ตอนที่ 143
ตอนที่ 143
ตอนที่ 143
คนตระกูลหลัวก็เป็นกลุ่มอพยพที่สู้ค่าที่พักข้างในเมืองไม่ไหวเช่นกัน แต่เพราะขนสมุนไพรมาจำนวนมาก จึงยังพอมีรายได้อยู่
เมื่อข้าวสารพุ่งราคา สมุนไพรย่อมไม่ต่างกัน
หลัวเซินยืนอยู่ข้างกองสมุนไพรที่นำออกมาตากขาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด มือหนึ่งนับเงิน อีกมือหนึ่งโบกพัดอย่างอารมณ์ดี เหงื่อที่ซึมตามไรผมกลับดูเหมือนเป็นเพียงเครื่องประดับแห่งความสำเร็จ
“ขายหมดล็อตนี้ อีกสองวันราคาคงขึ้นอีก” เขาหัวเราะเบาๆ พลางเก็บเงินเข้าถุงอย่างคล่องแคล่ว “ฟ้าฝนเช่นนี้…ช่างเข้าข้างคนมีของเสียจริง”
ตรงกันข้าม หลัวเหอยืนอยู่ไม่ไกลนัก สายตามองเงินที่ไหลผ่านตรงหน้าอย่างไร้สิทธิ์แตะต้อง ใบหน้าซูบตอบแข็งเกร็ง มองเงินนั้นลอยผ่านหน้าโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้
เพราะสมุนไพรพวกนี้ล้วนแต่เป็นของตระกูลหลัวสายรอง เขาที่เป็นสายหลักกลับได้เพียงน้ำแกงดื่มกิน ไม่อาจยึดเอามาเป็นของตนเพราะแยกบ้านกันนานแล้ว
อยากตั้งโต๊ะตรวจโรคหาเงิน…ก็ทำไม่ได้
เพราะหมออวี้ตั้งโต๊ะตรวจโดยไม่คิดเงินอยู่แล้ว
แล้วเขาจะไปหาเงินจากที่ใด?
ความอัดอั้นสะสมอยู่ในใจจนแทบระเบิดออกมา แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยืนมองอย่างไร้ทางเลือก
กระทั่งสายตาเขาเหลือบไปเห็นภาพหนึ่ง
ชายชราผู้หนึ่งที่ผู้คนเรียกขานว่าหมอเทวดา กำลังยืนรบเร้าเด็กหญิงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตรวจโรค
หลัวเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะในลำคอ
หมอเทวดา?
กลับต้องมาก้มหน้าขอร้องหลานสาวของเขาเช่นนี้?
ดูท่าชื่อเสียงนั้น…คงเป็นเพียงเรื่องลวงโลก
แต่เมื่อสายตาเขาเลื่อนไปเห็นรถม้าด้านหลัง เห็นเครื่องแต่งกายของอีกฝ่าย และได้ยินคนรอบข้างซุบซิบว่าชายชราผู้นี้พักอยู่ในจวนแม่ทัพ
แววตาของหลัวเหอก็เปลี่ยนไปทันที
เงิน…และอำนาจ
สิ่งที่เขาขาดแคลนที่สุดในยามนี้
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบเดินตรงไปยังแถวของเซวียนกวง แทรกตัวเข้าไปอย่างแนบเนียน รอคอยอย่างอดทน
ไม่นานนัก ก็มาถึงคิวของเขา
เซวียนกวงยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้เขานั่งลง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับชีพจรตามปกติ
“ท่านหมอ…” หลัวเหอเอ่ยขึ้นทันที น้ำเสียงแฝงความสนิทสนม “อาการข้านั้นไม่สำคัญนัก เพียงแต่เมื่อครู่ได้ยินว่าท่านต้องการเชิญหมออวี้ไปตรวจรักษาผู้ใด”
เซวียนกวงชะงักเล็กน้อย แต่ยังคงฟัง
หลัวเหอจึงรีบกล่าวต่อ ดวงตาเป็นประกาย
“ความจริงแล้ว…หมออวี้ผู้นั้น เป็นหลานสาวแท้ๆ ของข้าเอง”
คำพูดนั้นทำให้มือของเซวียนกวงหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
หลัวเหอเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น ยิ่งได้ใจ จึงยืดอกเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจยิ่งกว่าเดิม
“วิชาแพทย์ที่นางมี ก็ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากข้า” เขาเชิดหน้าเล็กน้อยกล่าวอย่างลำพอง “ข้าเคยเป็นหมอประจำหมู่บ้านหลัวซาน ผู้คนในละแวกนั้นล้วนรู้จักดี”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงราวกับกล่าวเรื่องสำคัญ
“หากท่านจะเชิญนางไปตรวจรักษาผู้ใด…มิสู้เชิญข้าไป จะไม่ดีกว่าหรือ”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความถือดีที่ปิดไม่มิด
เซวียนกวงเงียบไปชั่วครู่ สายตาจับจ้องชายตรงหน้าอย่างพินิจ
เรื่องที่เกิดขึ้นหน้าโรงเตี้ยมจินฟู่ เขาได้ยินมาบ้างแล้ว
รู้ว่าก่อนจะเป็นเจียงเหยาอวี้ นางเคยมีชื่อว่าหลัวเหยาอวี้
และที่สำคัญ ประวัติของนางก่อนหน้านั้น…แทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เช่นนั้นแล้ว…
วิชาแพทย์ของนาง จะเป็นไปได้หรือไม่…ว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากตระกูลหลัวจริงดังที่ชายผู้นี้กล่าว?
