LNCrawler

ตอนที่ 150

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 150

ตอนที่ 150


 

นายท่านเถียนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่เคยหวาดหวั่นกลับค่อยๆ แข็งกระด้างลง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาอย่างช้าๆ

เขาถอนหายใจยาว เสียงนั้นไม่ดัง…แต่หนักแน่นพอจะกดทับทั้งห้อง

“เช่นนั้น…” เขาเอ่ยเรียบๆ โดยไม่มองผู้ใด “ก็ขับเด็กคนนี้ออกเสีย”

คำพูดนั้นตกลงมาเฉียบขาด ราวกับตัดขาดทุกสิ่ง

น้ำเสียงนั้นเรียบจนไร้ความรู้สึก ราวกับสิ่งที่กล่าวถึง…มิใช่ชีวิต

เขาย่อมไม่อยากให้บุตรพิการกำเนิดมาเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกอย่าง…ถึงอย่างไรตนก็มีอนุคนอื่นที่คลอดบุตรได้

ฮูหยินเถียนเบิกตากว้าง สายตาจับจ้องไปยังสามีของตนอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด

ชายผู้นั้นก็หันหลังให้ ก้าวเดินออกไปโดยไม่ลังเล แม้แต่เงา…ก็ไม่คิดจะหยุดรอ

ความเงียบถาโถมเข้ามาแทนที่

ฮูหยินเถียนนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ร่างทั้งร่างราวกับถูกดูดกลืนพลังไปจนหมด ก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาอีกครั้ง…อย่างไร้เสียง

“เหตุใด…” นางพึมพำเบาๆ เสียงนั้นแตกสลาย

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…”

ความโกรธแค้น ความสิ้นหวัง ความไม่ยอมรับ ทั้งหมดถาโถมอยู่ในดวงตาคู่นั้น

นางรู้สึกโกรธแค้นต่อโชคชะตายิ่งนัก เพราะนางทำกรรมไว้มาก นางจึงต้องรับกรรมเช่นนี้อย่างนั้นหรือ

นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองไปยังเหยาอวี้

แววตาที่เคยแข็งกร้าว…บัดนี้เหลือเพียงความหวังริบหรี่

“หะ-หากขับ…” เสียงสั่นเครือ “แล้วข้า…”

คำถามนั้นไม่สมบูรณ์

แต่ทุกคนในห้อง…ล้วนเข้าใจ

เหยาอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

“ฮูหยินเถียน…” นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่น “ครรภ์นี้ของท่าน…มาในเวลาที่ไม่เหมาะสมจริงๆ” คำพูดนี้จำต้องพูด ไม่ใช่เพราะอยากติเตียนเรื่องที่นางใจร้อนเข้าหอ แต่เพราะต้องกล่าวออกมาจริงๆ

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย

“และหากต้องขับเลือดออกมาในช่วงอายุครรภ์นี้…ก็ไม่ต่างจากการทำลายมดลูกภายใน และหากมดลูกถูกทำลาย ต่อให้บำรุงอย่างไร ก็ไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีกแล้ว”

คำพูดนั้น ชัดเจน ไม่มีการอ้อมค้อม เหมือนมีดที่กรีดลงตรงจุด

ฮูหยินเถียนตัวแข็งค้าง

ความหวังสุดท้าย…ถูกตัดขาด

เหยาอวี้จำต้องพูดตรงๆ นางเห็นความหวังเช่นนี้ของนางซ้อนทับใบหน้าของจางซื่อเล็กน้อย

เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นสตรีที่ฝากชีวิตไว้ที่เรือนหลังเช่นนี้เหมือนกัน

แต่…ไม่รู้ว่าเพราะมารดามีนาง จึงเข้มแข็งกว่ามาก หรือเพราะเป็นนิสัยจริงๆ ของมารดา อีกทั้งยังคิดจะหาเรือนให้นางแต่งออกดีดีเสียด้วย

เพราะนางไม่เคยพบบิดาจึงไม่รู้ว่ามารดาตอนอยู่กับเขาเป็นเช่นไร แต่ขนาดบิดาเสียชีวิตมารดาก็ยังดิ้นรนและมีชีวิตได้เท่าที่ต้องการ โดยไม่ยอมเสียเปรียบผู้ใด

เพราะจากคำพูดของพวกหลัวเหอ ทำให้นางรู้ว่าจางซื่อก็ไม่ใช่คนยอมใครเท่าใดนัก

นางจึงคิดได้ว่านี่คือส่วนที่ต่างกับฮูหยินเถียน เพราะมารดาของตนแม้จะยอมรับธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ก็ยึดตนเองเป็นสำคัญ ถึงขั้นกล่าวว่าสามีต้องหาให้ร่ำรวย เพราะต่อไปชีวิตจะดีเอง ขนาดไม่แยแสเรื่องเป็นอนุด้วยซ้ำ ยังกล่าวอีกว่าอนุนั้นดีเหมือนกัน ไม่ต้องออกหน้าจัดการบ้าน สามารถแต่งตัวสวยๆ ในจวน ใช้เงินที่ได้มาให้หมด เดือนหน้าก็มีใหม่ แต่สำคัญคือต้องเลือกฮูหยินของจวนให้ดี

