LNCrawler

ตอนที่ 151

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 151

ตอนที่ 151


 

เจียงมู่ไป๋ผลักประตูเรือนหงเหมยเข้าไปอย่างแผ่วเบา แสงยามค่ำลอดผ่านช่องหน้าต่างบางๆ ส่องลงบนพื้นไม้ให้เห็นเงารำไรในห้อง

ในมือเขาถือสำรับอาหารมาด้วยตนเอง วางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง

สายตาเหลือบไปยังเตียงด้านใน

เด็กหญิงนอนคว่ำหน้า ซุกใบหน้าลงกับหมอนอย่างหมดสภาพ กระทั่งผ้าห่มยังไม่คิดจะดึงขึ้นมาคลุม

ร่างเล็กนั้นนิ่งสนิท ราวกับหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว

“เจ้าควรกินอะไรสักหน่อย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ เดินเข้าไปใกล้

เหยาอวี้ส่ายหน้ากับหมอนอย่างอ่อนแรง ร่างกายเหมือนจะถูกดูดจมลงไปกับเตียงจนไม่อาจลุกได้อีกแล้ว เสียงอู้อี้ดังลอดออกมา

“ปล่อยข้าไว้เช่นนี้เถิดพี่รองคนงาม…”

คำเรียกนั้นทำให้คิ้วของชายหนุ่มกระตุกเล็กน้อย รู้สึกว่าคำพูดของนางเริ่มเพ้อเจ้อขึ้นทุกที

“ทานอะไรสักหน่อยเถอะ” เขากล่าวต่ออย่างอดทน “บ่าวรับใช้บอกว่าเจ้ามิได้ทานอะไรตั้งแต่บ่าย”

แต่คำตอบที่ได้มีเพียงเสียงยืดยาน

“ม่ายยยย… ข้าจะไม่ลุกอีกแล้ว…”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความขี้เกียจแท้จริง มิใช่เสแสร้งแม้แต่น้อย

เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโดยไม่ลังเล

เขาเอื้อมมือไปช้อนร่างเด็กหญิงขึ้นจากเตียงอย่างเบามือ ให้นางนั่งพิงอกของตนโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว

เหยาอวี้ชะงักไปชั่วขณะ ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาแตะปลายจมูก

เนื้อหมูป่าผัดน้ำผึ้งป่าคลุกพริกหอม ถูกคีบขึ้นจ่อริมฝีปากนาง

แม้จะรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

แต่สุดท้าย…นางก็พ่ายแพ้ให้กลิ่นนั้น ริมฝีปากอ้ารับโดยไม่รู้ตัว

ความจริงแล้วมิใช่ว่าไม่หิว

เพียงแต่…เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัวเท่านั้น

เหยาอวี้เคี้ยวช้าๆ ดวงตาปิดลงเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ

ยังไม่ทันกลืนหมด คำต่อไปก็ถูกยื่นมาอีก

นางกลืนลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาเหมือนจะง่วงงุนแต่ยังแฝงแววขบขันล้อเลียน

“พี่รอง…ท่านกำลังผิดหลี่อีเหลียนฉืออยู่นะเจ้าคะ”

น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา คล้ายจะเตือน แต่กลับไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย

เพราะเด็กหญิงยอมรับการบริการนี้อย่างดียิ่ง และทันทีที่พูดจบ …

นางก็อ้าปากงับผัดยอดผักป่าคลุกงาที่ยื่นมาอย่างรวดเร็ว ตามด้วยข้าวคำหนึ่งโดยไม่ลังเล

แม้แต่ถ้วยน้ำชาที่ถูกยกขึ้นแนบริมฝีปาก นางก็จิบจนหมดอย่างว่าง่าย

“ข้ากำลังปฏิบัติตามอู่หลุน[1]ต่างหาก” เจียงมู่ไป๋ตอบเรียบ

เหยาอวี้นิ่งไปเล็กน้อย คิ้วขมวดคล้ายกำลังค้นความทรงจำ

เหยาอวี้ที่ไม่ได้พิศวาสคัมภีร์หลุนอวี่[2]เหมือนพวกบัณฑิตยุคนี้ แต่เพราะชีวิตในชาติแรก มันคือวิชาบังคับ ที่ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม เด็กนักเรียนทุกคนต้องเรียนบทคัดย่อจากหลุนอวี่ ในวิชาภาษาจีน แล้วท่องกันเป็นต่อยหอยทุกคน ขนาดว่าผ่านไปถึงสามชาติภพ แม้จะจำไม่ได้ทั้งหมด ก็ยังมีหลายอย่างที่ซึมลึกลงไปถึงกระดูกอยู่ดี