ความลังเลค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเซวียนกวง
เขามองหลัวเหออีกครั้ง สายตาลึกลงกว่าเดิม
บางที…สิ่งที่ชายผู้นี้พูด อาจมิใช่เรื่องเท็จทั้งหมดก็เป็นได้
หลังจากตรวจชาวบ้านของวันเสร็จ เซวียนกวงหันกลับมาเล็กน้อย สายตากวาดมองหลัวเหอที่ยืนรออย่างประเมิน
“เตรียมตัวให้เรียบร้อย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้านายข้ารออยู่ มิใช่ที่ที่เจ้าจะทำตัวเหลวไหลได้ เสร็จแล้วก็รีบมา”
น้ำเสียงมิได้ดัง แต่แฝงแรงกดดันจนหลัวเหอรีบก้มศีรษะ
“ขอรับ! ขอรับ! ท่านหมอเทวดาวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้เสียชื่อแน่นอน!”
เซวียนกวงมิได้ตอบ เพียงสะบัดชายแขนเสื้อแล้วก้าวขึ้นรถม้าไป
หลัวเหอยืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งกลับไปยังกลุ่มคนของตระกูลหลัว สีหน้าจากที่เคยตึงเครียดกลับเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
“เร็วเข้า! รีบเตรียมตัว!” เขาตะโกน “ข้าถูกเชิญเข้าไปในจวนแม่ทัพ!”
เสียงนั้นทำให้คนรอบข้างฮือฮาขึ้นทันที
“อะไรนะ! จวนแม่ทัพ?” หลัวเซินงง
“จริงหรือ?” แม้แต่จ้าวลี่ฮวายังไม่อยากเชื่อ
หลัวเหอยิ่งได้ใจก็ยืดอกขึ้นอีก
“แน่นอน! ท่านหมอเทวดาเป็นคนเชิญข้าเอง!” เขาชี้ไปยังรถม้าที่จอดอยู่ “เรื่องรักษา…เขายังต้องพึ่งข้า!”
เขาหันไปมองหลัวเหวิน “เจ้า ไปกับข้าด้วย!”
หลัวเหวินชะงักไปเล็กน้อย ใจหนึ่งอยากปฏิเสธ แต่อีกใจก็ไม่อาจขัดคำปู่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างฝืนๆ
ไม่นาน ทั้งสองก็ขึ้นรถม้าไปพร้อมกัน
ล้อไม้เริ่มหมุน เสียงม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ ขบวนค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองหลิงหยวน
ภาพนั้นทำให้คนตระกูลหลัวจำนวนไม่น้อยมองตามด้วยแววตาแตกต่างกันไป ทั้งอิจฉา ทั้งชื่นชม ทั้งริษยา
หลัวจิ้นยืนกอดอก มองรถม้าที่เคลื่อนห่างออกไป ก่อนจะหัวเราะหึเบาๆ
“เห็นหรือไม่ นี่แหละวาสนา” เขาเอ่ยเสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน “ท่านผู้มีอำนาจเชิญไปถึงที่ ต่อไปอาจได้เป็นหมอประจำตัวคนใหญ่คนโตก็เป็นได้”
เขาเหลือบสายตามองไปยังโต๊ะตรวจของเหยาอวี้ที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ พร้อมรอยยิ้มเยาะ
“ต่างกันราวฟ้ากับดินจริงๆ” เขาส่ายหน้า “บางคนได้เข้าเมืองใหญ่ บางคนยังต้องนั่งตากแดดตรวจโรคให้ชาวบ้าน”
หม่าซื่อร้องรับเป็นลูกคู่ หัวเราะคลอ
“ต่อให้มีวิชา ก็ต้องมีวาสนาด้วยถึงจะไปได้ไกล”
หลัวจิ้นพยักหน้า เหมือนเห็นด้วยเต็มที่ ก่อนจะเอ่ยต่อเหมือนไม่ตั้งใจให้เหยาอวี้ได้ยิน แต่กลับดังชัดทุกถ้อยคำ
“ถึงเวลานั้น ชีวิตย่อมต่างจากชาวบ้านธรรมดาแล้ว หลัวเหวินก็เป็นถึงซิ่วไฉ หากได้โอกาสรู้จักกับคนใหญ่คนโตเช่นนี้ อนาคตย่อมก้าวไกลกว่าตระกูลคหบดีทั่วไป”
