ตอนที่ 142
ตอนที่ 142
ตอนที่ 142
ขบวนผู้อพยพจากชิงเฟิงเดินทางมาถึงเมืองหลิงหยวนตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ทว่าภาพที่เห็นกลับมิใช่ความปลอดภัย หากเป็นความตึงเครียดที่กดดันยิ่งกว่าเดิม
หน้าประตูเมืองหลิงหยวนเต็มไปด้วยทหารในเครื่องแบบเข้มงวด ตั้งแนวตรวจตราอย่างละเอียด ผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศต่างต้องหยุดรอการตรวจสอบ แถวยาวเหยียดคดเคี้ยวไปไกลสุดสายตา ยิ่งยาวเสียยิ่งกว่าขบวนอพยพที่เดินทางมาถึงเสียอีก เสียงเด็กเล็กร้องไห้ เสียงผู้ใหญ่บ่นพึมพำ และเสียงทหารตะโกนสั่งการปะปนกันเป็นความวุ่นวายที่ไร้ระเบียบ
ท่ามกลางความชุลมุน รถม้าของสกุลเจียงกลับไม่คิดจะฝ่าฝูงชนเข้าไป
วันนั้น…เจียงมู่ไป๋เพียงทอดสายตามองสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะหันไปเลือกพื้นที่โล่งใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากกำแพงเมืองนัก จากนั้นก็สั่งการให้คนของตนเริ่มตั้งกระโจมอีกครั้งอย่างเป็นระเบียบ
เสบียงที่เตรียมมาอย่างรอบคอบถูกขนลงจากเกวียน สมุนไพรแห้งถูกจัดเก็บอย่างดี ข้าวสาร อาหารแห้ง และเครื่องปรุงล้วนมีพร้อมสรรพ อีกทั้งคนของเขายังชำนาญการหาของป่า ต่อให้ต้องอยู่กลางแจ้งเช่นนี้ ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ลำบาก
หากคำนวณตามปริมาณเสบียงที่มี พวกเขาสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายถึงครึ่งเดือนโดยไม่เดือดร้อน
เมืองหลิงหยวนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนเดินกันอย่างเร่งรีบ สีหน้าทุกคนล้วนเคร่งเครียด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดกลับมิใช่ท้องฟ้า หากเป็นราคาอาหาร
ตลาดกลางเมืองแน่นขนัด เสียงต่อรองดังระงมปะปนกับเสียงโวยวาย กลิ่นอับชื้นของฝนเมื่อวันวานผสมกับกลิ่นข้าวสารและเหงื่อคน
“หนึ่งตำลึงต่อจิน! แพงเกินไปแล้ว!” ชายวัยกลางคนตะโกนขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เมื่อก่อนยังแค่ห้าสิบอีแปะ!”
พ่อค้าข้าวที่ยืนอยู่หลังถุงกระสอบเพียงยิ้มเย็น พลางกางพัดโบกเบาๆ ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อเสียงโวยวาย
“จะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็หลีกไป คนรอซื้อยังมีอีกยาว” เขาตอบอย่างไม่แยแส “สถานการณ์เช่นนี้ เจ้าไปหาข้าวที่ไหนได้อีกเล่า?”
ชายผู้นั้นกัดฟันแน่น มองไปด้านหลัง เห็นคนต่อแถวรอซื้อข้าวยาวเหยียด สุดท้ายก็ต้องควักเงินออกมาอย่างเจ็บใจ
“เอามาสองจิน…”
ทันทีที่เงินถูกส่งไป พ่อค้าก็ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย รับเงินอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะตวงข้าวใส่ถุงอย่างไม่รีบร้อน
ไม่ไกลกันนัก กลุ่มพ่อค้าคนกลางกำลังยืนล้อมวงคุยกันเสียงเบา แต่แววตากลับเป็นประกาย
“เมื่อคืนข้ากว้านมาได้อีกห้าสิบกระสอบ” ชายร่างท้วมเอ่ยเสียงต่ำ “พรุ่งนี้ค่อยปล่อยออกไป ราคาอาจขึ้นอีก”
“ยังจะขึ้นอีกหรือ?” อีกคนหัวเราะ “ตอนนี้ก็หนึ่งตำลึงแล้ว!”
“ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ” ชายร่างท้วมยิ้ม “ยิ่งแพง คนยิ่งแย่งซื้อ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นในวงสนทนา ราวกับความเดือดร้อนของผู้คนเป็นเพียงเรื่องไกลตัว
ขณะเดียวกัน บริเวณลานด้านในของเมือง คาราวานเกวียนขนาดใหญ่จอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ กระสอบข้าวถูกขนลงไม่ขาดสาย
“เบาๆ หน่อย! กระสอบนี้ขายได้ตั้งหลายตำลึง!” ชายวัยกลางคนในชุดหรูตะโกนสั่งคนงาน สีหน้าฉายชัดถึงความพอใจ
เขาคือผู้นำตระกูลเถียน ซึ่งอพยพเข้ามาพร้อมขบวนข้าวจำนวนมหาศาล
“นายท่าน” บ่าวคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน “เมื่อครู่มีพ่อค้าคนกลางมาขอซื้อเพิ่มอีกสามสิบกระสอบ บอกว่ายอมจ่ายราคาสูงกว่าตลาดครึ่งหนึ่ง”
ดวงตาของชายผู้นั้นเป็นประกายขึ้นทันที
“รับไว้ทั้งหมด” เขาตอบโดยไม่ลังเล “ช่วงเช่นนี้ ใครมีของอยู่ในมือ ผู้นั้นก็คือคนกำหนดราคา”
เขาหัวเราะเบาๆ พลางมองกระสอบข้าวที่กองสูงราวภูเขา
“นึกไม่ถึงจริงๆ…ฝนตกเพียงไม่กี่วัน จะทำให้ข้าวกลายเป็นทองคำได้ถึงเพียงนี้”
ด้านข้าง บ่าวรับใช้ของเขามองภาพทั้งหมดด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“นายท่านเช่นนี้เราควรเก็บไว้บางส่วนหรือไม่? เผื่อราคาขึ้นอีก…”
ชายวัยกลางคนหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“แน่นอน” เขาตอบ “ของดี…ต้องขายให้ถูกเวลา”
ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากต้องกัดฟันซื้อข้าวเพื่อประทังชีวิต ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังนับเงินอย่างสบายใจ ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันจะจบลงเมื่อใด
โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันข้าวทั้งหมดของพ่อค้าที่กักตุนไว้ จะถูกทางการยึดและขายในราคาเดิม
เจียงมู่ไป๋ยืนมองท้องฟ้าที่แจ่มใสในวันนี้วันแรกตั้งแต่ฝนตกมา
ยังมีคนอพยพจำนวนมากที่ตัดสินใจไม่เข้าไปในเมืองเช่นกัน เพราะไม่อาจสู้ค่าที่พัก และข้าวของในเมืองได้ จึงหาที่พักค้างแรมนอกกำแพงเช่นกัน ส่วนแถวเข้าเมืองก็สั้นลงมาก จนเหมือนเป็นเพียงการเข้าออกของผู้อพยพที่จะเข้าไปซื้อของ แล้วออกมาพักแรมข้างนอกเท่านั้น
ตั้งแต่ออกจากจุดพักแรก พวกเขาก็เดินทางอย่างไม่เร่งรีบอีกสองสามวัน จึงมาช้ากว่าขบวนหลัก ในใจชายหนุ่มกำลังนึกทบทวนคำพูดของเหยาอวี้อีกครั้ง
ฝนจะตกต่อเนื่องเจ็ดวันเจ็ดคืนนับจากวันแรก จากนั้นอีกห้าวัน น้ำที่ท่วมขังจึงจะค่อยๆ ลดลงจนสามารถสัญจรได้
หากทุกอย่างเป็นไปตามนั้น…
พวกเขาก็เพียงรออยู่ที่นี่ รอให้น้ำลด แล้วค่อยออกเดินทางมุ่งสู่เจียงหนาน เพื่อสมทบกับคนที่รออยู่
มองดูความเดือดร้อนเรื่องข้าวของชาวบ้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย เพราะต่อไปสิ่งที่สำคัญกว่าข้าว ก็คือน้ำต่างหาก
“ข้าอยากให้เจ้าช่วยจับชีพจรให้เจ้านายข้าอีกสักครั้งเถิด”
เซวียนกวงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแม้ยังคงพยายามรักษาความสุขุม แต่แววตากลับเผยความร้อนรนอย่างปิดไม่มิด ชายชรายืนกุมมือไว้ด้านหน้าเล็กน้อย ท่าทีขอร้อง
นี่ก็เป็นอีกวันที่เซวียนกวงออกมารบเร้าให้เหยาอวี้ที่ตั้งโต๊ะรับตรวจโรคให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน แต่ให้ไปหาซื้อยาหรือสมุนไพรเอาเอง เพราะในยามนี้ทุกคนก็ล้วนแต่ขาดแคลน แม้ว่าสมุนไพรที่พวกจิ้นต้าฉางจะเตรียมไว้จำนวนมาก ก็ยังไม่เพียงพอต่อผู้อพยพทั้งหมดอยู่ดี
ซึ่งนางก็เข้าใจแล้วว่าหากไม่อาจให้ได้ทั้งหมด สู้ไม่ให้สักคนเลยยังจะดีกว่า และเลือกทำในสิ่งที่ทำได้เท่านั้นพอ อย่างการแนะนำวิธีการสมุนไพรง่ายๆ บนเขา
เหยาอวี้มิได้เงยหน้าขึ้นมอง นางยังคงใช้นิ้วแตะชีพจรอย่างสม่ำเสมอของชาวบ้านที่กำลังตรวจอยู่ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ข้าก็รับตรวจอยู่ที่นี่ตลอด หากเจ้านายท่านอยากตรวจ ก็มาด้วยตนเองจะไม่ดีกว่าหรือ”
คำตอบนั้นไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เรียบเฉย ไร้ช่องว่างให้ต่อรอง
นางรู้ว่าเซวียนกวงที่ได้สิทธิพิเศษในการพักอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพหลิงหยวนเพราะอะไร
ตั้งแต่เดินทางออกจากจุดพักรถม้าครั้งนั้น เจียงมู่ไป๋ก็บอกนางทันทีว่าเด็กชายผู้นั้นคือใคร
เรื่องนี้ทำให้เหยาอวี้ย่อมอยากห่างให้ไกล แค่นายอำเภอขุนนางขั้นเจ็ดในเหออัน ก็เคยทำนางเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ว่าสุดท้ายเป้าหมายนั้นกลายเป็นเจียงมู่ไป๋ นางจึงรอดพ้นมาได้ถึงทุกวันนี้
ดังนั้นการเกี่ยวพันกันพวกราชนิกูลนั้น คงทำนางนอนหลับไม่ลงอย่างที่เคยกล่าวล้อเล่นกับเซวียนกวงยามนั้น
เหยาอวี้ไม่สงสัยว่าเหตุใดเจียมู่ไป๋จึงรู้ว่าเด็กชายผู้นั้นคือไท่จื่อ ทุกคนล้วนมีเส้นสายและความรู้ ข้อมูล ของตน
แม้แต่นางเองก็เช่นกัน จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่เคยเอ่ยถาม ดังนั้นเรื่องส่วนตัวของเขานางก็ไม่ก้าวก่าย
แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจคือ เขาไม่คิดร้ายต่อนางแน่นอน
เหตุการณ์ที่เขาหลัวซาน ช่วงเวลาที่เป็นและตายร่วมกัน ทำให้ความเชื่อใจในใจนางหยั่งรากลึกยิ่งขึ้น จนกระทั่งมองเขาเป็นคนของตนโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุนี้เอง สมุนไพรเซียนที่นางมิอาจใช้กับตนได้อีก จึงถูกนำมาใช้กับเขาโดยไม่ลังเล และไม่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่อาไฉและคนของเจียงมู่ไป๋ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทั้งยังจะคิดจะเก็บไว้เผื่อมารดาของตน และพ่อแม่เขาอีก
ในมื้ออาหารธรรมดา กลับมีสมุนไพรล้ำค่าถูกผสมลงไปทีละน้อยอย่างแนบเนียน จนทุกคนเพียงรู้สึกว่าร่างกายเบาสบาย ลมหายใจคล่องขึ้น วรยุทธ์ก้าวหน้าอย่างเงียบงัน โดยไม่อาจรู้ได้ว่าต้นเหตุมาจากสิ่งใด
