LNCrawler

ตอนที่ 144

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 144

ตอนที่ 144


 

เจียงมู่ไป๋มองหลัวเหอกับหลัวเหวินที่ถูกโบยสภาพปางตาย และโยนทิ้งไว้มุมหนึ่งของห้องด้วยสายตาเย็นเฉียบ

“ข้ามิได้แซ่หลัวแล้ว ต่อให้พวกเขาตายไป ย่อมไม่เกี่ยวอันใดกับข้าอีก” เหยาอวี้พูดขึ้นอย่างไม่แยแส

ที่นางจำต้องเข้าจวนแม่ทัพมาก็เพราะถูกข่มขู่เรื่องหลัวเหอหลอกลวงเบื้องสูงนั่นเอง

ตาแก่หน้าตาย ช่างกล้าเอาความสามารถอันน้อยนิดนั้นมาหลอกกินพยัคฆ์ สุดท้ายกลายเป็นว่านางต้องมาถูกหางเลขไปด้วย

นางจึงจำเป็นต้องมาชี้แจงด้วยตัวเอง

“คุณหนูสี่เจียง กฎหมายบ้านเมืองให้ความสำคัญกับหลักกตัญญูเป็นหลัก แม้เจ้าจะมิได้แซ่หลัว แต่สายเลือดเจ้าก็ยังคงอยู่ ถึงอย่างไรทางการก็ให้ความสำคัญต่อหลักฐาน หากพิสูจน์ได้ว่าพวกเจ้าเกี่ยวข้องกัน ถึงตอนนั้นก็ยากที่จะพ้นโทษหลอกลวงนี้ของปู่เจ้าได้”

หลี่หลงทราบดีว่าที่ยังลืมตาตื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง เป็นเพราะเด็กหญิงตรงหน้า ความจริงเขามิได้อยากสร้างเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เพราะจนปัญญาแล้วจริงๆ

เซวียนกวงไปเชิญนางมาหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ อีกทั้งตาเฒ่าสกุลหลัวนี่ก็พาคอตนเองมาให้เขาใช้ประโยชน์ถึงที่

เมื่อเซวียนกวงเล่าว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันแท้จริงกับเหยาอวี้อย่างไร …เขาจึงไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ไปได้

เจียงมู่ไป๋ทอดสายตามองภาพตรงหน้าอย่างเย็นเฉียบ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวออกมาด้านหน้าเล็กน้อย ยืนขนาบข้างเหยาอวี้โดยไม่เร่งรีบ ท่าทางสงบนิ่ง หากแต่แฝงอำนาจกดดันบางอย่างจนบรรยากาศในห้องเงียบลงโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่หลี่หลงที่เป็นถึงไท่จื่อยังเผลอมองใบหน้านั้นแล้วทอดถอนใจ

ช่างเป็นชายหนุ่มที่งดงามจริงๆ…

“กฎหมายบ้านเมืองให้ความสำคัญกับหลักกตัญญู…ก็จริง” เขาเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “แต่กฎหมายเดียวกันนั้น ก็ให้ความสำคัญกับทะเบียนครัวเรือน และสถานะตระกูล เช่นกัน”

เขาเหลือบสายตามองไปยังร่างของหลัวเหอที่ถูกโบยจนแทบหมดสภาพ ก่อนจะกล่าวต่อ

“ผู้ใดอยู่ในทะเบียนบ้านใด ก็ย่อมถือเป็นคนของตระกูลนั้น หากถูกขับออก แยกบ้าน กระทั่งเปลี่ยนสกุลอย่างถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายย่อมสิ้นสุด”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองขุนนางผู้นั้นตรงๆ

“คุณหนูสี่เจียงในวันนี้ อยู่ในทะเบียนของสกุลเจียง มิใช่สกุลหลัว นี่คือข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับ มิใช่เพียงคำกล่าวลอยๆ”

น้ำเสียงของเขายังคงเรียบ แต่กลับกดต่ำลงเล็กน้อย

“ส่วนคำว่าสายเลือด…เป็นเพียงเรื่องของคุณธรรม มิใช่ข้อผูกมัดทางอาญา”

เขาก้าวเข้าไปอีกก้าว สายตาคมกริบขึ้นเล็กน้อย

“หากเพียงเพราะมีสายเลือดเดียวกัน ก็ต้องร่วมรับโทษด้วย เช่นนั้นขอถามพระองค์ ในราชสำนักนี้ มีผู้ใดไม่เกี่ยวดองกันบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”

ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศในห้องนิ่งงันลงทันที

เจียงมู่ไป๋ไม่รอคำตอบ เขาเอ่ยต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ

“คดีนี้ เป็นการหลอกลวงของหลัวเหอแต่เพียงผู้เดียว เขาอ้างตนเกินจริง หลอกลวงเบื้องสูง ย่อมต้องรับโทษตามกฎหมาย”

“ส่วนเหยาอวี้…”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยชื่อของนางอย่างหนักแน่น

“มิได้มีส่วนรู้เห็น มิได้ให้การยินยอม และมิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้นแม้แต่น้อย”

สายตาของเขาสงบนิ่ง แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกกดดันอย่างประหลาด

“หากยังจะยกเรื่องสายเลือดมาโยงเอาผิด เช่นนั้นกฎหมายนี้…เกรงว่าจะกลายเป็นเครื่องมือเล่นงานผู้บริสุทธิ์ มากกว่ารักษาความยุติธรรม”

คำพูดสุดท้ายจบลงอย่างแผ่วเบา แต่กลับหนักหน่วงพอจะทำให้ทั้งห้อง…เงียบงันไร้เสียงใดตอบกลับ

“สมกับเป็นอั้นโฉ่ว”

หลี่หลงที่ได้ฟังกลับมิได้ตำหนิ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเปิดเผยสถานะของตนออกมาก็ตาม มองดวงตาที่เหมือนแม่เสือปกป้องลูกน้อยของเขาแล้ว ก็รู้ได้ว่าไม่อาจใช้ไม้แข็งกับคนอย่างเขา

อีกทั้งตนเองมีท่านตาเป็นถึงไท่ฟู่[1]ย่อมชื่นชมบัณฑิตที่มีความรู้

หากเป็นไปได้ เขาก็อยากได้คนผู้นี้เป็นคนของเขา แต่ดูจากท่าทียอมหักไม่ยอมงอของเขาแล้ว หลี่หลงก็ได้แต่กลับสู่เป้าหมายเดิม

“แต่…หากมิใช่เพราะเขากล่าวอ้างว่าเจ้าเรียนรู้วิชาแพทย์จากเขา เซวียนกวงย่อมไม่หลงกล”

เหยาอวี้ที่ได้ยินก็กำหมัดทันที

ตาแก่นี่ขยันหาเรื่องให้นางเก่งจริงๆ

แต่นางจะแก้ตัวอย่างไร หากบอกว่าไม่ใช่…แล้วที่ใช่เล่า?

แท้จริงแล้วนางเรียนรู้วิชาแพทย์จากที่ใด? นางจะตอบได้จริงๆ หรือ

สุดท้ายเด็กหญิงก็ได้แต่จำใจไม่คิดจะรื้อฟื้นเรื่องใดอีก

“ข้าจะรักษาให้ท่าน แต่แค่รักษาเท่านั้นเพคะ” …นางมิอยากเกี่ยวข้องอีก จึงพูดต่อว่า “บางคนเรียนห้องเดียวกัน ตำราเหมือนกัน ก็ใช่ว่าจะเก่งเท่ากัน ดังนั้นต่อให้วิชาแพทย์ของหม่อมฉันเรียนมาจากสกุลหลัว ก็ใช่ว่าคนสกุลหลัวจะมีความสามารถเพคะ”

ในเมื่อเจียงมู่ไป๋เปิดเผยไปแล้ว เหยาอวี้ก็ไม่ต้องทำตัวไร้เดียงสาว่าไม่รู้ฐานะคนตรงหน้า อีกทั้งเจ้าตัวยังมาข่มขู่ด้วยเรื่องหลอกลวงเบื้องสูง ต่อให้พวกนางจะทำเป็นไขสือก่อนหน้า ตอนนี้ก็ไม่อาจทำได้แล้ว

“พูดตามสบายเถิด ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นผู้มีพระคุณ ข้าย่อมไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ”

ตอนนี้เขาเหนื่อยกับการลืมตาเหลือเกิน แต่เพราะยังมีหลายสิ่งที่ต้องทำ เขาจึงไม่อาจตัดใจทิ้งมันได้ กระทั่งยื้อชีวิตมาทุกวัน หนึ่งวันก็คือชีวิต แม้จะทรมาน แต่ก็ไม่อาจละทิ้ง

