ตอนที่ 148
ตอนที่ 148
ตอนที่ 148
เมื่อคืนเหยาอวี้มาถึงเรือนหงเหมย ดวงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีน้ำเงินเข้ม เงาของอาคารและต้นไม้ทาบทับกันเป็นชั้นๆ จนยากจะมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน
แต่ถึงกระนั้น
เพียงก้าวแรกที่เหยียบเข้าสู่เรือนแห่งนี้ ก็รับรู้ได้ทันทีว่า ที่นี่มิใช่เรือนธรรมดา
อากาศเย็นแผ่วพัดผ่าน กลิ่นหอมบางเบาลอยมาตามลม คล้ายกลิ่นดอกไม้ที่ไม่ฉุน แต่ชัดเจนพอให้คนต้องหยุดสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว
แม้ในเรือนจะมีห้องข้างในอีก แต่ทั้งสองก็ไม่ต้องแบ่งห้องในเรือน เพราะถูกพาไปคนละเรือนที่อยู่ตรงข้ามกัน
เช้าวันนี้ของเหยาอวี้แตกต่างกับความวุ่นวายของพ่อค้าข้าวด้านนอกอย่างมาก
เมื่อแสงแดดอ่อนส่องลงมาเต็มที่ ภาพของเรือนหงเหมยจึงเผยตัวออกอย่างแท้จริง
เรือนแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนกว้าง รายล้อมด้วยต้นเหมยที่ปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ กิ่งก้านโค้งงออย่างงดงาม ดอกสีแดงระเรื่อแซมขาวบานสะพรั่งอยู่ทั่วทั้งต้น กลีบดอกบางเบาราวหิมะยามต้นฤดูหนาว เมื่อสายลมพัดผ่าน กลีบเหมยบางส่วนก็ร่วงหล่นลงช้าๆ ประหนึ่งฝนดอกไม้ที่โปรยปรายอย่างอ่อนโยน
กลิ่นหอมของมันไม่ฉุนจัด หากแต่เย็นลึกและสะอาด คล้ายแทรกซึมเข้าสู่จิตใจอย่างเงียบงัน
ด้านล่างเป็นสวนเหมยกุ้ยฮวา กุหลาบป่าที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน พุ่มกุหลาบถูกตัดแต่งเป็นระเบียบ ดอกสีแดง ชมพู และขาวบานสะพรั่งแทรกกันอย่างลงตัว กลีบหนานุ่มเปล่งประกายใต้แสงแดด ยามลมพัด กลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบก็ลอยอบอวล ผสมกับกลิ่นเย็นของเหมย กลายเป็นกลิ่นที่ทั้งอ่อนโยนและลึกซึ้งในคราเดียว
ใจกลางสวน คือเรือนแฝดสองหลังที่ตั้งประกบกันอย่างสมดุล
เรือนทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน สร้างขึ้นด้วยไม้สีเข้ม หลังคากระเบื้องโค้งงดงาม ช่องหน้าต่างเปิดรับแสงและลมได้อย่างพอเหมาะ ราวกับออกแบบมาเพื่อให้ผู้พำนักได้สัมผัสธรรมชาติทุกย่างก้าว
ระหว่างเรือนทั้งสอง มีสะพานไม้โค้งเล็กๆ เชื่อมต่อกันอย่างปราณีต ใต้สะพานคือบ่อปลากว้าง น้ำใสจนมองเห็นก้นบ่อ ปลาคราฟหลากสีแหวกว่ายไปมาอย่างสงบ สีแดง ขาว ทอง และดำ เคลื่อนไหวช้าๆ ราวกับภาพวาดมีชีวิต
