ตอนที่ 145
ตอนที่ 145
ตอนที่ 145
ไท่จื่อแม้จะอายุน้อยกว่าเจียงมู่ไป๋ แต่ดูเหมือนว่าจะสะสมพิษมากกว่าชายหนุ่มมาก
นี่เป็นเรื่องที่เหยาอวี้คิดไม่ตก ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้
อาจจะเป็นเพราะพี่รองของนางรับพิษมาแค่ช่วงระยะหนึ่งหรือไม่? แล้วก็ไม่ได้รับแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือมีช่วงไหนที่ไม่ได้อยู่ในจวน หรือไม่ก็อยู่นอกจวน แต่จากที่นางรับรู้มา คือ น้อยมากที่คุณชายรองสกุลเจียงจะออกจากจวน
ที่เหยาอวี้สับสนย่อมเป็นเพราะนางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพิษนี้มาจากที่ใดกันแน่ เป็นคนนอกหรือคนใน จึงทำให้เด็กหญิงคาดเดาได้ยาก
แต่อาการนี้ดูก็รู้ว่าเกิดจากการสะสมมาเรื่อยๆ จนการเป็นพิษต่ออวัยวะภายในทั้งหมด และกลายเป็นโรคที่รักษาไม่หาย การตรวจจับชีพจรของทั้งสองเทียบกันยิ่งทำให้เหยาอวี้มองเส้นทางชีวิตของเจียงมู่ไป๋ก่อนหน้าไม่ออก
แต่สุดท้ายก็ทิ้งมันไว้ก่อน
โชคดีที่หลงกู่ชิงนี้มีอายุมากกว่าที่นางเคยใช้กับเจียงมู่ไป๋มาก สรรพคุณของมันจึงพอที่จะใช้มันถอนรากพิษให้กับไท่จื่อองค์นี้ได้
แต่ก็ยังต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็ต้องแช่ยาอีกสองครั้ง ซึ่งก่อนการแช่ยาทุกครั้ง จะต้องบำรุงจนไท่จื่อมีร่างกายที่เสถียร์พอที่จะทำการรักษา
ทว่าการแช่ยาก็ยังทำไมได้ในเร็ววัน เพราะร่างกายของไทจื่อยังต้องการการบำรุงอีกสักหน่อย ดูเหมือนว่านางอาจจะต้องอยู่เมืองหลิงหยวนสักพักแล้ว
ไม่นานนักกระโจมของสกุลเจียงก็ถูกเก็บเรียบร้อย จากนั้นอาไฉก็ลำเรียงรถม้าเข้าสู่จวนแม่ทัพของหลิงหยวนโหว
จวนใหญ่ของหลิงหยวนโหวประกอบด้วยเรือนร้างน้อยใหญ่จำนวนหนึ่ง
ส่วนใหญ่เกิดจากพระราชดำริของฮ่องเต้ทั้งนั้นที่อยากปูนบำเหน็จให้คนมาสร้างเพิ่มเรื่อยๆ
แต่ท่านโหวผู้นี้กลับไม่มีฮูหยิน แม้แต่ถงฟางก็ไม่มี ทำให้หลายเรือนล้วนแต่เป็นที่พำนักของทหารคนสนิทใช้พักผ่อนยามเข้าเมือง แต่แท้จริงแล้วล้วนแต่อยูู่ที่ค่ายทหารนอกเมืองซะมากกว่า
และเพราะภัยพิบัติน้ำท่วมนี้ทำให้เขาต้องกลับมาสั่งการที่จวน เพื่อดูแลชาวเมืองและผู้อพยพที่ล้นเมือง
อีกทั้งยังไม่คาดคิดว่าจะต้องต้อนรับราชนิกูลผู้หนึ่งด้วย
นอกจากนั้นยังไม่พอ สมกับคนจากราชวงศ์ ถึงกับต้องการแบ่งพื้นที่จวนใกล้กันให้กับคนจากตระกูลคหบดีอีกด้วย
แต่เขาจะกล่าวสิ่งใดได้
มองคนตรงหน้าที่นั่งตำแหน่งประธานแทนที่ตนในห้องโถง
หากพูดตามความเป็นจริงนี่เป็นเกียรติด้วยซ้ำ
แต่เกียรติยศนี้ใครอยากได้ก็เอาไป
หากเขาอยากใกล้ชิดคนจากราชวงศ์จะมาเฝ้าชายแดนไปเพื่ออันใด
หลิงหยวนโหวแสดงสีหน้ารำคาญอย่างไม่ปิดบัง
กระทั่งฮ่องเต้เขายังไม่ระวัง แล้วหวงไท่จื่อที่แต่งตั้งขึ้นมาส่งๆ นี่ เขายังต้องเกรงใจด้วยหรือ?
