LNCrawler

ตอนที่ 149

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 149

ตอนที่ 149


 

เจียงมู่ไป๋ไม่ตอบตรงๆ ทันที เขาเพียงก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเล็กน้อย มองแผนที่พื้นที่ลุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างไม่เร่งรีบ

“เรื่องเสบียงอาหารสำคัญก็จริง…แต่ข้าเห็นว่า สิ่งที่ควรจัดการเป็นอันดับแรก กลับเป็น ‘น้ำ’”

คำพูดนี้ทำให้ขุนนางหลายคนชะงักเล็กน้อย

เฟิงเหมียนขมวดคิ้ว

“น้ำ? ตอนนี้น้ำยังท่วมอยู่…”

เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเบาๆ

“ก็เพราะน้ำยังท่วมอยู่…จึงยิ่งต้องระวัง”

เขามองไปยังทุกคน ก่อนจะกล่าวต่อ

“น้ำจากอุทกภัย ไม่ควรนำมาดื่มโดยตรง ควรมีการกรองอย่างน้อยหนึ่งรอบ และต้มก่อนจึงจะบริโภคได้”

เสียงในโถงเริ่มเบาลง

บางคนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มคล้อยตาม เขาจึงกล่าวต่อทันที

“ดังนั้น ควรมีการประกาศให้ความรู้แก่ราษฎร และจัดการกักตุนน้ำสะอาดไว้ล่วงหน้า”

คำพูดนี้…

กลับทำให้บางคนหลุดหัวเราะออกมา

“กักตุนน้ำ?” ขุนนางคนหนึ่งยิ้มอย่างไม่เข้าใจ “ตอนนี้น้ำยังล้นเมือง เหตุใดต้องกักตุนเล่า”

อีกคนเสริมขึ้น

“ชาวบ้านยังอยากให้น้ำหายไปเร็วๆ ด้วยซ้ำ”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นเป็นระยะ

แต่เจียงมู่ไป๋กลับไม่แสดงอารมณ์ใด เขายังคงยืนสงบ ก่อนจะกล่าวตอบอย่างราบเรียบ

“น้ำที่เห็น…กับน้ำที่ดื่มได้ เป็นคนละสิ่งกัน”

เสียงหัวเราะค่อยๆ เงียบลง

“อย่างที่ข้ากล่าว…น้ำต้องผ่านการกรอง และต้มก่อน”

เขาเลื่อนสายตาไปยังแผนที่เบื้องหน้า

“แม้แต่น้ำในบ่อเวลานี้ หากดื่มโดยไม่ระวัง ก็อาจนำพาโรคระบาดมาได้”

คำว่าโรคระบาด ทำให้สีหน้าหลายคนเปลี่ยนไป

เขาจึงกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ

“ใต้เท้าทุกท่าน…ข้าวไม่กินหลายวันยังพอทนได้”

“แต่น้ำ…ไม่ดื่มไม่ได้”

“ดังนั้น น้ำ…สำคัญยิ่งกว่า”

โถงทั้งโถงเงียบลงโดยสมบูรณ์

เฟิงเหมียนเป็นคนแรกที่พยักหน้า

“มีเหตุผล…”

ขุนนางอีกหลายคนเริ่มพยักหน้าตาม แม้จะยังมีบางคนรู้สึกว่าเป็นการระวังเกินไป แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า…สมเหตุสมผล

ไม่มีใครรู้ว่า…

สำหรับเจียงมู่ไป๋ นี่มิใช่ การระวังเกินไป แต่เป็น สิ่งที่คาดการณ์ไว้ แล้ว

วันหนึ่ง…น้ำจะหายไป

และเมื่อถึงวันนั้น น้ำสะอาดจะหายากยิ่งกว่าทองคำ เขาไม่อาจปล่อยให้ทุกคนชะล่าใจ โดยเฉพาะในที่แห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยผู้มีอำนาจ แม้แต่ไท่จื่อก็ยังประทับอยู่ไม่ไกล

เขาต้องใช้ประโยชน์จากทุกคนให้ได้มากที่สุด

ความจริงแล้ว…

เขาไม่คิดจะแยแสใต้หล้านี้ด้วยซ้ำ

เพราะเมื่อรู้อนาคต…ย่อมรู้ว่าควรเอาตัวรอดอย่างไร

แต่…

สายตาของเขาเลื่อนไปเพียงชั่วครู่

ภาพเด็กหญิงที่นั่งตรวจโรคให้ชาวบ้านตั้งแต่วันแรกที่มาถึงหลิงหยวน…ผุดขึ้นในใจ

เขาจึงรู้ว่า…หากปล่อยไว้เช่นนี้

ภาระทั้งหมด…สุดท้ายจะตกอยู่ที่นาง

ดังนั้น…เขาจึงเลือกที่จะทำบางสิ่ง ตั้งแต่ตอนนี้

“เรื่องการกลับถิ่นของราษฎร…” เขาเอ่ยต่อ เปลี่ยนประเด็นอย่างเป็นธรรมชาติ “หากน้ำลด ราษฎรจะเริ่มกลับบ้าน แต่ที่นาเสียหายไปมาก ผลผลิตปีนี้ย่อมลดลงแน่นอน หากยังคงแจกข้าวในปริมาณเท่าเดิม…อีกไม่นานคลังหลวงก็จะร่อยหรอ”

