ตอนที่ 147
ตอนที่ 147
ตอนที่ 147
รุ่งเช้าของวันถัดมา เมืองหลิงหยวนที่เพิ่งผ่านคืนอันเงียบงัน กลับตื่นขึ้นพร้อมเสียงกลองสัญญาณที่ดังสะท้อนกำแพงเมืองเป็นระยะ เสียงฝีเท้าทหารเคลื่อนพลประสานกันเป็นจังหวะหนักแน่น ราวกับแผ่นดินเองก็กำลังสั่นไหว
ทหารกองทัพหลิงหยวนกระจายกำลังออกไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว แนวทหารแน่นหนาปิดล้อมคลังข้าว ร้านค้า และยุ้งฉางของพ่อค้าทั้งหลายโดยแทบไม่มีช่องว่างให้หลบเลี่ยง ผู้คนยังไม่ทันตั้งตัวดี ก็เห็นเพียงหอกยาวและเกราะเหล็กสะท้อนแสงเช้าพาดผ่านสายตา
แต่ก่อนที่เสียงยึดข้าวจะดังขึ้น
แผ่นประกาศสีเหลืองเข้มถูกปักลงบนกำแพงเมือง ประตูทางเข้า และจุดสำคัญทั่วทั้งหลิงหยวน
ตัวอักษรสีดำเข้มเขียนอย่างแข็งแรง ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“ราชโองการด่วน”
ลมเช้าพัดผ่าน ทำให้แผ่นประกาศกระเพื่อมเล็กน้อย แต่เนื้อความกลับหนักแน่นราวภูผา
..
..
เพื่อบรรเทาทุกข์อันเนื่องมาจากอุทกภัย ให้รวบรวมเสบียงอาหารทั้งหมดเข้าสู่ความควบคุมของทางการ กำหนดราคากลางตามก่อนภัยพิบัติ ห้ามกักตุน ห้ามปั่นราคา ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมายหลวง
..
..
พ่อค้าที่อ่านจบถึงกับหน้าซีด บางคนถอยหลังไปสองก้าว บางคนกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
แต่บรรดาชาวเมืองกับผู้อพยพกลับเฮลั่น
ยังไม่ทันได้ตั้งสติ…
“ตามคำสั่งจวนแม่ทัพ…ปฏิบัติตามราชโองการ…ยึดข้าวทั้งหมด!”
เสียงประกาศของทหารก็ดังขึ้นกึกก้อง
กระสอบข้าวถูกขนออกมาเรียงเป็นกองสูง บางคนวิ่งเข้าไปขวาง บางคนชูหนังสือรับรองขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือสั่น บางคนเป็นพ่อค้าคนกลางที่กะฉวยโอกาสนี้กักตุนข้าวแล้วขายแพง
ถุงเงินถูกโยนลงพื้นต่อหน้าเจ้าของข้าว เสียงเหรียญกระทบกันดังแผ่ว
“ราคาก่อนน้ำท่วม”
เพียงคำเดียว…ตัดทุกข้อโต้แย้ง
“นี่เป็นข้าวของข้า! มีหนังสือรับรองจากทางการ!”
“ข้าซื้อมาจากคนอื่นอีกที! จะให้ราคานี้ได้อย่างไร”
เสียงโวยวายดังระงม แต่ไม่มีผู้ใดได้รับคำตอบที่พอใจ
ไม่มีการต่อรอง
ไม่มีการอ่อนข้อ
และไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน
ไม่นาน ข้าวทั้งหมดก็ถูกยึดไปอย่างเป็นระเบียบ ราวกับคลื่นที่กวาดทุกสิ่งจนราบเรียบ
จากนั้นก็เริ่มทยอยสร้างโรงทานหลายแห่งทั่วเมือง เพื่อแจกข้าวให้ทุกคน โดยผู้ที่อยากได้จะต้องจำป้ายชื่อมาแสดงด้วย หากไม่มีป้ายชื่อจะต้องแจ้งทางการให้จัดการสืบค้นแล้วออกป้ายใหม่ มิเช่นนั้นจะอดข้าวโดยไม่มีข้อยกเว้น
หม้อเหล็กใบใหญ่ตั้งเรียง น้ำเดือดพล่าน กลิ่นข้าวต้มลอยฟุ้งไปทั่ว ผู้คนทยอยมาต่อแถวเป็นสายยาว สีหน้าทั้งหวังและหวาด
“แสดงป้ายชื่อ”
เสียงเจ้าหน้าที่ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผู้มีป้ายก็รับข้าวไป
ผู้ไม่มี ต้องแจ้งชื่อให้ตรวจสอบ
หากไม่ผ่าน…ก็ไม่มีอาหาร
ไม่มีข้อยกเว้น
มาตรการเข้มงวดนี้ทำให้บางคนหน้าซีด บางคนลอบถอยหนี
นั่นก็เพื่อป้องกันชนเผ่า และชาวนอกด่านที่ปะปนมากับผู้อพยพ แล้วมาขอข้าวกิน เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่หมู่บ้านโดยรอบในแคว้นทางใต้ของหนานไห่ ทั่วบริเวณที่ลุ่มต่ำแถวนี้ ล้วนแต่จมอยู่ใต้น้ำทั้งสิ้น
