LNCrawler

ตอนที่ 15

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 15

ตอนที่ 15


 

วันที่สามหลังจากหลัวเหยาอวี้ตั้งโต๊ะตรวจโรคในห้องหลังโถงรับแขกของโรงเตี้ยมจินฟู่ บรรยากาศภายในแตกต่างจากวันแรกอย่างสิ้นเชิง

โถงรับแขกที่เคยมีเพียงพ่อค้าเดินทางสองสามโต๊ะ บัดนี้เต็มไปด้วยผู้คนชาวเมือง เสียงพูดคุยดังสลับกับเสียงชามกระทบโต๊ะ กลิ่นข้าวต้ม ซุปไก่ และชาสมุนไพรลอยคลุ้ง

หน้าห้องหลังโถงมีคนต่อแถวรอพร้อมลูกหลาน หรือไม่ก็มิตรสหายที่ยังไม่เคยมาให้มาลอง บางคนนั่งบนม้านั่งยาว บางคนยืนคุยกันพลางมองเข้าไปด้านในด้วยความคาดหวัง

“ข้าเพียงยื่นมือให้จับชีพจร นางก็รู้แล้วว่าข้าปวดหัวเรื้อรัง” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวเสียงดัง พลางยกมือชี้หน้าผากตนเอง พูดกับสหายข้างๆ

อีกคนรีบเสริม “ของข้าสิ แน่นท้องกินอะไรก็ไม่ย่อย นางบอกว่าม้ามอ่อน ชี่ติดขัด ให้ไช่หูผสมเฉินผี พอไปต้มกินตามที่ว่า สองวันโล่งอย่างกับคนละคน!”

หญิงวัยสามสิบต้นๆ พูดแทรก ครั้งนี้นางพาบุตรชายมาตรวจ “ข้าเพียงไอแห้งๆ นิดหน่อย นางยังถามว่าข้าตื่นกลางดึกบ่อยหรือไม่ ข้าตกใจแทบแย่!”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น

“ที่สำคัญ ตรวจไม่คิดเงินนะ! แค่สั่งอาหารร้อยอีแปะก็ได้เทียบยามาแล้ว ถึงต้องไปซื้อยาที่ร้านหยางจี้เองก็เถอะ อย่างไรก็คุ้มกว่าเรียกหมอมาตรวจถึงบ้าน”

คำว่า “ไม่คิดเงิน” และ “คุ้มค่า” ถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จินต้าฉางยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่แทบไม่จางจากใบหน้า โต๊ะในโถงเต็มทุกตัว แม้แต่ห้องพักชั้นบนก็ถูกจองหมด

บางคนมาจองห้องทั้งที่ไม่คิดพักจริงด้วยซ้ำ เพียงต้องการให้ยอดอาหารรวมกันเกินร้อยอีแปะ เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามสี่คนเข้าไปตรวจโรคได้

ฮูหยินของจินต้าฉางถึงกับลงมาช่วยคิดเงิน บุตรชายหญิงของเขาก็ช่วยยกอาหารอย่างคล่องแคล่ว

โรงเตี้ยมที่เคยเงียบเหงา กลับคึกคักราวเทศกาล แต่หากย้อนกลับไปวันแรก ภาพนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

แม้จินต้าฉางจะให้คนไปเป่าประกาศทั่วตลาด แต่คนกลับเพียงหัวเราะ คิดว่าเป็นเพียงวิธีดึงดูดคนแปลกใหม่ คงใช้หมอชาวบ้านเท้าเปล่าทั่วไปที่ดูเพียงอาการปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้เท่านั้น

วันนั้น โถงโรงเตี้ยมยังว่างกว่าครึ่ง จนกระทั่งมีพ่อค้าผู้หนึ่ง สวมเสื้อผ้าดี มีเงินพอสมควร สั่งอาหารครบหนึ่งร้อยอีแปะตามเงื่อนไข

จินต้าฉางจึงคะยั้นคะยอ ให้ลองตรวจดูสักหน่อย

ชายผู้นั้นเมื่อเห็นว่าของแถม จึงยอมไปนั่งในห้องหลังโถงอย่างเสียไม่ได้ สีหน้าแฝงความดูแคลน

