LNCrawler

ตอนที่ 146

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 146

ตอนที่ 146


 

โต๊ะกลมไม้จันทน์ถูกจัดวางกลางห้องโถง กลิ่นหอมของอาหารค่อยๆ ลอยอบอวลไปทั่ว บรรยากาศที่เคยเคร่งขรึมกลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นของไอร้อนจากสำรับอาหาร

จานแล้วจานเล่าถูกยกขึ้นวางอย่างประณีต มิใช่อาหารหรูหราจากวังหลวง หากแต่เป็น รสชาติของชายแดน ที่หยิบเอาวัตถุดิบสดใหม่จากภูเขา ป่า และลำธาร มารังสรรค์อย่างพิถีพิถัน

กลางโต๊ะคือ ปลาแม่น้ำย่างเกลือห่อใบไผ่ ตัวปลาเนื้อแน่นถูกย่างจนหนังกรอบเล็กน้อย กลิ่นใบไผ่ซึมเข้าสู่เนื้อปลา เมื่อฉีกออก ไอร้อนพวยพุ่งพร้อมกลิ่นหอมธรรมชาติที่อบอวล

ถัดมาคือ แกงซุปกระดูกกวางตุ๋นเห็ดสนป่า น้ำแกงสีใสอมทอง ซึมซับความหวานจากกระดูกและเห็ดป่าหายาก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดินชื้นและไม้สน ทำให้เพียงสูดดมก็รู้สึกอบอุ่นไปถึงทรวง

ยังมี ไก่บ้านอบดินกับรากโสมป่า ที่ถูกห่อด้วยดินเหนียวแล้วนำไปอบทั้งตัว เมื่อทุบเปลือกออก เนื้อไก่นุ่มชุ่มน้ำ ซึมซับกลิ่นหอมของโสมและเครื่องเทศพื้นบ้านอย่างดี

อีกมุมหนึ่งเป็น หมูผัดซอสพริกป่าและน้ำผึ้ง ผิวด้านนอกกรอบเล็กน้อย ด้านในนุ่มละมุน ราดด้วยซอสหวานเผ็ดที่ตัดกันอย่างลงตัว

และสุดท้ายคือ ข้าวหุงใบไผ่ผสมธัญพืชป่า เมล็ดข้าวนุ่มหอม ผสมกับเมล็ดธัญพืชเล็กๆ ที่ให้สัมผัสกรุบเบา เคล้ากลิ่นใบไผ่ที่อบอวลอยู่ในถ้วยของทุกคน

อาหารแต่ละจานมิได้เน้นความหรูหรา หากแต่เน้นความสด และ รสชาติของวัตถุดิบ

หลิงหยวนโหวยืนมองโต๊ะอาหาร ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ

“ของพวกนี้…ทานกันที่ชายแดนเป็นปกติ อาจไม่ถูกปากคนจงหยวน[1] แต่ไม่รู้ว่าฝั่งเหออันที่ติดทะเลจะทานได้หรือไม่”

แม้จะกล่าวโดยภาพรวม แต่สายตากลับมองไปที่คนๆ เดียว

เหยาอวี้มองโต๊ะอาหาร ดวงตาเป็นประกายอย่างไม่ปิดบัง

ราวกับเพียงได้เห็น…ก็พึงพอใจแล้ว

และภาพนั้น ทำให้เจ้าของจวนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องการเลี้ยงรับรองแขกมาก่อน

รู้สึกว่า…มื้อนี้ อาจเป็นมื้อที่คุ้มค่าที่สุดเท่าที่เคยจัดมา

ขณะที่บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย ฝานซูเมิ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างยกตะเกียบขึ้น เตรียมจะคีบปลาแม่น้ำย่างที่อยู่ตรงหน้า

ทว่าในจังหวะนั้นเอง

“ซูเมิ่ง”

เสียงของหลิงหยวนโหวดังขึ้นเรียบๆ

ฝานซูเมิ่งชะงักเล็กน้อย ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วค้อมศีรษะรับคำ

หลิงหยวนโหวเอ่ยต่อ น้ำเสียงยังคงราบเรียบ หากแต่แฝงด้วยการตัดสินใจ

“นี่คือบุตรบุญธรรมของข้า เพิ่งจะสิบสี่ปี แต่เมื่อสองปีก่อนก็เคยคุมกองกำลังไปปราบพวกเกาซือมาแล้ว”