ส่วนเรื่องราชโองการแม้จะประกาศมาสองสามวันก่อน แต่กว่าจะมาถึงเมืองหลิงหยวนก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ดังนั้นเมื่อได้รับทราบ หลิงหยวนโหวก็จัดการได้อย่างรวดเร็ว
บรรดานายหน้าจากเมืองหลวงก็แตกตื่นไม่ต่างกัน
บางคนพยายามขนของหนี
บางคนส่งข่าวอย่างลับๆ
แต่ทั้งหมด…สายเกินไป
ม้าเร็วของราชสำนักเร็วกว่าทุกสิ่ง
และคำสั่งของหลิงหยวนโหว…เร็วยิ่งกว่า
ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว
จะมีก็แต่ของท่านอ๋องผู้หนึ่งในวังผู้นั้น ที่ทำการแบ่งข้าวไว้ตั้งแต่ต้น จึงยังเก็บส่วนใหญ่ไว้ในยุ้งฉางห่างไกล จึงยังมีส่วนที่เหลือรอดเก็บไว้ รอถึงเวลาภัยแล้งคืบคลาน แล้วระยะเวลาของราชโองการนี้ผ่านไป จึงค่อยนำมาหากำไรใหม่
นายท่านเถียนที่ยิ่มระรื้นอยู่สองสามวันก่อน ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา เศร้าใจนักที่คิดเก็บข้าวไว้เพื่อเกร็งกำไรอีก ไม่คิดเลยว่าจะถูกทางการยึดไปเสียหมด
“นายท่าน นายท่านแย่แล้ว! ฮูหยินตกเลือดเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ของฮูหยินเถียนรีบมารายงานอย่างตกใจ
เพราะการอพยพหลายวัน ทำให้ครรภ์ที่ไม่ค่อยมั่นคงของฮูหยินเถียนตกเลือดในที่สุด
นายท่านเถียนที่เพิ่งตกใจจากเรื่องข้าวถูกทางการยึด ก็ต้องมาตกใจเรื่องฮูหยินของตนอีก ในใจนั้นรู้สึกขมขื่นเกินจะกล่าว
ภายในเรือนที่ตระกูลเถียนเช่าไว้ในเมืองหลิงหยวน บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นยาสมุนไพรผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บ่าวไพร่เดินเข้าออกอย่างลนลาน เสียงกระซิบกระซาบเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
หมอหยางก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ เสื้อผ้ายังไม่ทันจัดให้เรียบร้อยดีนัก ทันทีที่หยุดอยู่หน้าห้อง เขากลับชะงักลง
เสียงครวญครางเบาๆ ดังลอดออกมาจากด้านใน
ชายชราถอนหายใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ สายตามองประตูห้องนั้นราวกับหนักอึ้งยิ่งนัก
ทั้งที่เขากำชับไว้แล้ว…
แต่หยางซื่อ บุตรสาวของเขา กลับไม่อาจอดทนได้
ภาพของอนุคนโปรดที่ตั้งครรภ์โตขึ้นทุกวัน กลายเป็นเหมือนหนามทิ่มแทงในใจ เพียงหนึ่งเดือนหลังเริ่มบำรุง นางก็รีบร้อนกลับเข้าหอทันที
ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา
เขาหลับตาลงชั่วครู่
ตำรับยาของหมออวี้น้อยผู้นั้น…ดีสมคำร่ำลือจริงๆ
ถึงขั้นทำให้บุตรสาวที่เคยไร้วาสนาเรื่องบุตร สามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จ
แต่นี่กลับไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม นางกำชับไว้แล้ว เขาจึงกังวลมาตลอดว่าครรภ์นี้อาจจะไม่แข็งแรง แต่ก็ดูแลอย่างดี กระทั่งไม่ค่อยเข้าไปดูโรงหมอของตระกูล แต่เพราะภัยพิบัติทำให้ไม่อาจให้นางอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดได้
กระทั่งบัดนี้…ความหวังนั้นกำลังพังทลายลงตรงหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ความเสียใจฉายชัดในดวงตา
ยิ่งคิด…ก็ยิ่งขมขื่น
