ตอนที่ 14
ตอนที่ 14
ตอนที่ 14
เมื่อทุกอย่างในโถงโรงเตี้ยมเริ่มเป็นระเบียบ จางซื่อจึงพาบุตรสาวขึ้นห้องพักชั้นสอง ห้องมุมที่ลมพัดผ่านได้ดี ประตูปิดลง เสียงตลาดด้านล่างเหลือเพียงเบาๆ
ในห้องมีเพียงเตียงสองเตียง โต๊ะเล็กหนึ่งตัว และแสงแดดอ่อนลอดในช่วงเย็นจากหน้าต่าง
จางซื่อยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “เหยาเอ๋อร์…” น้ำเสียงนั้นมิใช่ดุดัน หากเต็มไปด้วยความสับสน “เจ้าจำเรื่องตอนเด็กได้แล้วหรือ?”
หลัวเหยาอวี้ชะงัก
ตอนเด็ก?
ในใจนางอดคิดไม่ได้…ตอนนี้นางก็ยังถูกมองว่าเป็นเด็กมิใช่หรือ แต่นางไม่แสดงออก เพียงเงยหน้ามองมารดาอย่างสงบนิ่ง แล้วส่ายหน้าเบาๆ
การส่ายหน้านั้นมิใช่เพียงปฏิเสธคำถาม หากเป็นการยอมรับอย่างหนึ่ง การที่จางซื่อถามนางเช่นนี้ แปลว่าแท้จริงแล้วเจ้าของร่างนี้ก็มิได้มีความทรงจำก่อนหน้าเช่นเดียวกับนาง ดังนั้นการยอมรับไปเลยจะง่ายกว่าการสร้างเรื่องใหม่
จางซื่อทำสีหน้าประหลาดใจ “งั้น…เช่นนั้นเจ้ารู้วิชาหมอได้อย่างไร” ตอนแรกนางเข้าใจว่าบุตรสาวอาจจำเรื่องในตอนเด็กว่านี้ได้ นางจึงตื่นเต้นไปก่อนหน้า เพราะคิดว่านางจำคนผู้นั้นได้
หลัวเหยาอวี้มองปฏิกิริยานั้นอย่างแหลมคม คำพูดทำนองที่ว่าอ่านตำรามาเหมือนตอนอ้างกับพวกนายท่านสกุลหลัวนั้นคงใช้กับมารดาไม่ได้
นางจึงเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับลังเล ก่อนกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “ช่วงที่ข้าสลบไปจากอาการบาดเจ็บ…ในนั้น ข้าฝันเจ้าค่ะ”
จางซื่อขมวดคิ้ว
“ฝัน?”
หลัวเหยาอวี้พยักหน้า “ข้าฝันว่ามีเซียนหมอผู้หนึ่ง มาสอนวิชาข้า สอนตำรับยา สอนข้าเรื่องชีพจร สอนข้าเรื่องหยินหยาง และสมดุลธาตุของคนเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเรียบๆ ราวกับเล่าเรื่องธรรมดา
คำพูดนั้นเหนือธรรมชาติไปบ้าง แต่ในยุคสมัยนี้ เรื่องเช่นนี้มิใช่ไม่มีแบบอย่าง ผู้คนเชื่อเรื่องนิมิต ฝันเห็นเทพ ฝันเห็นบรรพชนมอบวิชา มิใช่เรื่องแปลกใหม่
อีกทั้ง…เด็กหญิงวัยแปดขวบจะมีวิชาล้ำลึกเช่นนี้ได้อย่างไร หากมิใช่ได้รับถ่ายทอดจากสิ่งที่เกินสามัญ
จางซื่อนิ่งไปนาน สีหน้าเปลี่ยนจากตกใจ เป็นครุ่นคิด แล้วกลายเป็นลังเล
นางไม่อาจหาสิ่งใดมาโต้แย้ง เพราะสิ่งที่เห็นวันนี้ล้วนเป็นความจริง
บุตรสาวรักษาคนสองคน และผลลัพธ์ชัดเจนเกินปฏิเสธ ท้ายที่สุด จางซื่อถอนหายใจเบาๆ
“เรื่องนี้…ห้ามบอกผู้ใด” น้ำเสียงจริงจังขึ้นทันที จางซื่อเดินเข้ามาจับมือบุตรสาวแน่น
หลัวเหยาอวี้พยักหน้า นางรู้ดี ในยุคสมัยเช่นนี้ การมีเหตุเหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้ มิใช่เรื่องดี คนเก่งเกินวัย อาจถูกอิจฉา คนมีสิ่งเหนือธรรมชาติ อาจถูกหวาดกลัว และต้องทำลาย ทั้งสอง ล้วนไม่ปลอดภัย
หลัวเหยาอวี้มองมือที่หยาบกร้านของมารดา บางครั้ง…เรื่องเล่าก็มีประโยชน์กว่าความจริง นางเพียงตอบสั้นๆ
“ข้าจะระวังเจ้าค่ะ”