ผิวน้ำสะท้อนเงาของเรือนดอกเหมย และท้องฟ้า เกิดเป็นภาพซ้อนทับที่งดงามจนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือจริง อะไรคือเงา
เสียงน้ำไหลเบาๆ จากธารเล็กที่ต่อเข้าบ่อ ผสมกับเสียงลมพัดผ่านกิ่งเหมย และเสียงปลากระเพื่อมผิวน้ำ กลายเป็นท่วงทำนองที่สงบ
เจียงมู่ไป๋ก้าวออกจากเรือนแฝดฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบงัน ประตูไม้ถูกเปิดเพียงเล็กน้อยก่อนจะปิดลงเบื้องหลัง เมื่อคืนกว่าเขาจะถึงเรือนก็เป็นปลายยามอิ๋น (03.00 – 04.59 น.) ไปแล้ว เพราะต้องอยู่ช่วยงานด่วนแทนส่วนของไท่จื่อที่อ่อนแอจนไข้ขึ้นกะทันหัน
แม้จะนอนน้อย แต่ท่ามกลางยามเช้าที่แสงแดดอ่อนยังไม่แรงนัก เขาหยุดยืนอยู่ตรงปลายสะพาน สายตาทอดยาวไปยังสวนเบื้องหน้า
ภาพที่เห็น…ทำให้ฝีเท้าของเขาชะงักลงโดยไม่รู้ตัว
เหยาอวี้ยืนอยู่กลางสวนเหมยกุ้ยฮวา เสื้อผ้าสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมใสจับจ้องไปยังกิ่งเหมยที่ทอดตัวอยู่เหนือศีรษะ มือเล็กยื่นออกไปด้านหน้า ราวกับกำลังรอรับบางสิ่งอย่างตั้งใจ
กลีบดอกเหมยค่อยๆ หลุดร่วงลงมา
ลอยเอื่อยไปตามสายลม
ตกลงบนฝ่ามือนางทีละกลีบ…เบาเสียจนแทบไม่มีเสียง
บางกลีบพลาดผ่านปลายนิ้ว บางกลีบแตะลงบนเส้นผมสีดำสนิท ราวกับหยาดหิมะที่โปรยลงมาท่ามกลางฤดูที่ไม่ใช่ฤดูหนาวด้วยซ้ำ
กลิ่นหอมของเหมยผสมกับเหมยกุ้ยฮวาลอยอวลไปทั่วบริเวณ
ภาพนั้นนิ่งสงบ…แต่กลับหยั่งลึกจนไม่อาจละสายตา
เจียงมู่ไป๋ยืนมองอยู่ห่างๆ มิได้เอ่ยคำใด
เพียงรู้สึกว่า…
ช่วงเวลานี้…ไม่ควรถูกรบกวน
สายลมพัดผ่านอีกครั้ง กลีบดอกเหมยร่วงลงมากกว่าเดิม เด็กหญิงหัวเราะเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว ดวงตาดอกท้อยีขึ้นจนเกิดเป็นเสี้ยวพระจันทร์งดงาม มืออีกข้างยกขึ้นมารับเพิ่ม ราวกับกำลังเล่นกับสิ่งเล็กน้อยที่มีค่าในแบบของตนเอง
แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ ส่องกระทบใบหน้าเล็กนั้นจนดูนุ่มนวลขึ้นอีกหลายส่วน
เงาของนางทอดลงบนพื้นหิน ท่ามกลางกลีบดอกที่โปรยปราย
ในห้วงความเงียบงันนั้น
บางสิ่งพลันก่อเกิดขึ้นในใจของเจียงมู่ไป๋
ความคิดที่เรียบง่าย…แต่ชัดเจน
เขาอยากมีสถานที่เช่นนี้
มีต้นไม้…
มีกลีบดอก
มีสวน…
มีสายน้ำ…และสะพานไม้เชื่อมสองฝั่ง
และ
มีใครบางคน…ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนี้
“คุณชายรอง คุณหนูสี่”
สาวใช้นางหนึ่งหน้าตาจืดจางเดินเข้ามาทักทั้งคู่ แม้หน้าตาจะไม่คุ้น แต่เพราะไม่ได้ดัดเสียงเหยาอวี้จึงจำได้ทันที
“ซูเมิ่ง?”