เห็นได้ชัดว่ารักเงิน และความสบาย มากกว่าตัวผู้ชายด้วยซ้ำ

เพียงเพราะกรอบสังคมตรีตราแล้วว่าสตรีต้องออกเรือน นางจึงคิดหาวิธีออกเรือนที่ดีไว้ให้บุตรสาวแต่เนิ่นๆ เท่านั้น

คำพูดที่ดูไร้ศักดิ์ศรีและสามารถทำให้มันมีเหตุผลได้นั้น ดูเหมือนว่าจะมีเพียงจางซื่อผู้เดียวที่จะกล่าวออกมาได้

หากมองจากค่านิยมในยุคนี้ ความจริงสิ่งที่จางซื่อคิดก็ไม่ผิดอันใด

เพราะการอยู่อย่างทนงตน และยึดติดแย่งชิงที่ตัวบุคคลเช่นฮูหยินเถียน กลับมีจุดจบที่แย่เสียกว่า


 

หมอหยางไม่แม้แต่จะขอให้หมอเทวดาช่วยเหลือ เพราะเขาเห็นชายชราจับชีพจรของบุตรสาวตนแล้วส่ายหน้า ดูเหมือนว่าคงวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเสร็จสิ้น เหยาอวี้แม้จะมีคำพูดสักอย่างอยู่บ้าง แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดออกมา

ตอนนี้ซู่อี๋เหนียงคงจะกลับมาเป็นนายหญิงคนสำคัญของจวนอีกครั้ง แม้แต่นายท่านเถียนยังกลับมาพูดจาอ้อมค้อมให้นางไปจับชีพจรให้อนุของตนสักหน่อย

เหยาอวี้ก็ไม่ติดอันใด นางไม่คิดว่าจะต้องระวังเรื่องความสัมพันของสองเรือนด้วยซ้ำ เพระแต่แรกผู้ที่เชิญนางมายังจวนเถียน ก็คืออนุซู่ผู้นี้

สภาพของอนุซู่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมาก เพราะต้องนอนนิ่งๆ ไปจนกว่าจะคลอด แต่โดยรวมก็ดีขึ้นกว่าตอนนั้นมาก

“ขอบคุณคุณหนูสี่เจียง” ซู่อี๋เหนียงบอกอย่างจริงใจ ชีวิตเรือนหลังของอนุที่มีฮูหยินจิตใจคับแคบนั้นมิได้ง่ายดาย แต่นางกลับสามารถอยู่ถึงตั้งครรภ์ขึ้นมาได้ ก็คงมีดีอยู่เหมือนกัน

นายท่านเถียนให้คนนำตั๋วเงินมามอบให้ถึงห้าพันตำลึง ส่วนหนึ่งคงเป็นค่าหมอ อีกส่วนก็เป็นการขอขมา เพราะฐานะแขกของหลิงหยวนโหวนั้น ใช่ว่าใครก็จะเชิญได้ง่าย

ซึ่งเด็กหญิงก็รับมาทั้งหมด แล้วกล่าวลาทันที

นายท่ายเถียนย่อมไม่กล้ารั้งไว้ จึงค้อมตัวส่งถึงหน้าจวนเลยทีเดียว


 

เมื่อกลับถึงจวนก็ต้องแวะไปที่เรือนของไท่จื่อสักหน่อย เพราะเซวียนกวงรบเร้าให้นางจับชีพจรให้เขา

ทั้งยังเล่าว่าเมื่อคืนปรึกษาราชการจนไข้ขึ้น แม้ว่าเขาจะดูแลจนชีพจรเสถียร์แล้วแต่ก็อยากให้นางไปตรวจดูอีกที เขาจึงวางใจ

คำพูดนี้ทำเอาฝานซูเมิ่งขมวดคิ้วอีกครั้ง

อะไรคือการที่หมอเทวดาพูดว่าให้เด็กหญิงผู้หนึ่งไปตรวจซ้ำ แล้วตนจึงจะสบายใจ?

เรื่องความสามารถของเหยาอวี้ ฝานซูเมิ่งที่ติดตามมาทั้งวันก็พอจะเดาได้คร่าวๆ แล้วว่า…เก่งกาจ

เพราะหมอวัยกลางคนผู้นั้นยังกล่าวกับเด็กหญิงอย่างให้ความเคารพ ดูเหมือนจะประจักษ์แก่ฝีมือของนางมาแล้ว

แต่กับท่านหมอเทวดาเซวียน…

‘นี่ท่านจะให้ข้าคิดเช่นนี้จริงๆ หรือ!!!’