หลังความลับเรื่องเซียนหมอในความฝัน ถูกเก็บเงียบไว้ในห้องเล็ก จางซื่อกลับนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้ายังไม่คลายความสับสน
“แล้วเจ้าจะมาเป็นหมอที่นี่หรือ” นางถามในที่สุด “แล้วบ้านสกุลหลัวจะทำเช่นไร”
คำถามนั้นมิใช่เพียงเรื่องสถานที่ทำมาหากิน แต่มันหมายถึงสายสัมพันธ์ หมายถึงคุณธรรม หมายถึงจารีตที่สตรีพึงยึดถือ
หลัวเหยาอวี้มิได้ตอบทันที นางมองมารดาอย่างพิจารณา “ไหนท่านแม่บอกว่า พวกเขาก็ไม่ต้องการเราแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงนางมิได้ก้าวร้าว หากเรียบสงบ “ตอนนี้เรามีเงินตั้งหลายสิบตำลึงแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องกลับไปให้พวกเขากดขี่อีก หรือว่าท่านแม่มีความคิดเห็นอย่างไร”
นางจงใจถาม เพราะรู้ดีว่าในยุคนี้ ความกตัญญูฝังรากลึก โดยเฉพาะในชีวิตของสตรี
อยู่บ้านเชื่อฟังบิดามารดา
แต่งออกเชื่อฟังสามี กตัญญูบิดามารดาของสามี
จารีตเช่นนี้มิใช่สิ่งจะตัดขาดได้ง่ายๆ อีกทั้งจางซื่อก็ยังถือว่าเป็นสะใภ้ของสกุลหลัว แม้สามีจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม
หลัวเหยาอวี้จึงเลือกถาม มิใช่บังคับ นางต้องค่อยๆ เปลี่ยนความคิด ไม่ใช่หักดิบ
จางซื่อนิ่งไปนาน แววตาที่เคยลังเล กลับค่อยๆ เย็นลงอย่างประหลาด “งั้น…ไม่ต้องกลับก็ดี” น้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่น
หลัวเหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย นางไม่คิดว่ามารดาจะไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดี
จางซื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอันใด
หลัวเหยาอวี้มิได้ซักไซร้ต่อ เพราะคำตอบนี้เพียงพอแล้ว
ไม่นาน ทั้งสองจึงตัดสินใจลงไปตลาด เมื่อก้าวออกจากโรงเตี้ยม ลมเย็นยามบ่ายพัดผ่าน แต่เสียงท้องร้องกลับดังกว่า ทั้งคู่มองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเบาๆ
“หิวแล้วเจ้าค่ะ” หลัวเหยาอวี้กล่าวตรงไปตรงมา
ตลาดยามบ่ายคึกคักกว่าช่วงเช้า ร้านค้าตั้งเรียงราย กลิ่นอาหารทอดลอยอบอวล
ก่อนออกจากโรงเตี้ยมได้นำก้อนตำลึงเงินไปแลกเป็นเหรียญอีแปะมาสองก้วน[1] ทำให้ในตัวตอนนี้พวกนางมีเงินอยู่สองพันอีแปะ แล้วก็เก็บก้อนตำลึงที่เหลือไว้ในโรงเตี้ยมล็อคห้องอย่างดี
จางซื่อพาบุตรสาวไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนน ก๋วยเตี๋ยวหมูหนึ่งชามราคาแปดอีแปะ เพิ่มไข่ลวกอีกสองอีแปะ จางซื่อสั่งสองชาม รวมยี่สิบอีแปะ
น้ำซุปใสร้อนๆ ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นทันที หลัวเหยาอวี้กินอย่างไม่สำรวมมากนัก เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง จางซื่อที่ไม่ได้กินอาหารดีดีมานานแล้วถึงกับน้ำตาซึมเล็กน้อย
หลังอิ่มแล้ว ทั้งสองจึงเดินดูร้านขายผ้า ชุดที่พวกนางที่สวมอยู่ปัจจุบัน แม้สะอาดแต่เก่าและมีรอยปะหลายแห่ง
ในร้านผ้ามีขายชุดสำเร็จรูปแขวนชุดผ้าฝ้ายเรียบๆ ไว้หน้าร้าน ชุดเด็กหญิงผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อน ราคาหนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะ อีกชุดสีเทาอ่อนหนึ่งร้อยสิบอีแปะ