เขาหันไปมองมองไปที่แขกตัวน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก

“จากนี้…ให้ช่วยดูแลคุณหนูสี่เจียงแล้วกัน เจ้ายังเล็กมีคนคอยดูแลจะดีกว่า หากมีสิ่งใดขาดเหลือ ก็บอกได้”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะนิ่งไปชั่วขณะ

เจียงมู่ไป๋ที่กำลังเอื้อมมือไปตักซุปกระดูกกวางใส่ถ้วยเล็ก แล้วเลื่อนมาให้เหยาอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็พลันขมวดคิ้วไม่พอใจ

เหยาอวี้ก็เลิกคิ้วเช่นกัน

“ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด” เจียงมู่ไป๋ปฏิเสธอย่างชัดเจน “อย่างไรพวกข้าก็เป็นเพียงแขก แค่ที่พักก็เพียงพอแล้ว มิกล้ารบกวนบุตรบุญธรรมของท่านโหวขอรับ”

คำพูดนั้นสุภาพ…แต่แฝงระยะห่างอย่างชัดเจน เหยาอวี้ก็ลดท่าทีลงอย่างผ่อนคลาย

ส่วนหลิงหยวนโหว สายตาเข้มขึ้นนิดหนึ่ง

ท่าทีของเจียงมู่ไป๋ที่เหมือนแม่ไก่ปกป้องลูกไก่…ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก

แต่เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงกลับเชื่อฟังอีกฝ่ายอย่างดี มิได้มีท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย

เขาจึงเพียงกดอารมณ์ลง

“ซูเมิ่งเป็นสตรี” เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เพียงแต่นางแต่งกายเช่นนี้เพื่อความสะดวกในการทำงานเท่านั้น”

คำพูดนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดบางอยางก็ระลึกได้ว่าแท้จริงแล้วบุตรบุณธรรมของหลิงหยวนโหวมีตำแหน่งใดในกองทัพ จึงรู้สึกแปลกใจยิ่งกว่าเดิม

ให้บุตรบุญธรรมของหลิงหยวนโหว…มาดูแลคุณหนูตระกูลคหบดี?

ไม่ว่าอย่างไรก็ดูจะเกินไปอยู่บ้าง

แต่หลิงหยวนโหวกลับไม่สนใจความคิดของผู้ใดอีก เขาหันสายตาไปที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

“หมูผัดซอสพริกป่า แม้จะเผ็ดเล็กน้อย แต่ตัดด้วยน้ำผึ้งป่า รสจะออกหวานนำ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อช้าๆ “เจ้าน่าจะกินได้”

คำพูดนั้นจบลง

บ่าวหญิงด้านหลังรีบก้าวเข้ามา คีบเนื้อหมูชิ้นพอดีคำใส่ลงในถ้วยของเหยาอวี้ทันที

เด็กหญิงมองลงไปในถ้วยเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลิงหยวนโหวแวบหนึ่ง

แววตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ

เหยาอวี้ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าตนชอบรสหวาน

นางไม่พูดอะไร เพียงคีบขึ้นมาชิม

เนื้อหมูนุ่มด้านใน กรอบเล็กน้อยด้านนอก ซอสเคลือบเงาด้วยน้ำผึ้งป่าให้รสหวานนำ ก่อนจะตามด้วยความเผ็ดบางๆ ที่ค่อยๆ แผ่ซ่าน

นางเคี้ยวช้าๆ ดวงตาค่อยๆ เป็นประกายขึ้น

แม้จะเผ็ดเล็กน้อย…แต่กลับยิ่งกระตุ้นความอยากอาหาร

เหยาอวี้จึงคีบอีกคำหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

ภาพนั้น ทำให้หลิงหยวนโหวที่นั่งอยู่เงียบๆ รู้สึกเหมือนบางสิ่งในอก…คลายตัวลง

ส่วนหลี่หลงมองภาพนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เขาไม่แม้แต่จะคาดคิด เพราะชื่อเสียงของหลิงหยวนโหวนั้นโด่งดังมากเรื่องการไม่สนใจผู้ใด กลับปฏิบัติต่อเหยาอวี้แตกต่างชัดเจน

หรือว่าหลิงหยวนโหวจะป่วยหนัก แล้วรู้ว่านางมีความสามารถทางการแพทย์ จึงต้องเอาใจ

เพราะหากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิต ผู้ใดเล่าจะเปลี่ยนตัวเองได้เพียงนี้