หลี่หลงย่อมรู้ดีว่าคนตรงหน้าใจกล้ายิ่งกว่านี้
นี่คือแม่ทัพใหญ่ ที่กอบกู้ดินแดนทางใต้จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์โหว มิใช่จากการสืบทอด
ดังนั้นต่อให้เสด็จพ่อของเขามาเองก็ยังต้องไว้หน้าถึงสามส่วน
เขาที่สามารถเข้าพักได้ก็ถือว่าในสิทธิในการเป็นคนของราชวงศ์ มิเช่นนั้นอย่าว่าแต่พักเลย แค่เข้าประตูจวนก็ไม่ง่าย
หลิงหยวนโหวขึ้นชื่อเรื่องถือตัวและไม่ไว้หน้าใครเป็นที่สุด เคยมีขุนนางจำนวนมากที่อยากประจบเข้าหาเขา ไหนจะยศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่ง หญิงสาวมากมากย่อมยินดีที่จะเสนอตัวให้เขา
แต่คนเหล่านั้นตอนนี้คงมียอดหญ้าขึ้นท่วมหลุมศพสูงสิบฉื่อแล้วกระมัง เรื่องนี้ทำให้เมืองหลิงหยวนไม่กล้ามีขุนนางใดสร้างเรื่องมากที่สุด
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนหลิงหยวนโหว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ
หลี่หลงนั่งอยู่ตำแหน่งประธานอย่างสงบ สีหน้าสุขุมไม่แสดงอารมณ์แม้แต่น้อย ขณะที่หลิงหยวนโหวยืนอยู่เบื้องล่างเล็กน้อย มือไพล่หลัง ท่าทางผ่อนคลาย แต่แฝงความแข็งกร้าวโดยธรรมชาติ
“กู[1]ต้องขอบคุณท่านโหว ที่อำนวยความสะดวกให้เข้าพักในจวน” หลี่หลงเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงสุภาพแต่ไม่อ่อนแอ
หลิงหยวนโหวหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ไท่จื่อกล่าวเกินไปแล้ว” เขาตอบอย่างไม่ยกยอ “ทว่าจวนแห่งนี้กันดารนัก มิอาจเทียบวังหลวงได้ เกรงว่าจะต้อนรับไม่ทั่วถึง หากน้ำลดแล้ว…ก็ควรรีบเสด็จกลับ จะได้ไม่ต้องลำบากอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนห่วงใย แต่แฝงนัยชัดเจนว่า รีบกลับไปซะ…
หลี่หลงได้ยินก็เพียงยิ้มบาง รอยยิ้มสุภาพไม่เผยความคิดในใจแม้แต่น้อย
แม้จะอายุเพียงสิบสอง แต่ไท่จื่อผู้นี้ก็มีความอดทนอดกลั้นกว่าเด็กทั่วไป
“กูก็อยากทำเช่นนั้น ทว่าช่วงนี้สุขภาพย่ำแย่อาจจะต้องอยู่ไปสักระยะก่อน” เขาเอ่ยเรียบๆ “อีกอย่างระหว่างทาง กูได้พบสหายสองคน หากพวกเขาได้อยู่ใกล้ๆ ก็คงอุ่นใจไม่น้อย”
หลิงหยวนโหวชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกดอารมณ์ลง
“เช่นนั้น…ก็สุดแล้วแต่พระราชประสงค์”
น้ำเสียงเรียบ แต่แววตากลับเข้มขึ้นเล็กน้อย
หลี่หลงพยักหน้า “วันนี้ กูพาพวกเขามาคารวะท่านโหวด้วย”
ยังไม่ทันที่หลิงหยวนโหวจะได้กล่าวสิ่งใด เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น
เป็น…เจียงมู่ไป๋…และเหยาอวี้
ทันทีที่สายตาของหลิงหยวนโหวตกลงบนทั้งสอง ร่างสูงใหญ่ก็ชะงัก
มิใช่ความตื่นตะลึงต่อใบหน้าของเจียงมู่ไป๋ สำหรับหลิงหยวนโหวนั้นไม่ความงามใดที่จะมาสั่นคลอนจิตใจของเขาได้แล้ว
แต่เป็นใบหน้าเล็กๆ ของเด็กหญิงผู้นั้น
แววตาของหลิงหยวนโหวสั่นไหวเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเรียบนิ่งดังเดิม
เจียงมู่ไป๋ก้าวออกมาครึ่งก้าว ค้อมศีรษะอย่างเหมาะสม
“ข้าน้อย เจียงมู่ไป๋ หลานชายลำดับสองแห่งสกุลเจียงจากเหออัน” เขาผายมือเล็กน้อยไปทางเด็กหญิงข้างกาย “ส่วนนาง เป็นน้องสาวบุญธรรมของข้า เจียงเหยาอวี้ อยู่ลำดับสี่”
น้ำเสียงของเขาสงบ แต่แฝงความเคารพอย่างแท้จริง เพราะคนตรงหน้าคู่ควรแก่ความเคารพ
หลิงหยวนโหวหรี่ตาลงเล็กน้อย
“สกุลเจียง…ที่ทำกิจการผ้าไหมจากเหออัน?”
“ขอรับ”
“แล้วเหตุใดจึงเป็นน้องสาวบุญธรรม” เขาถามต่อ “นางกำพร้าหรือ”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศนิ่งลงเล็กน้อย
“ขอรับ” เจียงมู่ไป๋ตอบสั้นๆ ไม่คิดจะอธิบายเพิ่ม
เพียงคำเดียว
แต่กลับทำให้หลิงหยวนโหวนิ่งงันไปชั่วขณะ สีหน้าที่แข็งกร้าวคล้ายถูกบางสิ่งกระทบ รู้สึกสะเทือนใจจนกล่าวไม่ออก
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปเรียก
“ทหาร!”
ชายร่างกำยำก้าวเข้ามาทันที
“ให้แขกทั้งสองไปพักที่เรือนหงเหมย…จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
คำสั่งนั้นทำให้ทหารผู้นั้นถึงกับชะงัก
“ขอรับ…?”
ยังไม่ทันได้ถามต่อ ก็ถูกสายตาของหลิงหยวนโหวกดดันจนรีบค้อมศีรษะ
“ขอรับ!”
ขณะเดียวกัน ฝานซูเมิ่งที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงก็ถึงกับหยุดนิ่ง มองภาพตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ
เรือนหงเหมย…?
นั่นมิใช่จวนที่สร้างไว้เพื่อรอท่านน้าซินหรอกหรือ?
หรือว่าท่านพ่อบุญธรรม…จะหลงเสน่ห์ใบหน้าหล่อเหลานั้น?
แต่ฝานซูเมิ่งยังไม่ทันได้คิดต่อ หลิงหยวนโหวก็หันกลับมาแล้ว
ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่มีความสำคัญ
หลี่หลงเองก็เลิกคิ้วเล็กน้อย แม้ไม่เข้าใจ แต่เดาได้ว่านั่นคงเป็นจวนสำคัญจวนหนึ่งเพราะชื่อดี ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“มิต้องให้ท่านโหวลำบาก เพียงจัดเรือนใกล้กูก็เพียงพอ”
ทว่าหลิงหยวนโหวกลับโบกมือเล็กน้อย ไม่สนใจมารยาทด้วยซ้ำ
“ในเมื่อเป็นสหายของไท่จื่อ ย่อมต้องต้อนรับให้ดีพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงหนักแน่นจนไม่อาจปฏิเสธ
คำพูดนั้นทำให้ฝานซูเมิ่งขมวดคิ้วลึก
นี่มิใช่แค่ดีแล้ว มันดียิ่งกว่าการต้อนรับองค์ไท่จื่อเสียอีก
…แน่นอนว่าย่อมไม่พูดออกไป
หลิงหยวนโหวหันไปมองทั้งสามอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย
“อย่างไรก็เป็นแขก เย็นนี้ก็อยู่ทานอาหารด้วยกันเถิด ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวคล้ายเชิญชวน “แม้เป็นเมืองชายแดน แต่อาหารป่าของหลิงหยวนก็ขึ้นชื่อไม่น้อย พวกเจ้าอาจจะชอบ”
ถ้อยคำฟังดูเหมือนกล่าวกับสหายของไท่จื่อทั้งสอง แต่มีเพียงเจ้าตัวที่รู้ดีว่ากำลังเชิญชวนใคร
เหยาอวี้ที่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาดอกท้อพลันเป็นประกาย ก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กๆ คาดหวังอย่างไม่ปิดบัง
รอยยิ้มนั้นเรียบง่าย…แต่จริงใจที่คุ้นเคยนั้น
และเพียงแค่นั้น
หลิงหยวนโหว ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าไม่ไว้หน้าใครและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
…กลับรู้สึกเต็มตื้นในอกขึ้นมา
ส่วนทางด้านไท่จื่อหากจะบอกว่าไม่แปลกใจ ก็จะงงมาก เพราะเขาอยู่ในจวนนี้มาสองวันแล้ว เป็นครั้งแรกที่เจ้าของจวนเพิ่งสำนึกได้ว่าต้องเลี้ยงรับรองแขก!!!
[1] กู (孤 - Gū): แปลว่า “ข้าผู้โดดเดี่ยว” เป็นคำโบราณที่ผู้ครองแคว้นหรือรัชทายาทใช้แทนตัวเพื่อแสดงความถ่อมตนแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ (มักพบในยุคสามก๊กหรือก่อนราชวงศ์ถัง)