแน่นดุจภูผา เขาคือท่านตาขององค์ชายรอง เซียวเฉิงอวี่
ทว่าคำพูดยังไม่ทันสิ้น เสียงทัดทานจากฝ่ายบุ๋นก็ประดังขึ้นในทันที
“มิอาจทำได้ หากแม่ทัพเคลื่อนพล ชายแดนตะวันออกจะเป็นเช่นไร อีกทั้งทางใต้ก็มีกองทัพหลิงหยวนของท่านโหวอยู่แล้ว มิจำเป็นต้องรบกวนท่าน”
แม่ทัพถังขมวดคิ้วแน่น “ข้ามิได้จะเคลื่อนทัพทั้งหมด เพียงขอกำลังบางส่วนไปสมทบเท่านั้น”
ทว่าคำอธิบายกลับยิ่งจุดชนวนให้เสียงแตกตื่นดังขึ้นหนักกว่าเดิม
“กำลังบางส่วนหรือ? ใครจะรับประกันได้ว่ามิใช่ข้ออ้างเพื่อสะสมกำลังพล!”
“หรือแท้จริงแล้วท่านมีเจตนาอื่นแอบแฝง!”
ถ้อยคำกล่าวหาพุ่งใส่กันไม่ยั้ง แม่ทัพถังสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ความจงรักภักดีของข้า ฟ้าดินล้วนเป็นพยาน”
ทว่าบนบัลลังก์มังกร ฉีหมิงฮ่องเต้เพียงทอดพระเนตรลงมาอย่างเย็นชา พระองค์มิใช่ผู้ที่จะฝากความเชื่อไว้กับฟ้าดิน หากเป็นเช่นนั้น พระองค์คงไม่คิดยึดบัลลังก์นี้มาได้ตั้งแต่แรก
“ในเมื่อแม่ทัพถังเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว” พระสุรเสียงราบเรียบดังขึ้น กลบเสียงโต้เถียงทั้งหมดในพริบตา “ก็มิสู้อยู่ที่นี่เสียก่อน ปล่อยให้ขุนนางทั้งหลายแสดงฝีมือรับมือภัยพิบัติครั้งนี้”
เพียงประโยคเดียว ก็เสมือนตัดหนทางทั้งหมดของแม่ทัพผู้นั้นอย่างเด็ดขาด
แม่ทัพถังชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มศีรษะรับพระบัญชา แม้ในใจจะคุกรุ่นเพียงใด ก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้อีก
ไม่นาน เสียงถกเถียงเรื่องน้ำท่วมก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้คนยังคงถกเถียงเรื่องงบประมาณ เส้นทางลำเลียง และอำนาจในการควบคุมกองกำลัง ไม่มีผู้ใดถอยให้กันแม้เพียงก้าวเดียว
หลังเลิกว่าราชการแล้ว เหล่าขุนนางก็ยังถกเถียงกันอยู่ แม้ว่าฮ่องเต้จะทรงเสด็จออกไปแล้วก็ตาม
“ข้าว่าที่แม่ทัพถังกล่าวมาก็ไม่ผิด หากมีทหารไปช่วยเหลือเพิ่ม ก็จะเป็นการดีกว่า” คนของฝ่ายองค์ชายรองแอบพูดขึ้นลอยๆ
“หากแม่ทัพถังอยากไปมิสู้ส่งองค์ชายรองไปสร้างคุณงามความดีกว่าหรือ” ขุนนางฝ่ายไท่จื่อแหนบแนม
คำพูดของฝ่ายไท่จื่ออาจจะฟังดูใจร้าย เพราะถึงอย่างไรเซียวเฉิงอวี่ก็มีอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น แต่ก็อย่างว่า คนในราชวงศ์ มีผู้ใดบ้างที่เป็นเด็กไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว
เพราะหากไร้เดียงสาจริงๆ ก็ล้วนแต่อายุไม่ยืนทั้งนั้น
แม่ทัพถังที่เพิ่งเสียหน้าต่อหน้าพระพักตร์ก็ถึงกับกำหมัด แต่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเผยรอยยิ้มออกมาว่า “เรื่องนี้อาจจะต้องให้ไท่จื่อที่อยู่ใกล้กว่าจัดการ ได้ยินว่าพระองค์ทรงเดินทางไปทางใต้นานแล้ว มิทราบว่ายามนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง”
คำพูดนี้แน่นอนว่าทำให้คนของไท่จื่อร้อนรน เพราะตั้งแต่ที่เกิดน้ำท่วม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับข่าวของไท่จื่อเลย
ผ่านไปเพียงหนึ่งวัน
สมุหราชเลขาธิการหลินก็ออกมา ประกาศราชโองการเยียวยาผู้ประสบภัยขั้นต้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง รายละเอียดถูกกล่าวอย่างเป็นระเบียบ ชัดเจน ราวกับทุกอย่างมีแผนรับมือไว้อยู่แล้ว
“ด้วยฟ้าดินแปรปรวน อุทกภัยกระหน่ำแคว้นหนานไห่ โดยเฉพาะทางใต้ นาไร่เสียหายเป็นอันมาก แม้ชีวิตราษฎรมิได้สูญเสียหนัก แต่ความเป็นอยู่ย่อมลำบาก หากปล่อยไว้มิอาจฟื้นคืนโดยเร็ว
เบื้องบนทรงห่วงใยใต้หล้า จึงมีพระราชโองการให้เร่งบรรเทาทุกข์โดยพลัน ทั้งนี้เพื่อมิให้ราษฎรอดอยาก และเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งแผ่นดิน
ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
ให้ทุกเมือง สำรวจจำนวนราษฎรผู้ประสบภัยและปริมาณเสบียงที่จำเป็นโดยเร่งด่วน ภายในสามวันต้องรายงานเข้าส่วนกลางโดยมิให้คลาดเคลื่อน