เสียงในโถงเงียบลง

หลิงหยวนโหวยังคงไม่พูด เพียงเหลือบตามองเขาเล็กน้อย

เฟิงเหมียนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

“เช่นนั้นควรจำกัดปริมาณหรือ?”

เจียงมู่ไป๋ส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่ควรลดในทันที” เขาตอบ “เพราะช่วงนี้ราษฎรยังไม่สามารถหาอาหารเองได้ แต่ควรเริ่มจัดระบบแยก ผู้ที่ยังอพยพ กับผู้ที่จะกลับบ้านแล้ว” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ

“ผู้ที่จะกลับบ้าน ควรได้รับเมล็ดพันธุ์ และเครื่องมือ มากกว่าการพึ่งข้าวแจก …แต่การปลูกข้าว คงไม่ทันฤดูกาล”

เฟิงเหมียนพยักหน้า “ใช่ อีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว”

เจียงมู่ไป๋จึงกล่าวต่อ “ข้าแนะนำ…ให้ส่งเสริมพืชที่ปลูกเร็ว โตไว และทนสภาพแวดล้อม” เขามองไปยังทุกคน “เช่น พืชตระกูลถั่ว อย่าง ถั่วเหลือง หรือพืชจำพวกข้าวฟ่าง นอกจากจะเก็บเกี่ยวได้เร็ว ยังช่วยฟื้นฟูดินให้ปุ๋ยแก่ที่นา”

ขุนนางคนหนึ่งหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้า

“ข้าวฟ่างยังพอกินได้…แต่ถั่วเหลืองนี่ คงให้สุกรกินกระมัง”

อีกคนรับคำทันที รู้สึกว่าไร้หนทางที่จะเชิญชวนให้ชาวบ้านปลูก

“สุกรหรือ? สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ก็ลอยน้ำตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ข้ายังได้ยินชาวบ้านบางคนร้องไห้ บอกว่าต้องปล่อยหมูออกจากคอก เพราะแบกหนีไม่ไหว”

เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเสริม

“ส่วนเจ้าถั่วเหลืองนั่น…รสชาติก็ไม่ดี สากคอยิ่งนัก ใครจะกินลง”

เสียงเห็นด้วยดังขึ้นประปราย

บรรยากาศในโถงเริ่มคลอนเล็กน้อย

เจียงมู่ไป๋ฟังอยู่เงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง

มิใช่เพราะไม่พอใจ แต่เพราะรู้ดีว่า สิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้…ย่อมถูกปฏิเสธเป็นธรรมดา

เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างสงบ

“น้ำถั่วเหลือง…นั้นแท้จริงแล้วปีประโยชน์มาก มันเรียกว่า ‘น้ำเต้าหู้’”

เสียงในโถงค่อยๆ เงียบลง คำนี้ทำให้หลายคนขมวดคิ้วไม่คุ้นเคย

เจียงมู่ไป๋กล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “มันให้คุณค่าต่อร่างกายสูง เทียบได้กับการกินเนื้อ”

คำพูดนี้ทำให้สีหน้าหลายคนเปลี่ยนไปทันที

เฟิงเหมียนหรี่ตา

“เทียบเท่าเนื้อ?”

“ใช่” เจียงมู่ไป๋พยักหน้า “โดยเฉพาะในยามขาดแคลนอาหาร หากตอนบดๆ ให้ละเอียด และกรองหลายๆ ชั้นหน่อย ก็จะลดความสากลงได้มาก และที่สำคัญ เมื่อถึงเวลาที่ข้าวก็แทบไม่มีกิน…สิ่งที่พอหล่อเลี้ยงชีวิตได้ อาจมิใช่สิ่งที่เคยคุ้นเคย แต่น้ำเต้าหู้ สามารถดื่มได้ทุกวัน ทั้งยังช่วยบำรุงร่างกาย และป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดอาหาร เช่น โรคตัวลีบ…ศีรษะโต ที่มักพบในชนบท”