คำพูดนั้นลอยอยู่ในอากาศ
เหยาอวี้ยังคงนั่งนิ่ง ปลายนิ้ววางบนข้อมือคนไข้โดยไม่สะทกสะท้าน ราวกับเสียงเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่
เพียงแต่แววตาที่ก้มต่ำลงเล็กน้อย…กลับสงบนิ่งเสียจนยากจะคาดเดาได้ว่า นางได้ยินหรือไม่
หรือแท้จริงแล้ว…นางไม่เคยใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
อีกด้านหนึ่ง หลัวเซินที่มองภาพนี้อยู่ก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้
หลัวเหวินเป็นซิ่วไฉ หากได้ผู้มีอำนาจหนุนหลังจริง…ก็ไม่ต่างจากปลาอวี้ข้ามประตูกลายเป็นมังกร
เพียงคิด เขาก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันที
“พี่สะใภ้…” เขายื่นเงินส่วนหนึ่งให้เฉินซื่อด้วยรอยยิ้มประจบ “ช่วงนี้คงลำบาก รับไว้เถิด”
น้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับที่เคยเรียกขานอย่างเย็นชาในอดีต
เฉินซื่อทำเป็นไม่รับแล้วค่อยรับมา แต่ในใจรู้สึกลำพองยิ่งหนัก วันเวลาที่ดีของพวกนางกำลังจะกลับมาแล้ว
ด้านซ่งซื่อ แม้ร่างกายจะยังซีดเซียวอ่อนแรง แต่ก็ฝืนยิ้มเอ่ยคำสุภาพ
“พี่สะใภ้…ช่วงนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว”
คำพูดนั้นนอบน้อมจนแทบไม่เหมือนคนเดิม
แท้จริงแล้ว ซ่งซื่ออยากไปตรวจโรคกับหมอเทวดาหลายครั้ง แต่เพราะยืนเองยังลำบาก อีกทั้งในมือก็มีสมุนไพรพอประคองอาการได้ นางจึงฝืนทนมาโดยตลอด การจะเชิญหมอเทวดามารักษาเพียงคนเดียว ย่อมต้องใช้เงินจำนวนมาก…ซึ่งนางไม่อาจตัดใจใช้ได้ จึงได้แต่ทนเรื่อยมา
แต่พอคิดว่าแม้แต่หมอเทวดายังเชิญหลัวเหอไปตรวจ นางจึงรู้สึกสับสนใจไม่น้อย เพราะนางไม่เคยรู้ว่าคนเช่นหลัวเหอจะมีวิชาแพทย์เก่งกาจ
เมื่อเข้าสู่จวนแม่ทัพ หลัวเหอกับหลัวเหวินถูกพาไปยังเรือนด้านใน
สิ่งแรกที่ถูกสั่ง มิใช่ให้ตรวจโรค แต่เป็น…การอาบน้ำ
ทั้งสองถูกนำไปยังห้องอาบน้ำกว้างขวาง น้ำอุ่นถูกเตรียมไว้เรียบร้อย เสื้อผ้าสะอาดวางพับอย่างดี
หลัวเหอมองสิ่งของรอบตัวด้วยสายตาเป็นประกาย ภาชนะล้วนทำจากวัสดุชั้นดี แม้แต่ผ้าขนหนูก็เนื้อละเอียดนุ่มมือเกินกว่าที่เขาเคยสัมผัส
ความละโมบผุดขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่า…เขาไม่กล้า
เพียงคิดจะหยิบฉวย ก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น จึงได้แต่กล้ำกลืนความคิดนั้นลงไป
ไม่นาน ทั้งสองก็ถูกนำเข้าสู่ห้องด้านใน
บนเตียงกว้าง เด็กชายผู้หนึ่งนั่งพิงอยู่ในชุดหรูหรา ใบหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำราวกับผ่านการเจ็บป่วยมาอย่างยาวนาน
ทว่าในแววตาคู่นั้น…
กลับเต็มไปด้วยอำนาจ
เป็นอำนาจที่แม้จะอ่อนแรง ก็ยังทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
หลัวเหอรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดในอก ความมั่นใจที่เคยรวบรวมมา เริ่มสั่นคลอน