โดยเฉพาะฝานซูเมิ่ง… หลี่หลงจ้องมองเด็กสาวในคราบบุรุษอย่างไม่เข้าใจ

ตอนที่กล่าวชื่อเขายังไม่คุ้น แต่เมื่อบอกว่าสามปีก่อน บุตรบุญธรรมของท่านโหวนำทัพไปปราบเผ่าเกาซือในวัยเพียงสิบสองปี เป็นเรื่องที่แม้แต่ขุนนางในท้องพระโรงยังตกใจ กลายเป็นตำนานเล่าขานที่เมืองหลวงตั้งหลายปี

ไม่คิดเลยว่าฝานตูเว่ย[2] ผู้นี้จะเป็นเพียงเด็กสาวผู้หนึ่ง

แต่ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะมองไม่ออก เพราะเด็กสาวนั้นตัวสูงมากจริงๆ แม้นางอายุสิบสี่ แต่ก็สูงกว่าเขา ทั้งยังสูงพอๆ กับคุณชายรองเจียงในตอนนี้อีกด้วย   


 

ไท่จื่อย่อมคาดเดาสาเหตุที่แท้จริงไม่ออก ทว่าฝานซูเมิ่งที่เริ่มเดาออกตั้งแต่เรือนหงเหมยกลับลอบมองเด็กหญิงกำพร้าผู้นี้หลายหน

กระทั่งมื้อเย็นจบลง ก็มีม้าเร็วจากเมืองหลวงมา แม้แต่ไท่จื่อยังถูกเรียกตัว ส่วนเจียงมู่ไป๋ก็ถูกไท่จื่อรั้งตัวไว้อีกทีเช่นกัน

เหยาอวี้จึงกลับเรือนกับฝานซูเมิ่ง เมื่อในห้องเหลือเพียงนางสองคน

เด็กหญิงที่รับรู้ได้ถึงสายตาลอบสำรวจจากอีกฝ่ายหลายครั้ง เพราะฝานซูเมิ่งไม่ได้คิดปิดบัง นางจึงกล่าวขึ้น “แม่นางฝานมีสิ่งใดจะถามข้าหรือไม่เจ้าคะ”

ฝานซูเมิ่งได้ยินก็กระพริบตาเล็กน้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตรงไปตรงมาเช่นนี้

“เจ้าเรียกข้าว่าซูเมิ่งก็ได้” ฝานซูเมิ่งบอกอย่างเป็นกันเอง

“เช่นนั้นท่านเรียกก็ข้าว่าเหยาอวี้เช่นกัน” เด็กหญิงยิ้มให้

ฝานซูเมิ่งพยักหน้า รู้สึกว่าอีกฝ่ายค่อนข้างแตกต่างจากคุณหนูในจวนพวกนั้นอยู่ จึงถามตรงๆ ว่า“ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่”

เหยาอวี้เลิกคิ้ว ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามเช่นนี้จากอีกฝ่าย แต่ก็ตอบตามความจริงว่า “แปดขวบแล้วเจ้าค่ะ”

ฝานซูเมิ่งได้ยินก็ลอบซูดลมหายใจ ไม่คิดว่าตนจะเดาถูก ก่อนจะถามต่ออย่างแผ่วเบาว่า

“มารดาเจ้าแซ่อวี่สินะ”

ทว่าเด็กหญิงกลับส่ายหน้า “แซ่จางเจ้าค่ะ”

คำตอบนี้ทำเด็กสาวสับสนอีกครั้ง “จะเป็นไปได้อย่างไร”

“แล้วเหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้” เหยาอวี้ถามกลับทันที มิใช่ว่านางไม่เห็นท่าทีแปลกๆ ของพ่อลูกบุญธรรมคู่นี้ เพียงแค่คิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใดจึงทำดีกับตน

เพราะแค่เข้ามาในเรือนหงเหมย นางก็รู้ทันทีว่านี่ดีกว่าเรือนที่ให้ไท่จื่อประทับด้วยซ้ำ 

ฝานซูเมิ่งได้ยินก็ชะงักค้าง กระแอมหลบสายตาทันที “แค่ก แค่ก”

เหตุใดเด็กแปดขวบจึงได้ไหวพริบดีเช่นนี้

นางลอบเช็ดเหงื่อ นึกขึ้นได้ว่าสตรีที่แต่งงานอาจจะเปลี่ยนแซ่ตามสามีก็ได้ จึงเปลี่ยนคำถามอื่น “เช่นนั้นมารดาเจ้าชื่อ เฟยซินหรือไม่”

คำถามนี้กลับทำให้เหยาอวี้สายหน้าอีกครั้ง “มารดาข้าแซ่จาง นามฟางหลันเจ้าค่ะ”

