ตอนที่ 152
ตอนที่ 152
ตอนที่ 152
สองวันถัดมาเหยาอวี้ก็เริ่มออกไปตั้งโต๊ะตรวจโรคอีกแล้ว ถือเป็นการหาเรื่องหนีตายจากตาเฒ่าช่างถาม และได้เริ่มสะสมบุญกุศลด้วย
ซึ่งหลิงหยวนโหวก็อนุญาตโดยไม่กล่าวสิ่งใดมาก ทั้งยังให้ทหารติดตามไปหลายนาย เพื่ออำนวยความสะดวก
เด็กหญิงจึงเลือกสถานที่เป็นร่มไม้หน้าจวนแม่ทัพ เพื่อความสะดวก
ความจริง เมื่อคืนตอนที่ฝานซูเมิ่งเข้ามารายงานเรื่องของเหยาอวี้ หลิงหยวนโหวก็แสดงสีหน้าคาดไม่ถึงออกมา
ในใจอดหวนคิดถึงสตรีนางนั้นที่ชอบฝั่งใจกับหมอหนุ่มรูปงาม ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มมีความหวังอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องจำนนด้วยข้อมูล ทั้งยังรู้สึกว่าเด็กหญิงเหมือนจะมีความสามารถไม่น้อย
ไหนจะคุณชายรองเจียงผู้นั้นอีก เพียงชั่วครู่ที่ได้ยินราชโองการ ก็สามารถปกปิดจุดอ่อนสำคัญออกมาได้ แล้วเช้าอีกวันก็ร่ายแผนรับมืออย่างเป็นขั้นเป็นตอน
แม้เรื่องน้ำจะดูตื่นตูมไปหน่อย แต่กลับทำให้ข้าราชการทั้งหมดของเมืองหลิงหยวนยอมพยักหน้า
คนผู้นี้หากไม่เข้ารับราชการขุนนาง คงเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของแผ่นดินหนานไห่
ตระกูลเจียงเป็นที่รวมคนเก่งขนาดนี้เชียวหรือ?
หลิงหยวนโหวได้แต่คิดในใจ
“พี่รอง” เหยาอวี้ที่กำลังจับชีพจรให้สตรีผู้หนึ่งยกยิ้มทักทาย
หลายวันมานี้ นางแทบไม่ได้พบเจียงมู่ไป๋เลย
มีเพียงความทรงจำเลือนราง คล้ายว่าเขาจะมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายนางในยามค่ำคืน ยามที่สติเลือนลางกึ่งหลับกึ่งตื่น
แต่ภาพเหล่านั้น…กลับพร่าเลือนเสียจนแยกไม่ออกว่าเป็นความจริง หรือเพียงความฝัน
ชีวิตในยามนี้ของนาง คล้ายจะย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่อยู่ในจวนเจียงอีกครั้ง
ยามเช้า คัดตำรา
ยามเย็น ต้มยา
ต่างกันเพียงเล็กน้อย เพราะมีเซวียนกวงอยู่ นางจึงเพียงคอยกำกับ ไม่จำเป็นต้องลงมือต้มเอง
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามา…
คือการสังคายนาตำราแพทย์กับชายชราผู้นั้นแทบทุกช่วงยาม
จนบางครา เหนื่อยยิ่งกว่าการรักษาคนเสียอีก
และทุกวัน เหยาอวี้จะปรับเทียบยาอยู่เสมอ คล้ายกับช่วงที่นางรักษาเจียงมู่ไป๋ในอดีต
ยามนี้ นางจึงอาศัยช่วงเวลาว่าง ออกมาตั้งโต๊ะตรวจโรคอีกครั้ง
โต๊ะไม้เรียบง่ายตั้งอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ แถวชาวบ้านทอดยาวไม่มากเหมือนควบคุมจำนวนไว้
เสียงพูดคุยเบาๆ คลอไปกับบรรยากาศยามสาย
แต่…ทันทีที่เจียงมู่ไป๋ก้าวเข้ามา แถวนั้นก็สั่นไหวเล็กน้อย สายตาหลายคู่หันไปมองพร้อมกัน
ใบหน้าของเขา เดิมทีก็สะดุดตาอยู่แล้ว แต่ยามนี้กลับดูโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม
หลายคนถึงกับยอมออกจากแถวเพียงเพื่อได้มองหน้าของเขาชัดๆ
เจียงมู่ไป๋ไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขาเพียงเดินตรงเข้ามา หยุดอยู่ข้างโต๊ะของเหยาอวี้ สายตามองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ
“ยังไม่พักอีกหรือ”
เหยาอวี้ยังคงจับชีพจรอยู่ รับรู้ถึงแรงสั่นรัวของชีพจรที่ไม่น่าจะมาจากโรค พลันรู้สึกจนใจยิ่งนัก
พี่รองของนางกำลังจะทำให้คนเป็นไข้ใจ!
นางเพียงเหลือบตามองเขาเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นนิดๆ
“พี่รองหายไปหลายวัน ข้ายังคิดว่าท่านละเมอมาเยี่ยมข้าที่นี่เสียอีก”
น้ำเสียงนั้นเหมือนจะหยอกล้อ แต่ก็แฝงความจริงที่สลับกันอยู่ไม่น้อย
เจียงมู่ไป๋ชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ รับรู้ว่าแท้จริงแล้วนางกล่าวถึงยามค่ำคืนช่วงนี้ ก่อนจะยอมรับสั้นๆ
“ไม่ใช่ความฝัน”
เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ นางก็ถอนมือจากข้อมือคนไข้
“พักผ่อนให้มาก ดื่มยาตามเทียบนี้สามวัน อาการจะดีขึ้น”
สตรีผู้นั้นแท้จริงยังอยากนั่งอยู่ต่อ แม้เพียงอีกครู่ก็ยังดี แต่ถูกชายด้านหลังเร่งเบาๆ จึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเสียดาย ก่อนจะลุกจากไปช้าๆ
ช่องว่างด้านหน้าถูกเปิดออก เจียงมู่ไป๋จึงเอ่ยขึ้น
“ข้านำสำรับอาหารมาให้”
ขณะเดียวกัน อาไฉก็เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เริ่มตั้งโต๊ะอีกฝั่งของต้นไม้ ก่อนจะเปิดปิ่นโตทีละชั้น กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยออกมาจานแล้วจานเล่า ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
เหยาอวี้มองอยู่ครู่หนึ่ง ท้องที่ก่อนหน้านี้เงียบงัน…เริ่มร้องประท้วงขึ้นมาเบาๆ
นางจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย จากนั้นหันไปบอกคนข้างๆ
“ตรวจผู้ป่วยท่านนี้เป็นคนสุดท้ายก่อนพัก อีกครึ่งชั่วยาม…ค่อยกลับมาตามลำดับ”
เสียงประกาศดังขึ้นต่อไปทันที
ชาวบ้านที่ต่อแถวอยู่ แม้บางคนจะมีสีหน้าเสียดาย แต่กลับไม่มีผู้ใดโวยวาย
กลับกัน…
พวกเขาทยอยแยกตัวออกจากแถวอย่างเป็นระเบียบ ในมือแต่ละคน ถือแผ่นป้ายไม้เล็กๆ ติดตัวไปด้วย
เจียงมู่ไป๋มองภาพนั้นอย่างพินิจ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังโต๊ะอีกฝั่งไม่ไกล
นายทหารที่รู้หนังสือสามคนกำลังนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะยาว มีสมุดเล่มหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า มือเขียนบันทึกอย่างคล่องแคล่ว ขณะอีกคนหยิบแผ่นป้ายไม้ลำดับแจกจ่ายให้ผู้ที่มาลงชื่อ
ตัวเลขบนป้ายถูกจัดเรียงเป็นลำดับ
สอดคล้องกับชื่อที่ถูกบันทึกไว้
นับว่าเป็นวิธีจัดการที่ดีมาก อีกทั้งลำดับเลขป้ายก็สัมพันกับป้ายชื่อ ต่อให้มีการปลอมป้ายลำดับ ก็ไม่สามารถปลอมป้ายชื่อประตัวได้
ทั้งยังมีประสิทธิภาพ ทั้งควบคุมลำดับ ลดความวุ่นวาย และป้องกันการแทรกลำดับได้อย่างแนบเนียน
ยิ่งในยามที่ผู้คนหลั่งไหลมามากเช่นนี้ นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง
สายตาของเจียงมู่ไป๋เลื่อนไปยังฝานซูเมิ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลในชุดบ่าวหญิง นางก้มหน้าตามมารยาท แต่ในแววตากลับมีประกายแข็งกร้าวบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับกำลังจ้องมองเขาในฐานะ คู่แข่ง มากกว่าจะเป็นแขกของจวนเหมือนวันที่แล้วมา
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ แต่เพียงครู่เดียวก็ละสายตา ไม่คิดจะเอ่ยทัก ไม่คิดจะสนใจ
ในเมื่ออยากเล่นบทบ่าวรับใช้ เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางเล่นต่อไปเสียเถิด
ส่วนฝานซูเมิ่งที่รู้สึกรุ่มร้อนอยู่ในอก การปรากฎตัวของเจียงมู่ไป๋ไม่ต่างจากการท้าทายนาง