“เด็กน้อยเช่นนี้จะดูโรคข้าได้หรือ”

หลัวเหยาอวี้มิได้โต้ตอบ เพียงวางนิ้วลงบนชีพจร ผ่านไปไม่ถึงสิบลมหายใจ นางกล่าวเรียบๆ

“ท่านปวดศีรษะข้างเดียวบ่อย โดยเฉพาะยามบ่าย คลื่นไส้เล็กน้อย และตาพร่ามัวใช่หรือไม่เจ้าคะ”

ชายผู้นั้นชะงัก นั่นคืออาการของเขาจริง โรคปวดศีรษะครึ่งซีกที่เป็นมาหลายปี หมอหลายคนให้เพียงยาบรรเทา

หลัวเหยาอวี้กล่าวต่อ “ชี่ตับกำเริบ ธาตุไฟขึ้นศีรษะ ม้ามไม่ช่วยหล่อเลี้ยง ให้ไช่หูสองเฉียน โกฐหัวบัวหนึ่งเฉียน เฉินผีหนึ่งเฉียน เก๊กฮวยสองเฉียน ต้มดื่มห้าวันติด”

นางยังให้บุตรชายของจินต้าฉางช่วยเขียนเทียบยาอย่างชัดเจน เพราะนางเขียนภาษาจีนโบราณที่นี่ไม่ได้สวยนัก เหมือนไก่เขี่ยก็มิปาน

ชายผู้นั้นไปซื้อยาที่ร้านหยางจี้ด้วยความครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ แต่หลังดื่มไปสามวัน อาการปวดศีรษะที่เคยกำเริบทุกบ่ายกลับเบาบาง วันที่สองแทบไม่ปวดเลย

เขาจึงกลับมาที่โรงเตี้ยม พร้อมเล่าเสียงดังให้ทุกคนฟัง ข่าวแพร่กระจายรวดเร็วกว่าการเป่าประกาศใดๆ

“หมออวี้น้อยวินิจฉัยแม่นยำ!”

“กินยาตามเทียบยาที่ให้แล้วหายจริง!”

จากหนึ่งคน

กลายเป็นสาม

จากสาม

กลายเป็นสิบ

วันนี้ วันที่สาม คนแน่นโถงจนแทบไม่มีที่นั่ง

หลัวเหยาอวี้นั่งอยู่หลังโต๊ะเล็กในห้องหลังโถง ผ้าปิดหน้าปิดครึ่งใบหน้า เหลือเพียงดวงตา

ลูกค้าของโรงเตี้ยมยื่นมือทีละคน นางจับชีพจร สังเกตอาการ หูฟัง ตาดู มือสัมผัส ถามเพียงไม่กี่คำ แล้วเอ่ยโรคออกมาอย่างแม่นยำ

บางคนปวดหัวเรื้อรัง

บางคนปวดข้อจากทำงานหนัก

บางคนท้องอืดเรื้อรัง

บางคนไอแห้งมาหลายเดือน

ทุกคำวินิจฉัยทำให้คนในห้องส่งเสียงฮือฮาไม่พอ หลังกินยาตามเทียบยาแล้วก็ได้ผลชะงัก สร้างชื่อเสียงอย่างมาก

จินต้าฉางยืนมองภาพนั้นอย่างภาคภูมิ จากโรงเตี้ยมขนาดกลาง วันนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางของทั้งอาหารและการรักษา

และทั้งหมดเริ่มต้นจากเด็กหญิงตัวเล็กคนนี้

ระบบการทำงานของหลัวเหยาอวี้ชัดเจนนัก นางจะตรวจโรคเพียงสองชั่วยาม คือ ยามซื่อ (09.00 – 10.59 น.) และยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) เท่านั้น หากยังมีลูกค้าที่คั่งค้าง โรงเตี้ยมจะแจกบัตรคิวให้มาในวันถัดไป ดังนั้นหน้าโรงเตี้ยมจะไม่มีผู้คนมารอให้วุ่นวายเกินโควต้าในแต่ละวัน การตรวจโรคต่อคนก็ใช้เวลาไม่นาน และเป็นผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วน เพราะรูปแบบการตรวจโรคเกิดจากเงื่อนที่ต้องจ่ายค่าอาหาร หรือค่าห้องพักเสียก่อนจึงจะมาขอตรวจโรคได้ หากเจ็บป่วยหนักหรือเร่งด่วนร้ายแรงทุกคนรู้ดีว่าต้องไปหาโรงหมอ เพราะคงไม่มีใครสามารถมากินข้าวรอได้