คำพูดนี้ทำให้ขุนนางบางคนเงียบลงทันที

พวกเขาเคยเด็กมากมายในชนบทที่เป็น แม้แต่ในเมืองก็ยังมี แต่ไม่เคยรู้วิธีป้องกัน

ในใจเขา ภาพเด็กหญิงที่ยื่นถ้วยน้ำเต้าหู้มาให้พลันผุดขึ้น

นางมักบอกว่าสิ่งนี้ดีต่อร่างกาย และให้คนรอบตัวดื่มอยู่เสมอ ทั้งยังให้มารดาทำอาหารจากเต้าหู้นั้นด้วย

เขาจึงหาเหตุผลให้คนที่นี่รู้ว่ามันมีประโยชน์อย่างไร

ส่วนเรื่องเนื้อเต้าหู้นั้นเขาไม่ได้พูดออกไปแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรก็ต้องถามความยินยอมจากนางก่อน

แต่เขาคิดว่าแค่น้ำเต้าหู้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะโน้มน้าวให้ขุนนางพวกนี้ออกไปสั่งการชาวบ้านต่อ

“อย่างน้อย…หากราษฎรมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอีกทาง ก็ย่อมดีกว่ามีเพียงทางเดียว”

โถงทั้งโถงเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนที่เฟิงเหมียนจะพยักหน้าช้าๆ อีกครั้ง

“มีเหตุผล…”

ขุนนางอีกคนเอ่ยตาม

“หากเป็นเช่นนั้น…ก็ควรทดลอง”

เสียงเห็นด้วยเริ่มดังขึ้นทีละน้อย แม้จะยังไม่มั่นใจทั้งหมด แต่ก็เพียงพอให้คำสั่งถูกส่งต่อไปยังชาวบ้าน

แต่ต้นจนจบหลิงหยวนโหวทำหน้าที่เพียงผู้ฟัง และสั่งการเท่านั้น


 

ขณะที่ภายในโถงสั่งการยังคงเต็มไปด้วยเสียงถกเถียงเรื่องการรับมือภัยพิบัติ

อีกฟากหนึ่งของเมือง

รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ หยุดลงหน้าจวนที่ตระกูลเถียนเช่าไว้ ล้อบดกับพื้นดินแห้งที่เพิ่งพ้นน้ำ เสียงครืดเบาๆ ดังขึ้น ก่อนจะเงียบลง

เหยาอวี้ก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง ชายกระโปรงแตะพื้นเบาๆ สายตากวาดมองไปยังประตูจวน

ตอนที่เจอนายท่านเถียนที่หน้าประตูจวน ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายซูบผอมลงไปมาก คงเพราะหลายๆ อย่าง แต่ข้อดีของอีกฝ่ายคือไม่ยอมกล่าวกับผู้ใดว่าจะให้เด็กหญิงไปดูฮูหยินของตนที่เสี่ยงต้องการแท้ง

ในยุคนี้หมอทั่วไปนั้นมีฐานะต้อยต่ำ บางครั้งยังมองว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกหมอผีแม่มดก็มี ยิ่งหมอตำแยยิ่งดูถูก เพราะส่วนใหญ่เป็นหมอหญิง ยิ่งเทียบกับหมอชายไม่ได้ไปกันใหญ่ จะต้องเป็นหมอจากโรงหมอใหญ่ หมอเทวดาเลื่องชื่อ หรือหมอหลวงในราชสำนัก เท่านั้น ถึงจะได้รับการยกย่อง

ดังนั้นต่อให้เขาร้อนใจเรื่องฮูหยินมาก แต่ก็ไม่กล้าบอกอาการของฮูหยินตนออกมาเพื่อให้เด็กหญิงเสื่อมเสีย เพราะแค่เขาหน้าหนามาร้องถึงหน้าจวนแม่ทัพก็นับว่าเกินฐานะมากแล้ว ไม่ใช่แค่นางมีฐานะเป็นคุณหนูสี่สกุลเจียง ทั้งยังเป็นถึงแขกของหลิงหยวนโหวอีก ต่อให้นางปฏิเสธไม่พบ เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะเคืองแค้น

แต่โชคดีที่เด็กหญิงยอมตกลง เขาจึงแทบกราบไหว้ฟ้าดินเลยทีเดียว

ที่หน้าจวนมีหมอหยางรอต้อนรับอยู่ ดวงตาของเขาพลันสั่นไหว ก่อนจะรีบค้อมศีรษะ ในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

เพราะเพียงหมออวี้…เขาก็ไม่กล้าหวัง

แต่นี่ยังมีหมอเทวดามาด้วยอีกคน

“คุณหนูสี่เจียง…” น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย

“อาการเป็นอย่างไรบ้าง” เหยาอวี้ถามขณะเดินเข้าไป

“ไม่ค่อยดี เลือดตกตั้งแต่เช้า หมอตำแยบอกว่าช่องคลอดเปิดไปเกือบหนึ่งชุ่น[1]แล้ว” หมอหยางตอบด้วยตัวเอง