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่เพราะชะล่าใจว่าคงหาตัวหมออวี้ไม่ยาก กลับคาดไม่ถึงว่าตั้งแต่วันนั้นหมออวี้ก็หายไปอีกครั้งอย่างไร้ร่องรอย
จนพบว่าแท้จริงแล้วนางหลายเป็นคุณหนูสี่สกุลเจียงเรียบร้อย ยามนี้ต่อให้รู้ที่อยู่ของนาง พวกเขาจะกล้าเชิญได้อย่างไร
เมื่อวันก่อนยังเห็นนาง ตั้งโต๊ะรักษาคนอยู่ แต่ไม่คิดว่าอีกวันก็หายไปอีกแล้ว เมื่อรู้ว่าถูกเชิญเข้าพักที่จวนแม่ทัพ
จวนแม่ทัพหลิงหยวนโหว…
สถานที่นั้น มิใช่ที่ที่ใครจะเข้าไปได้ตามใจ
“ท่านพ่อ…”
เสียงแหบสั่นดังขึ้นจากในห้อง
หมอหยางสะดุ้ง รีบผลักประตูเข้าไป
บนเตียงฮูหยินเถียน หยางซื่อ นอนตัวงอ สีหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก มือกำผ้าปูแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว
“ท่านพ่อ…เชิญนางมาได้หรือไม่…” นางเอ่ยด้วยเสียงสั่น “หรือไม่ก็…บอกนายท่าน ให้เขาไปเชิญนาง…”
ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ความดีใจในวันที่ตั้งครรภ์…สลายไปจนสิ้น
เหลือเพียงความเจ็บปวดจากเบื้องล่างที่กัดกินสติ
“หว่านเอ๋อร์…” หมอหยางเอ่ยเสียงแผ่ว สีหน้าท้อแท้ บุตรสาวเขามีมีชื่อจริงว่าหยางหว่าน
เขานั่งลงข้างเตียง มองบุตรสาวอย่างหนักใจ
“เจ้าต้องรู้…นางมิใช่หมอธรรมดาอีกต่อไปแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อช้าๆ
“จวนแม่ทัพหลิงหยวนโหว…แม้แต่ขุนนางในเมืองหลวงยังไม่กล้าเข้าไปโดยพลการ ต่อให้สามีเจ้าก็ไม่กล้า”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นราดลงกลางใจ
แต่หยางซื่อกลับส่ายหน้าแรงๆ
“ท่านพ่อ!” นางร้องออกมาอย่างเจ็บปวด “แต่นางเป็นหมอ! นางจะปล่อยให้ข้าแท้งได้หรือ!”
น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ท่านพ่อเพียงไปบอกนาง…ที่ข้าท้องก็เพราะนาง ข้าให้เงินนางไปตั้งมาก นางควรรับผิดชอบ!”
คำพูดนั้นทำให้หมอหยางนิ่งงันไปชั่วครู่
ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ฮูหยินเถียน…” น้ำเสียงเขาหนักขึ้น แม้แต่คำเรียกขานยังห่างเหิน ในฐานะหมอด้วยกันเข้ารู้สึกว่าคำพูดนี้ล้ำเส้นไม่น้อย “หากเจ้าคิดเช่นนี้ ต่อไปจะไม่มีหมอผู้ใดอยากรักษาเจ้าอีก”
เขามองบุตรสาวตรงๆ “หมอรักษาคนให้หายดี…มีหนี้อันใดต้องติดค้างกัน? นางกำชับแล้ว ว่าควรงดการเข้าหอสองเดือน” เสียงของเขาต่ำลง “แต่เจ้าต่างหาก…ที่ไม่เชื่อฟัง”
คำพูดนั้นแทงเข้าไปในใจ
แต่หยางซื่อในยามนี้…มิอาจรับฟังเหตุผลใดได้อีก
ความกลัวกลืนกินสติไปหมดแล้ว
“ไม่…ไม่…” นางส่ายหน้า น้ำตาไหลไม่หยุด “ครานั้นซู่อี๋เหนียงก็ตกเลือด นางยังรักษาได้…” เสียงเริ่มแตกพร่า “หากนางมา…นางต้องรักษาครรภ์นี้ไว้ได้แน่…”
นางคว้ามือบิดาแน่น ราวกับเกาะเส้นชีวิตสุดท้าย
“ท่านพ่อ…ได้โปรด…”
เสียงนั้นสั่นจนแทบขาด
“ข้า…ไม่มีลูกไม่ได้…”
คำพูดสุดท้ายแผ่วเบา
แต่หนักหน่วงยิ่งกว่าสิ่งใด
หมอหยางนิ่งงัน
มองบุตรสาวที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
หรือการส่งนางแต่งงานกับครอบครัวร่ำรวยจะเป็นเรื่องที่ผิดกันนะ?
เขาสะเทือนใจเหลือเกิน
สำหรับสตรีในยุคนี้ เส้นทางชีวิตช่างคับแคบยิ่งนัก
แต่งงาน…และมีบุตร
เพียงสองสิ่งนั้น
แต่กลับเป็นทั้งหมดของชีวิต
และเมื่อหนึ่งในนั้นกำลังจะหลุดลอยไป
ก็ไม่แปลก…ที่นางจะยึดมันไว้จนแทบเสียสติ