เหยาอวี้ถอนหายใจอย่างไม่เก็บอาการ ชีวิตแรกของนางก็เป็นเช่นนี้ ขอเพียงมีเงินและอำนาจ ใครบ้างที่ไม่อยากเชิญนางเข้าพบ

และเพราะเคยประสบ นางจึงหลีกเลี่ยงเท่าที่ทำได้ตามกำลัง เพราะรู้ดีว่าหากดื้อเพ่งไม่ยอมอ่อนข้อ บางครั้งบทสรุปของเรื่องราวอาจจะหนักหนาเกินรับไว้

ยิ่งตอนนี้นางมีห่วงเพิ่งขึ้น จึงไม่อาจเอาเจียงมู่ไป๋มาเสี่ยงไปกับตน

อีกทั้งการรักษาคนก็ได้บุญกุศลไม่ใช่หรือ มิเช่นนั้นนางจะตั้งโต๊ะตรวจโรคไปทำไม ล้วนแต่เพื่อบุญกุศลทั้งนั้น

ตอนนี้เหตุผลที่เหยาอวี้ขยันออกตรวจก็เรียบง่ายมาก หนึ่งก็คือ เมื่อสิ้นอายุไขยนางจะได้กลับเป็นเซียนอีก แถมนางยังมีท้อหยกเซียนในร่าง แค่คิดก็รู้แล้วว่าหนทางบนสวรรค์ของตนต้องสดใสเพียงใด

ส่วนประการที่สอง นั่นก็คือน้ำจากสระเหยาฉือนั่น กับสัมผัสฟ้าดินอย่างไรเล่า

ระหว่างเดินทางก่อนถึงเมืองหลิงหยวน หลังรอจนเจียงมู่ไป๋นอนหลับ นางได้ทดลองเรียกน้ำทิพย์นั่นดู ผลปรากฎว่าเพียงแค่สิบหยด เหยาอวี้ก็ถึงกับคางเหลืองสลบเหมือดไปไม่รู้ตัว กระทั่งชายหนุ่มตื่นมาตอนเช้ายังตกใจ โชคดีที่ไม่นานนางก็ตื่นขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

ใบหน้าซูบซีด ขอบตาดำคล้ำ เหมือนร่างกายถูกซูบน้ำออกทั้งตัว ยามนั้นขณะว่าตื่นอยู่นางยังรู้สึกตาลาย หิวโหย จนทานโจ๊กไปถึงสามถ้วยจึงกลับมามีเรี่ยวแรงขึ้นมา

ต่อมาเมื่อจับชีพจรให้ชายหนุ่มอีกครั้ง นางก็ไม่รับรู้ถึงสัมผัสฟ้าดินเช่นคราวก่อนอีก

ถึงตอนนั้นนางจึงได้รู้ว่าสัมผัสฟ้าดิน และการเรียกใช้น้ำทิพย์จากสระเหยาฉือ ล้วนสัมพันกับค่าบุญกุศลที่นางทำ อีกทั้งการเรียกน้ำทิพย์นั้นยังใช้สมาธิภายในมหาศาล ต่อไปนางคงต้องฝึกฝนร่างกายสักหน่อยแล้ว การมีร่างกายที่แข็งแรงย่อมเป็นเรื่องที่ดี

จากนั้นเด็กหญิงก็คิดเรื่องตรวจโรคไม่คิดเงินขึ้น ส่วนเจียงมู่ไป๋ที่แม้จะไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่ขัดสิ่งที่นางอยากทำ ทั้งยังให้คนไปตัดไม้มาทำโต๊ะตรวจโรคให้นางอีก

เช่นนั้นตลอดสองสามวันนี้ นางจึงกลับมาใช้สัมผัสฟ้าดินได้บ้างแล้ว

ส่วนเรื่องน้ำจากสระเหยาฉือนั้น คงต้องรออีกสักพักไปก่อน

คือเอาเข้าจริง ถ้าเป็นไปได้ หากไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรง นางคิดว่าจะไม่เรียกมันอีกแล้วด้วยซ้ำ ความรู้สึกไร้ซึ่งเรี่ยวแรง หิวโหยจนตาลายเช่นนั้น รู้สึกทรมานยิ่งนัก