ฝานซูเมิ่งหัวเราะทันที “เจ้าเก่งเหมือนกันนะเหยาอวี้” เด็กสาวไม่คิดว่าจะมีคนมองทะลุการแปลงโฉมของนางได้
“เพราะเจ้าไม่ได้ดัดเสียง” เหยาอวี้บอก
เด็กสาวก็พยักหน้าเข้าใจ เพราะนางตั้งใจไม่ดัดเสียง แต่คิดว่าเด็กหญิงจะจับได้ตั้งแต่แรกเลย ส่วนชายผู้นี้…
กระทั่งสีหน้าแปลกใจยังไม่อยากแสดง
ดูเหมือนว่าฝีมือนางจะตกลงไปไม่น้อย
ฝานซูเมิ่งเริ่มกลุ้มใจ ก่อนจะเดินเข้าไปแจ้งเรื่องที่หน้าประตูจวน “มีคนจากตระกูลเถียนมาร้องห่มร้องไห้ ขอร้องให้เจ้าไปรักษาคน”
เรื่องนี้เด็กสาวไม่ได้แปลกใจนัก เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมีอีกตัวตน คือหมออวี้
แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ในจวนแม่ทัพนอกจากหมออวี้ ก็ยังมีหมอเทวดาเซวียนกวงอยู่อีก แทนที่จะเชิญหมอเทวดาเฒ่า กลับเลือกจะขอร้องหมอเด็กผู้นี้แทน
ข่าวมีจริงลวงปะปน เพราะอยู่กับเรื่องพวกนี้นางจึงเป็นพวกฟังหูไว้หู ก็คือเชื่อว่าเด็กหญิงคงจะรักษาคนได้ แต่เพราะนางก็ไม่ใช่หมอจึงยากจะกล่าวว่าเหยาอวี้เก่งจริงหรือไม่ เพียงแค่ตกใจเล็กน้อยที่คนมาขอร้องนางแทนที่จะเป็นหมอเทวดาผู้นั้น
ครั้งนี้นางจึงพออาศัยคำสั่งบิดาบุญธรรมสามารถติดเกาะเด็กหญิงไปดูด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องกลับไปค่ายทหาร แต่การอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารชายก็ดูจะโดดเด่นไปหน่อย จึงเลือกที่จะปลอมตัวเป็นบ่าวหญิงรับใช้ดีกว่า
มิใช่ว่าคุณหนูส่วนใหญ่ก็ล้วนมีบ่าวหญิงรับใช้หรอกหรือ…
“เป็นผู้ใดป่วยเป็นอะไรหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ถาม
ทว่าฝานซูเมิ่งกลับส่ายหน้า “บอกแค่ว่าเป็นฮูหยินเถียนล้มป่วย แต่ไม่ได้บอกว่าป่วยเป็นอันใด”
ส่วนเหยาอวี้ที่ได้ยินชื่อคนป่วยกลับคาดเดาได้ถึงแปดส่วนแล้ว ใบหน้าของนางจึงคล้ำลง
เจียงมู่ไป๋ไม่รู้เรื่องตระกูลเถียน แต่จากสีหน้าของเด็กหญิงก็รับรู้ว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ในใจจึงเกิดว่าไม่พอใจขึ้นมา ยกมือหยิบกลีบดอกเหมยออกจากศีรษะอย่างอ่อนโยน
ก่อนจะกล่าวว่า “กินข้าวเช้าก่อนเถอะ” พูดจบก็จูงมือเด็กหญิงออกไปทันที
ฝานซูเมิ่งมองสองพี่น้องต่างสายเลือดที่หน้าตาดีทั้งคู่โดยเฉพาะฝ่ายชาย ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูจะใส่ใจน้องสาวไม่น้อย
เช้านี้หลิงหยวนโหวยังอยากต้อนรับแขกด้วยมื้อเช้าอีก