นางค้นคำอู่หลุนอยู่ครู่หนึ่งค่อยพยักหน้ายอมรับ

“อืม…” นางพยักหน้าเบาๆ “เป็นพี่รองเอ็นดูข้านี่เอง…”

เสียงพึมพำแผ่วเบา จากนั้นร่างเล็กก็เอียงเข้าหาโดยไม่รู้ตัว มือเล็กโอบเอวสอบเขาอย่างงัวเงีย ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกแนบแน่น

นางเหนื่อยมากจริงๆ อีกทั้งกลิ่นกายของมนุษย์ที่ผ่านการชำระไขกระดูกมาแล้วจนบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐาน ทั้งยังบำรุงด้วยสมุนไพรเซียนทุกวัน ช่างให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น เสพย์ติด และคุ้นเคย เหมือนกับตอนที่อยู่ในตำหนักเหยาฉือนับร้อยปีนั่นยิ่งนัก

“ต่อไป…” เสียงนั้นคล้ายละเมอ “ข้าจะต้องเคารพท่านมากๆ แน่นอน…”

คำพูดขาดหายไปกลางคัน ร่างในอ้อมแขนพลันอ่อนลง หลับไปทันที

เจียงมู่ไป๋ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบใช้แขนอีกข้างประคองไม่ให้นางร่วงลงไป

นี่เป็นอีกครั้งแล้ว ที่เขาเห็นนางเหนื่อยจนหลับไปเช่นนี้

เขาช้อนตัวเด็กหญิงขึ้นอย่างระมัดระวัง วางลงบนเตียง จัดท่าทางให้สบาย แล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุม

การเคลื่อนไหวทุกอย่างเงียบงัน ไร้เสียงรบกวน

ตั้งแต่แช่ยาและขจัดพิษครั้งนั้น เจียงมู่ไป๋นอกจากจะรับรู้ถึงวรยุทธ์ที่ก้าวหน้า และกำลังภายในที่แข็งแกร่งขึ้น เขายังมีประสาทสัมผัสที่เฉียบไวขึ้นมาก

ดังนั้นฝีเท้าที่แผ่วเบาของฝานซูเมิ่งบนหลังคา ก่อนจะปรากฎอีกที่หน้าประตูเขาจึงรับรู้ทั้งหมด

ฝานซูเมิ่งค่อยๆ เปิดประตูเข้ามา สิ่งที่เห็น ทำให้นางชะงัก

เจียงมู่ไป๋นั่งอยู่บนเตียงของเหยาอวี้…?

เพราะนางไม่อาจรับรู้เลยว่าในห้องนอกจากเด็กหญิงแล้วยังมีอีกคนนั่งอยู่

นางกระแอมเบาๆ

แต่ทันทีนั้น

สายตาเย็นเฉียบก็หันมามอง คล้ายตำหนิที่นางกำลังจะส่งเสียงรบกวน

“ถอดเสื้อตัวนอกให้นางด้วย” เขากล่าวสั้นๆ แล้วลุกขึ้น

ชายหนุ่มมองเด็กหญิงอีกครั้งแล้วนึกถึงคำพูดของนางถึงอู่หลุน

มุมปากราบเรียบยกขึ้นเล็กน้อย…

เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่ตอบได้ว่าแท้จริงแล้วกำลังใช้หลักความสัมพันธ์ใดกันแน่กับนาง

ชายหนุ่มเดินผ่านฝานซูเมิ่งไปอย่างเงียบงัน

ทว่าเมื่อเด็กสาวหันกลับ แต่…ไม่พบผู้ใดอีกเลย

เหงื่อชื้นเย็นเต็มหลังอย่างไม่รู้ตัว

ตั้งแต่ถูกหลิงหยวนโหวรับเลี้ยงและฝึกหนัก นางก็ไม่เคยคิดว่าจะมีผู้เยาว์รุ่นใกล้เคียงกันเทียบเคียงนางในเรื่องวรยุทธ์ได้

ไม่คิดว่ายังไม่ทันออกจากจวนแม้ทัพ นางกลับพบเข้าแล้วหนึ่งคน ทั้งที่ภายนอกเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอ มือไม่มีแม้แต่แรงจะจับไก่มามัด กลับทำให้นางรู้สึกว่าหากเขาคิดจะสังหาร นางคงตายไปโดยไม่ทันเห็นอาวุธด้วยซ้ำ

กระทั่งเด็กแปดขวบยังเป็นอัจฉริยะแพทย์ สกุลเจียงจะมียอดยุทธ์อีกสักคนก็ไม่น่าจะผิดแปลกอะไร

ทว่ายอดยุทธ์ผู้นี้ มิใช่ว่านางเพิ่งได้ข่าวมาว่าป่วยใกล้ตายมิใช่หรือ!!!!