สมแล้วที่เจ้าท้อหยกได้เตือนนางว่า…ไม่ง่าย


 

เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว คนสกุลหลัวก็หมดความจำเป็นลงในทันที

คำสั่งถูกถ่ายทอดอย่างเงียบงัน หากแต่เด็ดขาด

หลัวเหอและหลัวเหวินที่ยังคงหมดแรงจากการถูกโบย ถูกองครักษ์สองนายลากออกไปอย่างไม่ใยดี ร่างที่อ่อนปวกเปียกถูกครูดไปกับพื้นหิน ก่อนจะถูกโยนทิ้งไว้นอกกำแพงเมือง ราวกับเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า

ลมเย็นพัดผ่าน กลิ่นดินชื้นปะทะใบหน้า หลัวเหอไอออกมาอย่างแรง เลือดปนลมหายใจ ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างจนแทบไม่อาจขยับ

ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติ

เสียงโครมครามก็ดังขึ้นไม่ไกลนัก

ร้านสมุนไพรของตระกูลหลัว ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นได้ไม่นาน ถูกองครักษ์บุกพังอย่างไม่ปรานี กระสอบสมุนไพรถูกเหวี่ยงกระจัดกระจาย ขวดโหลแตกกระจาย กลิ่นยาฟุ้งไปทั่วอากาศ

หลัวเซินที่เห็นภาพนั้นถึงกับหน้าซีด รีบถอยหลังโดยไม่กล้าเข้าไปขัดขวางแม้แต่น้อย

“พอแล้ว! พอแล้ว! พวกข้ามิได้เกี่ยวข้อง!” เขาร้องเสียงสั่น แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ

องครักษ์นายหนึ่งเตะกระสอบสมุนไพรจนแตก ก่อนจะหันมามองคนตระกูลหลัวทั้งหมดด้วยสายตาเย็นชา

“ฟังให้ดี”

เสียงของเขาดังขึ้นชัดเจน ทุกถ้อยคำเหมือนมีดคมกริบกรีดลงกลางอากาศ

“ต่อไปนี้…ห้ามพวกเจ้าทุกคนยุ่งเกี่ยวกับคุณหนูสี่เจียงอีกแม้แต่น้อย”

เขากวาดสายตามองทีละคน จนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา

“หากยังกล้าเอ่ยอ้างความสัมพันธ์กับนางอีก…”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะยกเท้าขึ้นเหยียบเศษไม้ที่แตกอยู่ใต้เท้า เสียงดังเปรี๊ยะราวกับเป็นสัญญาณเตือน

“ข้าจะให้คนมาตีให้ตาย!”

คำขู่นั้นหนักแน่นจนไม่มีใครกล้าสงสัยในความจริง

องครักษ์อีกนายถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจ

“ถุ้ย! ยังกล้าอวดอ้างว่ามีวิชาหมอเก่งกาจ” เขาแค่นเสียง “ความรู้เท่าหางอึ่ง ยังกล้ามาหลอกลวงผู้คน!”

เสียงหัวเราะเย็นๆ ดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง

ไม่มีใครรู้…ว่าคำสั่งทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วมาจากเซวียนกวง

ชายชราผู้นั้นยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

เขาถูกหลอก!!

และมิใช่เพียงหลอกธรรมดา หากแต่เกือบทำให้เรื่องลุกลามไปถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้

หากปล่อยให้หลัวเหอยังมีโอกาสพูดจาเพ้อเจ้ออีกครั้ง เรื่องนี้ย่อมย้อนกลับไปทำร้ายเหยาอวี้ในภายหลัง

ดังนั้น เขาจึงต้องทำให้มันจบอย่างเด็ดขาด

อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วคนพวกนี้ทั้งหมดต้องถูกนำไปประหารเท่านั้น แต่เพราะไม่อยากให้เรื่องราวถูกสืบคนรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของหลี่หลง เขาจึงให้ทำเพียงเป็นเรื่องการหลอกลวงผู้มีอำนาจในจวนแม่ทัพเท่านั้น

หลัวเซินและคนตระกูลหลัวคนอื่นๆ ยืนตัวแข็งอยู่ท่ามกลางความพินาศของร้านสมุนไพร ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมา

ความโลภก่อนหน้า…

บัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวลึกถึงกระดูก








 

[1]ไท่ฟู่ = พระอาจารย์ของฮ่องเต้