หลังจบมื้อเช้าเจียงมู่ไป๋ก็ถูกรั้งตัวไว้เช่นเมื่อคืน ครั้งนี้เป็นหลิงหยวนโหวที่เอ่ยด้วยตนเอง ส่วนเหยาอวี้ที่คิดจะไปตามคำเชิญของตระกูลเถียนก็เตรียมตัวจะออกจากจวนเช่นกัน
หมอเทวดาเซวียนที่ทราบข่าวย่อมไม่พลาดที่จะขอติดตามไปดูการรักษาของนาง จึงรออยู่ข้างนอกอย่างกระตือรือร้น
ส่วนซูเมิ่งก็อยากดูเรื่องสนุก
ส่วนหลิงหยวนโหวยังให้ทหารติดตามไปดูแลอีกสองนาย
เจียงมู่ไป๋เห็นเช่นนั้นก็วางใจ เดิมตามท่านโหวเข้าไปในโถงสั่งการ ที่มีข้าราชการพลเรือนจำนวนหนึ่งรออยู่
ส่วนไท่จื่อที่ไข้ขึ้นตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้จึงรับประทานอาหารเช้าที่เรือน และพักผ่อนอย่างสงบ
“เรื่องป้ายชื่อก่อนรับข้าวนี้ทำได้ดี ลดปัญหาชนเผ่าและคนนอกด่านได้ผลชะงักจริงๆ” เฟิงเหมียน ผู้ว่าการเมืองหลิงหยวนกล่าวอย่างชื่นชมอั้นโฉ่วหนุ่มที่เดินเข้ามา
ภายในโถงสั่งการ บรรยากาศต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิง เสียงฝีเท้า เสียงรายงาน และเสียงกระดาษถูกเปิดอ่านดังสลับกันไปมาอย่างมีจังหวะ ข้าราชการพลเรือนหลายคนยืนเรียงอยู่ด้านล่าง สีหน้าจริงจัง
สายตาหลายคู่หันไปมองเจียงมู่ไป๋ทันที
เห็นชายหนุ่มในยามเช้าแล้วรู้สึกว่าความงดงามทั้งชีวิตที่เคยพบพาน ดูจะดาดดื่นขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มยกมือขึ้นค้อมเล็กน้อยอย่างสุภาพ
“ใต้เท้าเฟิงกล่าวเกินไปแล้ว” เขาตอบเสียงเรียบ “ข้าเพียงเสนอความคิดเล็กน้อย หากไม่มีการจัดการของท่านโหว ความเห็นชอบจากท่าน และกำลังของทหาร ก็คงไม่อาจสำเร็จได้”
เฟิงเหมียนพยักหน้า แต่ยังคงกล่าวต่อ
“อย่างน้อยก็ช่วยให้ข้าวไม่ถูกแจกไปอย่างไร้ทิศทาง”
ข้าราชการอีกคนเสริมขึ้นทันที
“ใช่ หากไม่มีการตรวจป้ายชื่อ เกรงว่าข้าวที่เรานำมาคงถูกพวกนอกด่านมาขอกินเปล่าๆ ไปไม่น้อย”
เสียงเห็นด้วยดังขึ้นเป็นระยะ
หลิงหยวนโหวไม่กล่าวอะไร เพียงยืนฟังเงียบๆ สายตาจับจ้องไปยังแผนที่
เจียงมู่ไป๋มองภาพนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
“แม้จะควบคุมการแจกข้าวได้แล้ว…แต่สิ่งที่น่ากังวลต่อไป มิใช่เพียงคนที่มาขอรับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “หากข้าวถูกใช้หมดเร็วเกินไป…เมื่อถึงเวลาที่น้ำลดแล้ว ปัญหาจะยิ่งหนักกว่าเดิม”
ที่เขาพูดเช่นนี้ เพราะรู้ว่าไม่ใช่ปัญหาแค่ตอนน้ำลด แต่เพราะต่อไปจะเกิดภัยแล้ง ข้าวที่มีอย่างไรก็ไม่เพียงพอ
แน่นอนคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงัก
เฟิงเหมียนขมวดคิ้ว
“คุณชายรองเจียงหมายความว่า…”