สภาพของไท่จื่อยามนี้ต่างหากจึงจะถูกต้อง

แต่เจียงมู่ไป๋ นอกจากจะช่วยท่านพ่อบุญธรรมคิดกลยุทธ์รับมือภัยภิบัติกับพวกขุนนางในเมืองมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว ยังสามารถเดินเหินไปมาพลิ้วไหว ดุจมังกรเหินเช่นนี้ได้อีก

ไม่ได้การ! หน่วยสอดแนมของกองทัพหลิงหยวน ถึงคราวต้องฝึกหนักยกหน่วยแล้ว 


 

เพียงวันเดียวหลังจากคำสั่งถูกส่งลงมา เมืองหลิงหยวนที่เคยวุ่นวายจากภัยน้ำท่วม กลับเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างรวดเร็ว

หลังจากเจียงมู่ไป๋อ้างเรื่องความสำคัญของน้ำ กับโรคระบาดออกไป เขายังอาศัยความกลัวนี้ขยายออกไปจนถึงขั้นสร้างคำสั่งเกี่ยวกับการกักตุนน้ำขนานใหญ่อีกด้วย

คำสั่งของหลิงหยวนโหวจึงถูกถ่ายทอดลงไปตามที่่ชายหนุ่มแนะนำ

เจ้าหน้าที่ หัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ในจุดอพยพ และบรรดาซิ่วไฉ จวี่เหริน ที่เป็นเหมินเค่อ[3]ในเมืองถูกเรียกตัวมารวมกันตั้งแต่เช้าตรู่ ถูกจัดให้เข้าอบรมอย่างเร่งด่วนในลานกว้างหน้าที่ว่าการ เสียงอธิบายเรื่องน้ำสะอาดดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ตั้งแต่วิธีกรองน้ำอย่างง่าย ไปจนถึงการต้มน้ำก่อนดื่ม

เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว คนเหล่านี้ก็ถูกกระจายตัวออกไปตามตรอกซอย และแหล่งชุมชนทั้งเมือง โดยเฉพาะพื้นที่พักของเหล่าผู้อพยพ

เดินเคาะประตูบ้าน เรียกชาวบ้านมารวมตัว แล้วอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในช่วงแรก ยังมีเสียงบ่นไม่พอใจดังขึ้นไม่น้อย

“น้ำก็มีเต็มไปหมด จะให้กรองอะไรอีก”

“ต้องต้มอีกหรือ เสียฟืนเสียเวลา”

บางคนถึงขั้นโต้เถียง สีหน้าไม่เชื่อถือ

แต่เมื่อคำว่าโรคระบาด ถูกยกขึ้นมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ความรักตัวกลัวตาย…มีอำนาจเหนือเหตุผลทั้งปวง

เสียงบ่นค่อยๆ เบาลง

มือที่เคยลังเล…เริ่มลงมือทำ

ในขณะเดียวกัน

ภายในค่ายทหาร การเคลื่อนไหวยิ่งเข้มข้นยิ่งกว่า

คำสั่งให้สะสมน้ำสะอาด ถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

โรงปั้นหม้อในเมืองได้รับคำสั่งเร่งด่วน เตาเผาถูกจุดขึ้นตลอดทั้งวันทั้งคืน เปลวไฟแดงฉานไม่เคยดับ โอ่งดินเผาถูกปั้นขึ้นเป็นจำนวนมากจนลานด้านหน้าคลาคล่ำไปด้วยคนงาน

ไม่นาน…โอ่งเหล่านั้นก็ถูกลำเลียงออกจากโรงปั้นหม้อ ตั้งเรียงรายอยู่ในพื้นที่ว่างนอกค่ายทหารเป็นแถวแน่น

ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง

แต่ทุกใบ…รอการเติมเต็ม

ขณะเดียวกัน

ชายฉกรรจ์จำนวนมากถูกเกณฑ์ขึ้นสู่ภูเขา เส้นทางสูงชัน เต็มไปด้วยโคลนและหินลื่น แต่พวกเขายังคงแบกไม้ไผ่ขึ้นไปทีละท่อน