จางซื่อลังเล หลัวเหยาอวี้กลับกล่าวทันที
“เอาสองชุดเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางยังเลือกชุดของมารดาอีกหนึ่งชุด สีฟ้าครามเข้ม กับฟ้าอ่อน ราคาชุดละหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ หลังจากเลือกชุดผ้าฝ้ายเรียบร้อยแล้ว หลัวเหยาอวี้มิได้รีบเดินออกจากร้าน นางเหลือบมองชั้นด้านในของร้าน ซึ่งแขวนผ้าคลุมบางๆ และผ้าปิดหน้าไว้เป็นพับๆ สีเรียบ ไม่สะดุดตา
จางซื่อกำลังลูบเนื้อผ้าชุดใหม่อย่างเงียบๆ จึงไม่ทันสังเกตว่าบุตรสาวกำลังพิจารณาสิ่งใด
หลัวเหยาอวี้เอ่ยกับเจ้าของร้าน “ผ้าปิดหน้าราคาเท่าไรเจ้าคะ”
แม่ค้าชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบ “ผ้าฝ้ายบางธรรมดา ผืนละยี่สิบห้าอีแปะ หากเป็นผ้าละเอียดหน่อยสี่สิบอีแปะ”
หลัวเหยาอวี้หยิบผ้าสีเทาอ่อนขึ้นมาดู เนื้อผ้าไม่บางเกินไปจนโปร่ง แต่ก็ไม่หนาจนอบอ้าว “เอาสองผืนเจ้าค่ะ แบบนี้”
จางซื่อหันมามองทันที “เจ้าจะซื้อผ้าปิดหน้าทำไม”
หลัวเหยาอวี้ตอบเรียบๆ “เราจะอยู่ในตำบล” นางเงยหน้ามองมารดา “ถึงอย่างไรข้าก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิง ท่านแม่ก็เป็นสตรี หากต้องพบปะคนแปลกหน้ามากมาย การปิดหน้าบ้างย่อมดีกว่า”
คำพูดนั้นทำให้จางซื่อนิ่งคิด ในยุคนี้ แม้จะไม่ถึงกับต้องคลุมหน้าตลอดเวลาเหมือนสตรีชั้นสูงในเมืองหลวง แต่สตรีที่ออกนอกเรือนบ่อย ย่อมถูกสายตาคนจับจ้องง่าย
ยิ่งหลัวเหยาอวี้กำลังจะตั้งโต๊ะรักษาคน พบชายแปลกหน้ามากมาย การมีผ้าปิดหน้าบางส่วนช่วยรักษากิริยาและชื่อเสียง จางซื่อพยักหน้าเบาๆ
“เจ้าคิดรอบคอบนัก”
หลัวเหยาอวี้มิได้ตอบ เพียงจ่ายเงินเพิ่มอีกห้าสิบอีแปะสำหรับผ้าสองผืน
คิดเป็นเงินทั้งหมดเพียงครึ่งตำลึงกว่าเอง เมื่อเทียบกับเงินหกสิบสามตำลึงในห้องแล้ว ถือว่าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรการใช้เงินครั้งนี้หากคนสกุลหลัวมาเห็นเข้าย่อมรู้สึกอยากผูกคอตายแน่นอน
จางซื่อมองผ้าชุดใหม่ในมืออย่างไม่คุ้นเคย สองปีที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้ซื้อของให้ตนเอง
หลัวเหยาอวี้ยื่นผ้าให้มารดา “จากนี้ไป เราไม่ใช่รองเท้าผุพัง[2]ที่ถูกกดขี่อีกแล้ว”
เมื่อออกจากร้าน ทั้งสองสวมผ้าปิดหน้าอย่างเรียบร้อย พร้อมเปลี่ยนชุดใหม่ทันที จางซื่อในชุดครามเข้ม ผ้าปิดหน้าสีเทาอ่อน ทำให้ใบหน้าที่ซูบเซียวดูสงบและสำรวมขึ้น
ส่วนหลัวเหยาอวี้ ผ้าปิดหน้าบังครึ่งล่างของใบหน้า เหลือเพียงดวงตาคมกริบที่มองโลกอย่างพินิจ
ในตลาด ผู้คนเดินผ่านไปมา ไม่มีใครสนใจสตรีสองนางเป็นพิเศษ หลัวเหยาอวี้พอใจ ทั้งคู่เดินซื้อของอีกสักหน่อยแล้วค่อยกลับโรงเตี้ยมด้วยกัน
[1] ก้วน (พวง) คือการนำเหรียญอีแปะ 1,000 เหรียญมาขายร้อยรวมกันเป็นพวง ซึ่งมักมีค่าเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน
[2] รองเท้าผุพัง เป็นคำเปรียบเปรยถึงสตรีที่ไม่ดี ไร้ค่า