เพราะถือว่าตนเองอยู่ในฐานะผู้คุ้มกันของเหยาอวี้ แต่เมื่อชายหนุ่มปรากฎตัวก็เสมือนว่ากำลังกดข่มความสามารถของตน ในใจพยายามอดกลั้นความอยากประลองฝีมือกับเขาให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปอยู่หลายวันแล้ว แต่ยังหาโอกาสไม่ได้สักที นางจึงแสร้งย่อกายแล้วถอยไป ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายจากบริเวณนั้นในที่สุด
ใช้วิธี ไม่เห็น เท่ากับ ไม่รับรู้
เหยาอวี้ที่เพิ่งนึกได้ว่าฝานซูเมิ่งหายไป จึงเงยหน้ามองไปรอบหนึ่งเล็กน้อย
“ซูเมิ่งเล่า…” นางพึมพำ
เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็มีฐานะสูงกว่านาง และปกติในจวนก็นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน
การที่บุตรีบุญธรรมของหลิงหยวนโหวมาปลอมตัวเป็นบ่าวรับใช้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“เจ้าไม่ต้องสนใจนาง” เจียงมู่ไป๋กล่าวเรียบๆ “นางจะไม่ทำสิ่งใดเกินขอบเขต หากหลิงหยวนโหวไม่พยักหน้า”
คำพูดนี้็คือ นี่อาจจะเป็นคำสั่งของหลิงหยวนโหว ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องกังวล
เหยาอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผลอหลุดปาก
“เหมือนทหารเลยเจ้าค่ะ…”
แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่า เด็กสาวผู้นั้นเคยนำกองกำลังปราบเผ่าเกาซือ
เจียงมู่ไป๋พยักหน้า ก่อนบอกตำแหน่งที่แท้จริงของฝานซูเมิ่งให้เหยาอวี้ฟัง “นางคือตูเว่ยของกองทัพหลิงหยวน”
คำตอบนั้นทำให้เหยาอวี้ตะลึงไปชั่วขณะ
ได้ยินเช่นนี้เหยาอวี้ยิ่งตะลึงไปกันใหญ่ แค่ฐานะบุตรีบุญธรรมของท่านโหว นางก็รู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว นี่ยังเป็นถึงตูเว่ย
จะให้บุคคลเช่นนี้ติดตามดูแลนางจริงๆ หรือ?
มิใช่ว่าไท่จื่อที่พำนักอยู่ในจวน สมควรถูกอารักษ์ขามากกว่านางด้วยซ้ำหรือ
“ช่วงนี้พี่รองยุ่งมากหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ถามขณะคีบผักเสียนไช่[1] สีเขียวหม่นขึ้นมาคำหนึ่ง
ทันทีที่เข้าปาก
รสเค็มจัดปนขมปลายลิ้นทำให้นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะรีบตักข้าวตามเข้าปาก
เจียงมู่ไป๋เห็นเช่นนั้นก็ยกตะเกียบ คีบหมูหวานลงบนถ้วยข้าวนาง
เนื้อหมูป่าหั่นชิ้นพอดีคำ เคลือบซอสสีเข้มเงาวาว กลิ่นหวานหอมลอยขึ้นทันที
“ไม่เท่าเจ้าหรอก” เขาตอบคำถามก่อนหน้าอย่างเรียบง่าย
เห็นเด็กหญิงเข้าออกที่พำนักไท่จื่อทุกวัน วันนี้นางยังมาตั้งโต๊ะตรวจโรคอีก แม้จะไม่พอใจเพียงใด ก็คิดว่าดีแล้วที่เขามาเสียเวลากับเรื่องกักตุนน้ำ
ขึ้นชื่อว่าภัยแล้งคงสร้างความลำบากทุกย่อมหญ้า น้ำที่ให้กักตุนไว้ก็ไม่รู้จะอยู่ได้นานเพียงใด แต่อย่างน้อยคงชะลอความเดือดร้อนออกไปหน่อย ไม่เช่นนั้นด้วยนิสัยอย่างนาง คงต้องวิ่งวุ่นช่วยเหลือชาวบ้านไม่น้อย
เจียงมู่ไป๋คิดจากสิ่งที่สังเกตเห็น
แต่แท้จริงแล้วการทำความดีของเหยาอวี้ ยังมีหลายอย่างเป็นองค์ประกอบ นี่เป็นเรื่องที่เจียงมู่ไป๋ไม่เข้าใจทั้งหมดถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง แต่ก็คาดเดาได้ถึงแปดส่วน เพราะหากถึงคราวภัยพิบัติ นางย่อมมิอาจดูดายได้
“ข้าเพียงทำสิ่งที่ทำได้เจ้าค่ะ มิได้เหลือบ่ากว่าแรง” เหยาอวี้บอกพร้อมยัดหมูหวานชิ้นนั้นเข้าปาก
อืม…ซอสหวานของจวนแม่ทัพนี่ ทำออกมาได้ดีจริงๆ
[1] เสียนไช่ (咸菜 - xiáncài) แปลตรงตัวว่า “ผักเค็ม” หรือก็คือ “ผักดอง” ที่ใช้เกลือเป็นส่วนประกอบหลักในการถนอมอาหาร เป็นเครื่องเคียงที่คนจีนนิยมรับประทานคู่กับข้าวต้ม แต่สมัยก่อนเกลือส่วนใหญ่มักมีรสขมปลายนิดๆ จากกระบวนการผลิต