‘คิดอะไรนะหรือ?’

‘ก็คิดว่าเด็กแปดขวบมีความสามารถมากกว่าหมอเทวดาอย่างไรเล่า!’


 

ภาพที่ปรากฏต่อหน้ากลับทำให้นางเถียงตนเองไม่ออก

เมื่อเข้าไปถึงเรือนของไท่จื่อ บรรยากาศภายในเงียบสงบ กลิ่นยาจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ เด็กชายผู้สูงศักดิ์นอนพักอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเล็กน้อย แต่ลมหายใจสม่ำเสมอ

เหยาอวี้ไม่กล่าวคำใด เพียงนั่งลงข้างเตียง ปลายนิ้วแตะลงบนข้อมืออย่างมั่นคง

เซวียนกวงยืนอยู่ด้านหลังห่างเพียงหนึ่งก้าว

ท่าทางนั้น…มิใช่ของผู้ที่เหนือกว่า

แต่กลับคล้ายศิษย์ที่ยืนรอฟังคำสอน

“ยาที่ใช้เมื่อเช้า…” เหยาอวี้เอ่ยเบาๆ ขณะจับชีพจร “ลดความร้อนลงได้แล้ว แต่ยังคงมีลมคั่งค้างอยู่เล็กน้อย”

เซวียนกวงพยักหน้าทันที

“ควรปรับเทียบ…” นางกล่าวต่อ ช้าและชัด “เพิ่มสมุนไพรที่ช่วยระบายออกเล็กน้อย แต่ต้องไม่แรงเกินไป มิฉะนั้นจะกระทบกับกำลังภายใน”

ชายชราพยักหน้าอีกครั้ง มือหยิบพู่กันขึ้นมาจดอย่างตั้งใจ

ไม่มีการโต้แย้ง

ไม่มีความลังเล

จากนั้นก็ย้ายกันไปที่เรือนยา เรือนของของไท่จื่ออยู่ใกล้กับเรือนยาแห่งนี้ยิ่งนัก

หลิงหยวนโหวมิใช่คนประมาท เพราะหากไท่จื่อเกิดเป็นอะไรขึ้นมาในจวนของตนย่อมมิใช่เรื่องดี

ดังนั้นจึงโยนพวกเขามัดรวมกันไว้ที่เดียวกัน

ทั้งคนไข้

ทั้งหมอ

ทั้งยา

เพื่อให้สะดวกที่สุด

เซวียนกวงเริ่มต้มยาด้วยตนเอง โดยมีเหยาอวี้คอยกำกับและชี้แนะอธิบายทุกอย่างอยู่ข้างๆ และมีฝานซูเมิ่งที่เริ่มเหม่อลอยไม่เข้าใจไปทุกที

ดูเหมือนว่า…ต่อให้ไม่อยากเชื่อ โลกทัศน์ที่นางมีอยู่ก็พังทลายจนหมดสิ้น

แม่นางน้อยสกุลเจียงผู้นี้ คืออัจริยะแพทย์แห่งยุค!

 

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เหยาอวี้ลากสังขารกลับเรือนพักของตนอย่างเหนื่อยล้า 

ยามเย็นคล้อยลง แสงแดดอ่อนสาดผ่านกิ่งเหมย เงาไม้ทอดยาวไปตามทางเดิน

วันนี้นางถูกตาแก่แซ่เซวียนนั่นพยายามรีดไถความรู้วิชาแพทย์จากนางแทบทุกช่วงเวลา

เหยาอวี้มิใช่คนหวงวิชา

ตรงกันข้าม

นางมีความอดทน และยินดีจะถ่ายทอดสิ่งที่รู้

ไม่ว่าจะเป็นจินเซียง หรือเจียงจื่อหรง หากอยู่ใกล้เวลานางต้มยา หรือรักษาคน นางก็มักอธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

เพราะพวกนางเป็นเหมือนถ้วยเปล่า รับสิ่งใดก็ได้ โดยไม่ตั้งคำถามมากนัก

แต่เซวียนกวง…ต่างออกไป

เขามีความรู้ มีประสบการณ์ มีกรอบความเข้าใจของตนเอง

ดังนั้น สิ่งที่เหยาอวี้ต้องทำ มิใช่เพียงสอน แต่ต้องรื้อ และสร้างใหม่

เหตุใดบางอย่างจึงใช้ได้

เหตุใดบางอย่างจึงมีข้อยกเว้น

และเหตุใดความเชื่อเดิม…อาจไม่ถูกเสมอไป

นางถอนหายใจเบาๆ ก้าวเข้าสู่เรือนหงเหมยฝั่งตน กลิ่นดอกไม้หอมอ่อนลอยมาตามลม ความสงบค่อยๆ โอบล้อม

แต่ในใจนางกลับรู้ดีว่า

วันพรุ่ง ตาแก่ผู้นั้น…คงยังไม่เลิกราแน่นอน