อีกทั้งห้องพักตอนนี้ก็คิวยาวแน่นตลอดทั้งเดือน จนเถ้าแก่จินตั้งป้ายติดรับจองห้องด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้จึงยังควบคุมปริมาณลูกค้า และการตรวจโรคของหมออวี้น้อยของทุกคนได้อยู่

แน่นอนว่าหลายคนที่เคยได้รับการรักษา หรืออยากมาเพราะชื่อเสียงนาง หากเจ็บป่วยรุนแรงล้วนอยากมาหานางทั้งสิ้น แต่เพราะรูปแบบที่ชัดเจน และมีเงื่อนไขนี้ ทำให้พวกเขาต้องเลือกที่จะไปโรงหมอก่อน แล้วค่อยมารอจนถึงคิวจึงสามารถมาพบนางได้

แต่ฉันใดก็ฉันนั้น ชื่อเสียงที่มากมีย่อมนำมาถึงความต้องการ และสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าผู้อื่นของผู้มั่งคั่ง หรือมีอิทธิพล ดังนั้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ดี เถ้าแก่จินก็แสดงสีหน้าลำบากใจมาหานาง เพื่อแจ้งความต้องการส่ง เทียบเชิญหมออวี้ ไปตรวจโรคให้ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเป็นการส่วนตัว

หลัวเหยาอวี้คาดเดาได้อยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่สามที่โถงโรงเตี้ยมแน่นขนัด นางก็รู้ดีว่า ความเรียบร้อยเช่นนี้มิอาจคงอยู่ได้นาน

ชื่อเสียง…คือดาบสองคม

นางวางถ้วยชาลงช้าๆ “ตระกูลใดเจ้าคะ”

จินต้าฉางกระแอมเบาๆ คล้ายจัดระเบียบคำพูด พยักหน้าให้บุตรชายและคนอื่นๆ ออกไปก่อน “เป็นตระกูลใหญ่ในตำบล…มีเส้นสายกับอำเภอด้วย” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “เขาไม่สะดวกมาต่อคิวเหมือนคนทั่วไป”

หลัวเหยาอวี้แย้มยิ้มบางๆ ใต้ผ้าปิดหน้า แน่นอนว่าต้องไม่สะดวกนี้คงหมายถึงไม่อาจเปิดเผยตัวตน หรือไม่อาจปรากฎตัวในที่สาธารณะด้วย

หากมิใช่เพราะป่วยด้วยโรคไม่อาจเปิดเผย ก็ต้องถือว่าเป็นผู้เย่อหยิ่งผู้หนึ่ง

“เขาต้องการให้ข้าไปตรวจถึงเรือน?” นางถามต่อ อย่างไม่นำพา จำได้ลางๆ ว่าชาติก่อนๆ ก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ มิใช่เรื่องที่แปลกแต่อย่างใด ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นหน้าที่หมอ

เถ้าแก่จินพยักหน้า สีหน้าลำบากใจ “เขาเสนอค่าตอบแทนสูงมาก…สูงกว่าค่าอาหารทั้งวันของโรงเตี้ยมเสียอีก”

นั่นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว… ถึงอย่างไรนางก็จัดเวลาทำงานประจำ (การตรวจโรคที่โรงเตี้ยม) ไว้เพียงสองชั่วยามเท่านั้น ช่วงเวลาอื่นๆ นางก็มิได้ทำสิ่งใด

“งั้นหลังช่วงตะวันสูงสักยามเซิน (15.00 – 16.59 น.) ท่านแจ้งพวกเขาว่าข้าไปจะเจ้าค่ะ” หลัวเหยาอวี้บอก

เถ้าแก่จินเหมือนยกภูเขาออกจากอก เมื่อได้คำตอบชัดเจนเช่นนั้น รีบพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะไปแจ้งเขาทันที”

หลัวเหยาอวี้เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำ สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนราวกับมิใช่เรื่องใหญ่อันใด