ให้เปิดรับเสบียงจากพ่อค้าและผู้มีคลังในท้องถิ่น โดยกำหนดราคารับซื้อกลางตามบัญชีเดิม ห้ามค้าขายด้วยตนเอง หาพบเห็นจะถูกจับกุมทันที เพื่อให้สามารถรวบรวมเสบียงได้ทันท่วงที มิให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือ
ให้ผู้ว่าราชการแต่ละแห่งจัดสรรเสบียงตามความเหมาะสมของพื้นที่ อาศัยดุลพินิจโดยสุจริต ห้ามมิให้ราษฎรผู้ประสบภัยตกหล่นแม้แต่ผู้เดียว
ให้เบิกจ่ายเงินหลวงชดเชยภายหลัง เมื่อมีการตรวจสอบบัญชีแล้วโดยละเอียด เพื่อคงความเป็นธรรมแก่ผู้ส่งมอบเสบียง
ให้หน่วยตรวจการติดตามผลอย่างใกล้ชิด หากผู้ใดฉวยโอกาสกักตุนหรือฉ้อฉล จะลงโทษตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น
การนี้เป็นกิจเร่งด่วน ให้ทุกฝ่ายร่วมมือโดยพร้อมเพรียง อย่าได้รีรอ หากผู้ใดบิดพลิ้ว จะถือว่าขัดพระราชประสงค์”
พระราชโองการนี้สร้างความแตกตื่นในท้องพระโรงแก่ข้าราชบริพารหลายฝ่าย แต่เพราะเป็นภาวะฉุกเฉิน ทั้งยังเป็นวิธีการจัดการที่รวดเร็วที่สุด ดังนั้นต่อให้อยากกักตุนไว้มากเพียงใด ก็ทำได้เพียงแค่เก็บหัวเก็บหางของตนให้มิดชิด
ณ ตำหนักแห่งหนึ่งในเขตองค์ชาย บรรยากาศกลับตึงเครียดไม่ต่างจากท้องพระโรง เสียงถ้วยชากระทบโต๊ะดังลั่นสะท้อนความพิโรธของเจ้าของตำหนัก
“ไหนเจ้าบอกว่าน้ำท่วมแล้วจะมีคนตายมากมายอย่างไรเล่า!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้น “นี่ไม่เพียงยังมีชีวิต แต่ยังถูกทางการล้างผลาญเสบียงส่วนแรกของข้าจนแทบไม่เหลือ!”
เด็กหญิงที่ยืนอยู่เบื้องล่างถึงกับชะงักงัน ใบหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าทันที
นางไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ควรเป็นจะกลับผิดเพี้ยนไปเช่นนี้ ในความทรงจำของนาง อุทกภัยครั้งนั้นรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และที่สำคัญ…
“และที่สำคัญ…” นางยังคิดไม่จบอีกฝ่ายก็ตะคอกออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “หากเสด็จพ่อออกราชโองการเช่นนี้ ข้าวที่ข้าตุนไว้จะไม่ถูกทางการขนไปจนหมดหรือ!” เขาตวาดต่อ น้ำเสียงเจือความกังวลมากกว่าความโกรธ
คำพูดนั้นทำให้เด็กหญิงยิ่งสับสนยิ่งกว่าเดิม ราชโองการเช่นนี้…ไม่ควรจะมีด้วยซ้ำ
นางก้มหน้าลง มือทั้งสองสั่นเทา ความคิดที่เคยมั่นคงกลับพร่าเลือน ราวกับทุกสิ่งกำลังหลุดออกจากเส้นทางเดิม
“องค์ชายเพคะ…” เสียงของนางสั่นเครือ “เรื่องนี้หม่อมฉันไม่ทราบจริงๆ แต่…แต่น้ำท่วมเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เพคะ”
นางกลั้นสะอื้น ก่อนจะรวบรวมสติเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง
“ขอเพียงพระองค์ซ่อนข้าวเหล่านั้นไว้อีกสักระยะ ราชโองการนี้…ย่อมยื้อไว้ได้ไม่นานเพคะ เพราะหลังน้ำท่วมจะเกิดภัยแล้งยาวนาน แม้เข้าสู่ฤดูหนาว หิมะก็ยังตกหนักกว่าทุกปี”
คำกล่าวนั้นทำให้ความโกรธบนใบหน้าขององค์ชายค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความครุ่นคิด เขาเงียบลงชั่วครู่ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างคนกำลังชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย
แม้สิ่งอื่นจะคลาดเคลื่อน แต่คำทำนายเรื่องน้ำท่วมของนางกลับแม่นยำ
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องภัยแล้งที่ตามมา…ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หากเขาสามารถเก็บซ่อนเสบียงเหล่านั้นไว้ได้จนผ่านช่วงน้ำหลากไป ราชโองการที่บีบบังคับราคาข้าวย่อมไม่อาจคงอยู่ยืนนาน พ่อค้าทั้งหลายไม่มีทางยินยอมถูกกดราคาไปตลอด เมื่อถึงคราวขาดแคลนแท้จริง
ยามนั้นต่างหาก…คือเวลาที่เขาจะกอบโกยทุกสิ่งกลับคืน พร้อมผลกำไรที่มากยิ่งกว่าเดิม
ความพิโรธค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงแววตาเย็นลึกที่ซ่อนความทะเยอทะยานไว้เบื้องหลัง
“ดี…” เขาเอ่ยเบาๆ คล้ายพึมพำกับตนเอง “เช่นนั้นก็รอดูไปก่อน”