ด้านหลัวเหวินที่ตามมาด้วยกลับแตกตื่นยิ่งกว่า ความสามารถท่านปู่เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ทั้งยังไม่คิดดูถูกความสามารถของหมอเทวดาเซวียนกวงอย่างที่ปู่ตนคิด
เด็กชายผู้นี้ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา แล้วคนที่แม้แต่หมอเทวดาเซวียนกวงยังรักษาไม่ได้ คนที่มีเงินมากมายที่จะจ้างหมอดีดีจากไหนก็ได้ก็ยังรักษาไม่หาย แล้วปู่ของตนจะทำได้อย่างไร
ยามนี้เขารู้สึกถึงความน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เจอกับอั้นโฉ่วเจียงเสียอีก
ความรู้สึกหนาวเย็นแล่นขึ้นตามสันหลัง
นี่…มิใช่โอกาส
แต่มันคือหายนะ
ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดต่อ
“ไป จับชีพจร” เสียงของเซวียนกวงดังขึ้นเรียบเย็น
หลัวเหอสูดลมหายใจลึก ยืดอกขึ้น พยายามรวบรวมความมั่นใจ ก่อนจะก้าวเข้าไป
ปลายนิ้วแตะลงบนข้อมือของเด็กชาย
เพียงชั่วขณะ…
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
ชีพจรที่รับรู้ได้นั้น…ยุ่งเหยิงอย่างไม่เคยพบมาก่อน
ม้าม ตับ ไต ปอด…ล้วนแปรปรวน สับสน ราวกับร่างกายกำลังต่อสู้กันเอง
ยิ่งจับ…ยิ่งรู้สึกหนาวเย็น
คนผู้หนึ่ง…จะอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้จริงหรือ?
“ทะ…ท่าน…ท่าน…” เขาถึงกับพูดติดขัด เสียงสั่นเครือ
“บอกอาการมา” เซวียนกวงเอ่ยกดเสียงต่ำ
หลัวเหอกลืนน้ำลายฝืดคอ “โรค…เหมือนจะเป็น…โรคหัวใจอ่อนแอ…”
“เหมือนจะหรือ?”
น้ำเสียงนั้นเย็นลงทันที เพราะแท้จริงนี้ไม่ใช่โรค แต่คือการสะสมของพิษในร่างกายจนอวัยวะไม่อาจทำงานได้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้านายข้าคือผู้ใด” เซวียนกวงเอ่ยช้าๆ แต่หนักแน่น “หากวินิจฉัยมั่วซั่ว ไม่ใช่แค่หัวของเจ้า…แต่ทั้งเจ็ดชั่วโคตรก็จะไม่เหลือ!”
คำพูดนั้นราวกับค้อนหนักทุบลงกลางอก
หลัวเหอหน้าซีดเผือดทันที รีบปล่อยมือจากข้อมือเด็กชาย แล้วทรุดลงโขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง
“ขะ-ข้า ข้าผิดไปแล้วขอรับ! ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย! ข้าความรู้ตื้นเขิน ไม่อาจวินิจฉัยได้จริงๆ ขอรับ!”
หลัวเหวินเองก็หน้าซีด รีบคุกเข่าตาม ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
บนเตียง หลี่หลงมองภาพนั้นด้วยสายตาเบื่อหน่าย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“รู้หรือไม่ว่า หลอกลวงเบื้องสูง…มีโทษเช่นไร”
คำสั้นๆ นั้น ทำให้ปู่หลานยิ่งตัวสั่นงกๆ
ทว่าในจังหวะที่องครักษ์กำลังจะก้าวเข้ามา เซวียนกวงกลับยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ช้าก่อน”
แววตาของเขาฉายประกายบางอย่าง ราวกับคิดแผนใหม่ขึ้นมาได้
ครึ่งชั่วยาม…ไม่นานนัก
ด้านนอกเรือน เสียงฝีเท้าสองสายก็ดังขึ้นอย่างมั่นคง
เหยาอวี้…และเจียงมู่ไป๋
ก้าวเข้าสู่จวนแม่ทัพพร้อมกัน