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าสามารถให้ที่พักที่ดีกว่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างนอกเช่นนี้” เซวียนกวงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พยายามเปลี่ยนแนวทาง “หากฝนกลับมาตกอีก จะทำอย่างไร”
เขาเอ่ยพลางมองไปรอบๆ กระโจมชั่วคราว ราวกับต้องการชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นคง
เซวียนกวงที่ไม่อาจพาไท่จื่อมาปรากฎตัวในที่สาธารณะได้ ย่อมคิดหาวิธีพาเหยาอวี้เข้าไป จึงยื่นข้อเสนอเก่าอีกครั้ง
ทว่าเหยาอวี้กลับไม่แม้แต่จะสนใจ
จวนแม่ทัพ…
เพียงได้ยินคำนี้ นางก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาแล้ว ยิ่งเป็นแม่ทัพที่ได้รับบรรดาศักดิ์โหว ยิ่งไม่ใช่สถานที่ที่นางอยากเข้าไปพัวพัน
ตราบใดที่เจียงมู่ไป๋ยังเลือกอยู่ที่นี่ นางก็ไม่มีเหตุผลใดต้องเปลี่ยนใจ
“ท่านหมอเทวดาเซวียน” นางเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงความรำคาญไว้ไม่ปิดบัง “หากท่านว่างนัก มิสู้ช่วยข้าตรวจโรคให้ชาวบ้านด้วยกันเถิด”
ปลายนิ้วยังคงจับชีพจรหญิงชาวบ้านที่มีไข้ ตัวร้อน และมีอาการแทรกซ้อน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย แสดงว่ากำลังใช้สมาธิอย่างเต็มที่
คำพูดนั้นทำให้เซวียนกวงถึงกับนิ่งงัน สีหน้าปวดใจอย่างเห็นได้ชัด
ไม่เพียงถูกปฏิเสธ…ยังถูกใช้งานเสียอีก
เพราะตั้งแต่ได้รับคำชี้แนะการใช้งานหลงกู่ชิงจากเหยาอวี้ สองสามวันที่ผ่านมาเขาจึงให้ไท่จื่อเสวยยาที่ผสมหลงกู่ชิงที่ละน้อย จนกระทั่งเขารู้สึกว่าชีพจรของไท่จื่อเริ่มมั่นคงขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่ามอีก เขาจึงอยากให้นางช่วยยืนยันอีกเสียง เพราะหลงกู่ชิงนั้นก็เหลือไม่มากแล้ว หากใช้มาทำยาแช่อีก ก็กลัวว่าจะหมดแล้วหมดเลย ไร้หนทางย้อนกลับ
เมื่อได้ยินเหยาอวี้กล่าวเช่นนั้น เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปอีกฝั่ง
โต๊ะอีกตัวถูกตั้งขึ้นไม่ไกลกันนัก โดยคำสั่งของเขาเอง
ในใจเดิมทีคิดเพียงช่วยแบ่งเบาภาระ ให้คนไข้ลดลง เด็กหญิงอาจจะยอมใจอ่อนสักครั้ง
ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม
“ท่านหมอเทวดามาแล้ว! ท่านหมอเทวดาตรวจให้ไม่คิดเงิน!”
เสียงตะโกนดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้าน เพียงไม่นาน ผู้คนก็กรูกันไปยังฝั่งของเซวียนกวงจนแน่นขนัด
แถวของเขายาวเหยียดในพริบตา
ส่วนฝั่งของเหยาอวี้…กลับว่างลงอย่างเห็นได้ชัด
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งเฉย ก่อนจะก้มลงเขียนตำรับยาที่ละตัวอย่างไม่ใส่ใจ
เพราะนางคนตรวจชาวบ้านทั้งหมดไม่ไหว อีกอย่างเจียงมู่ไป๋ก็กลับมาสวมบทอาจารย์คัดลายมืออีกครั้ง โดยกำชับให้นางอาศัยช่วงเวลาเขียนเทียบยานี้เพื่อคัดตัวอักษร ซึ่งหากนางไม่รู้ว่าสมุนไพรนี้เขียนอย่างไร เขาก็จะช่วยเขียนให้ จากนั้นก็จดไว้ให้นางไปคัดต่อในคืนนี้
ดังนั้นนอกจากเรื่องตรวจคนไข้แล้ว หมอเช่นนางยังต้องคัดตัวอักษรไปด้วย
ได้มีเซวียนกวงมาใช้งาน…เอิ่ม มาช่วยตรวจโรค ก็ย่อมเป็นเรื่องดี