เหยาอวี้พยักหน้ารับ ส่วนเซวียนกวงเผยสีหน้าไม่ดี เขาพึงรู้ตอนขึ้นรถม้าว่าฮูหยินเถียนมิได้ป่วยธรรมดา แท้จริงแล้วนางอยู่ภาวะแท้งคุกคาม

ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ หน้าต่างถูกเปิดเพียงเล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ ผ้าขาวถูกปูเรียบร้อย เตรียมไว้สำหรับการรักษา

เหยาอวี้ล้างมือด้วยน้ำสะอาดอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง

ปลายนิ้วแตะลงบนข้อมือของฮูหยินเถียนอย่างระมัดระวัง

ชีพจร…อ่อนแรง สับสน

ลมหายใจของคนป่วยแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เพราะหลายวันก่อนนางตั้งโต๊ะตรวจโรคให้คนทุกวัน จึงพอมีค่าบุญกุศลเพิ่มขึ้นมา สามารถใช้สัมผัสฟ้าดินได้อยู่บ้าง ประกอบกับความสามารถของนางเอง

จึงสามารถบอกได้ว่าครรภ์นี้อย่างไรก็ไม่อาจรักษาไว้ได้

เหยาอวี้ถอนหายใจ มองใบหน้าที่น้ำตานองหน้าของฮูหยินเถียนอย่างเห็นใจ อีกฝ่ายคงคาดหวังกับนางมากจริงๆ เพราะเพียงแค่เห็นท่าทีนี้ของนาง ฮูหยินเถียนก็น้ำตาใหลพรากทันที

“ขอเพียงเจ้าช่วยได้…” ฮูหยินเถียนเอ่ยเสียงสั่น “อยากได้สิ่งใด ข้าจะให้”

เหยาอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน

“บางอย่าง…มีเงินก็ใช่ว่าจะได้มาเจ้าค่ะ”

คำพูดนั้น

ทำลายความหวังลงในทันที

“ไม่จริง!” ฮูหยินเถียนส่ายหน้าอย่างเสียสติ “เจ้าช่วยได้! ตอนซู่อี๋เหนียง…เจ้าก็ยังช่วยได้!” เสียงเริ่มแหลมสูง “หรือเพราะเจ้าถูกนังแพศยานั่นซื้อไป! เจ้าจึงไม่ช่วยข้า!” ตอนนี้นางทั้งหวาดกลัว และสิ้นหวัง

คำกล่าวหานั้นทำให้ทั้งหมอหยางและนายท่านเถียนหน้าถอดสี

“คุณหนูสี่เจียง…ต้องขออภัย…” หมอหยางรีบเอ่ย “ช่วงนี้นาง…กระทบกระเทือนมาก”

แม้แต่ฝานซูเมิ่งที่ยืนไม่ไกลยังขมวดคิ้วไม่พอใจ

ทว่าเหยาอวี้กลับไม่ใส่ใจอารมณ์ของนางเลย เพราะนางเข้าใจ แต่ใช่ว่าจะยอมรับ และเพราะอีกฝ่ายไม่ได้สำคัญต่อตน นางจึงกลายเป็นไม่ใส่ใจจริงๆ

“ข้าสามารถประคองจนครรภ์นี้คลอดได้” เหยาอวี้กล่าวออกมาเบาๆ ทำให้ทุกคนเริ่มมีหวัง

ส่วนหมอเซวียนกวงที่กำลังจับชีพจรต่อจากเหยาอวี้ถึงกับตกใจ เพราะนี่คืออาการของคนแท้งแล้ว แม้แต่เขายังช่วยไม่ได้ แต่นางกลับบอกว่ารักษาครรภ์ได้

อัยหย้า ความสามารถของหมอด้วยกัน ต่างถึงเพียงนี้เชียว

เป็นอีกครั้งที่เซวียนกวงไม่กล้ารับคำว่าหมอเทวดาของตนจริงๆ

“แต่เด็ก…จะมีร่างกายไม่ครบเจ้าค่ะ” คำพูดนี้สร้างแตกตื่นทันที

สำหรับฮูหยินเถียน และนายท่านเถียนไม่ต่างกับสายฟ้าฟาด

ส่วนหมอหยางถึงกับพูดไม่ออก

และเซวียนกวงก็รีบเอื้อมมือมาจับชีพจรของฮูหยินเถียนอีกครั้ง ใช้เวลาตั้งสมาธิอยู่นาน จึงรับรู้ถึงความผิดปกติที่เบาบาง

ไม่ได้การแล้ว… พรุ่งนี้เขาจะต้องหาน้ำชา และค่าครู มากราบไหว้อาจารย์!




 

[1] ชุ่น (寸 - cùn): หรือ “นิ้วจีน” มีค่าเท่ากับ 10 เฟิน ประมาณ 3.33 เซนติเมตร