ฝานซูเมิ่งถึงกับไปไม่เป็นอยู่นาน ก่อนจะกล่าวเบาๆ ว่า “เป็นข้าที่เลอะเลือน หากเจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกข้าได้”

ตอนนี้เหยาอวี้รู้แล้วว่าที่ตนได้รับการต้อนรับอย่างดีคงเพราะพ่อลูกคู่นี้คิดว่ามารดานางเป็นคนรู้จัก แต่เมื่อได้อธิบายให้เข้าใจกันนางก็รู้สึกดี

แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีเช่นเคย แต่นางก็ไม่อยากสวมรอยเป็นผู้ใดให้เข้าคนอื่นเข้าใจผิด

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”


 

รอจนเหยาอวี้นอนหลับ ฝานซูเมิ่งที่นั่งเฝ้าอยู่โต๊ะด้านหน้า พริบตาก็หายไปจากบริเวณนั้น ทันใดนั้นก็ปรากฎตัวบนหลังคาใหญ่บนจวนหลักของจวนแม่ทัพ

บนนั้น มีชายผู้ได้ชื่อว่าเทพสงครามแห่งแดนใต้นั่งชมจันทร์อยู่อย่างเดียวดาย

“ท่านพ่อบุญธรรม” ฝานซูเมิ่งคารวะเชกเช่นทหารในกองทัพ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต นางมิเคยถูกเลี้ยงแบบสตรีเลย

หลิงหยวนโหวมิได้เหลือบมองด้วยซ้ำ แต่นางรู้ว่าอีกฝ่ายรอคำพูดของตนอยู่

“เป็นเราที่เข้าใจผิด มารดานางยังมีชีวิต ชื่อ จางฟางหลัน เจ้าค่ะ” ฝานซูเมิ่งตอบ ก่อนจะเพิ่มข้อมูลพื้นฐานที่ตนให้คนไปสืบค้นเพิ่มขึ้นมาได้หลังจากออกจากเรือนหงเหมยว่า “ที่กำพร้าคือบิดา… บิดานางเป็นทหารสิ้นชีพจากชายแดนเหนือ แซ่หลัว สองแม่ลูกมีความเป็นอยู่ที่จวนนั้นไม่ค่อยดีนัก และถูกปู่ของนางขายให้คนในจวนนายอำเภอเพื่อเป็นเจ้าสาวสลับตัวกับบุตรสาวนายอำเภอและแต่งงานกับเจียงมู่ไป๋คนนั้น ทว่าต่อมาสกุลเจียงกลับรับนางเป็นบุตรบุญธรรมแทน ส่วนมารดานางนั้นเหมือนจะถูกรับเข้าไปอาศัยอยู่ในจวนเช่นกันเจ้าค่ะ”

ข่าวลือมากมายที่แม้แต่ชาวเมืองในเหออันยังสับสน แต่เพียงชั่วคืนกลับถูกฝานซูเมิ่งสืบค้นมาจนแน่ชัด เพียงเท่านี้ก็บอกถึงสายข่าวของหลิงหยวนโหวที่เก่งกาจมากแล้ว

ตอนแรกฝานซูเมิ่งยังคิดว่าท่านน้าซินของตนจะใช้แซ่ตามสามีใหม่ แต่ไม่คิดว่าแท้จริงแล้ว แซ่จางนั้นเป็นแซ่เดิมของมารดาเหยาอวี้เอง นางจึงสรุปได้ว่าท่านพ่อบุญธรรมนั้นจำคนผิดแน่นอน

“เอาเถิด ถึงอย่างไรก็ผ่านมาเก้าปีแล้ว” หลิงหยวนโหวบอกไม่ถูกเช่นกันกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเหล่ากับเรื่องนี้ “อย่างไรก็ตาม…ระหว่างที่นางอยู่ที่นี่เจ้าก็ดูแลให้ดี”

“เจ้าค่ะ” ฝานซูเมิ่งไม่มีความคิดอื่นใด ขอเพียงเป็นคำสั่งของท่านพ่อบุญธรรม นางย่อมทำให้ดี




 

[1] จงหยวน ในเชิงประวัติศาสตร์ จงหยวน หมายถึง ที่ราบภาคกลางของจีน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองตอนล่าง (ส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลเหอหนาน, บางส่วนของซานตง, ซานซี และเหอเป่ย) แต่ในบริบทนี้คือ เมืองหลวง คนจงหยวน ก็คือ คนจากเมืองหลวง

[2] ตูเว่ย = รองแม่ทัพภาค