น้ำตกและลำธารบนที่สูง ยังคงใสสะอาด

ที่นั่น…คือแหล่งน้ำสำคัญ

รางไม้ไผ่ถูกต่อเรียงกันอย่างเร่งรีบ ท่อนแล้วท่อนเล่า เชื่อมต่อกันจากยอดเขา ไหลลงสู่ด้านล่าง น้ำใสไหลผ่านรางอย่างต่อเนื่อง ไหลลงสู่โอ่งดินเผาที่รอรับอยู่เบื้องล่าง

เสียงน้ำกระทบภาชนะดังแผ่วเบา แต่สม่ำเสมอ

ราวกับเป็นเสียงของชีวิตที่กำลังถูกเก็บรักษาไว้


 

นอกจานี้ คำสั่งจากผู้ว่าการเมืองยังถูกประกาศเพิ่มเติมในสองวันถัก ไปอีก

“ทุกครัวเรือน ต้องมีโอ่งน้ำสะอาดอย่างน้อยห้าโอ่ง โดยจะเริ่มสำรวจหลังน้ำลดอีกสิบวันต่อมา”

เหตุผลถูกอ้างอย่างชัดเจน…เพื่อควบคุมและป้องกันโรคระบาด

แต่แท้จริงแล้ว… คือการบังคับ ให้ทุกคนเริ่มสะสมน้ำ

อีกทั้งยังเป็นการคิดคำนวนทั้งระบบ ราคาของโอ่งจึงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

โรงปั้นหม้อได้รับโควต้าการผลิตและจำหน่ายจำนวนมาก ย่อมสามารถให้ส่วนลดนี้ได้แน่นอน

ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์

ชาวบ้านแม้จะบ่น…แต่ก็ต้องยอมทำตาม


 

แม้แต่บนภูเขา ยังมีการสร้างเขื่อนไม้ชั่วคราว

ไม้ซุงถูกนำมากั้นลำธารสายเล็กๆ น้ำใสถูกชะลอไว้ด้านบน ไม่ให้ไหลลงไปปะปนกับน้ำโคลนด้านล่าง

น้ำแต่ละหยด ถูกเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ราวกับสิ่งมีค่า

ทั้งเมืองเคลื่อนไหวไปในจังหวะเดียวกัน จากคำสั่งเพียงไม่กี่ประโยค กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

ผู้คนอาจยังไม่เข้าใจทั้งหมด อาจยังมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน

และไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ในวันนี้ จะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเขาในวันข้างหน้า

เมื่อถึงวันที่ น้ำสะอาด…หายากยิ่งกว่าทองคำ

เจียงมู่ไป๋มองทุกอย่างที่ถูกดำเนินการตามแผน ก่อนจะปล่อยเหยี่ยวตัวเดิมที่เพิ่งร่อนลงมา ไปพร้อมจดหมายที่เท้าของมัน



 

  




 

[1]อู่หลุน (五伦 - Wǔ Lún) หรือ 5 ความสัมพันธ์หลัก ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติที่ใช้คู่กับ “ปาเต๋อ” (八德 - Bā Dé) หรือ คุณธรรม 8 ประการ ซึ่ง หลี่อีเหลียนฉือ ก็คือ 4 ข้อใน 8 คุณธรรมนี้ (ในนั้นมี ยางอาย หรือที่ชอบใช้คำว่าว่า ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด)

ซึ่ง อู่หลุน มีหลักปฏิบัติ ดังนี้

ผู้ปกครอง กับ ผู้อยู่ใต้ปกครอง: เน้นความ “เมตตา” จากเบื้องบน และความ “จงรักภักดี”จากเบื้องล่าง

บิดามารดา กับ บุตร: เน้นความ “รักถนอม” จากพ่อแม่ และความ “กตัญญู” จากลูก

สามี กับ ภรรยา: เน้นการ “ให้เกียรติ” และ “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” ไม่ทอดทิ้งกันในยามแก่เฒ่าหรือเจ็บป่วย

พี่ กับ น้อง: เน้นความ “เอ็นดู” จากพี่ และความ “เคารพ” จากน้อง

เพื่อน กับ เพื่อน: เน้นความ “จริงใจ” และการรักษาคำพูด “สัตย์ถือ” ต่อกัน


 

[2] คัมภีร์หลุนอวี่ เป็นบันทึกคำสอนของขงจื๊อที่ลูกศิษย์รวบรวมไว้


 

[3] เหมินเค่อ (门客 - Ménkè) ในบริบทประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน หมายถึง “แขกผู้พำนัก” หรือ “ที่ปรึกษา” ที่เหล่าขุนนางหรือผู้มีอำนาจเลี้ยงดูไว้ในจวน เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือกิจการต่าง ส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตที่มีสอบผ่านสนามต่างๆ แต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนาง