LNCrawler

ตอนที่ 153

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 153

ตอนที่ 153


 

“สู้ท่านก็ไม่ได้ พวกบ่าวรับใช้บอกว่าเป็นท่านที่เสนอความคิดเรื่องกักตุนน้ำสะอาดหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงชื่นชม คนทั้งหมดอาจจะมองไม่ทะลุความคิดที่แท้จริงของเขา แต่นางจะไม่รู้เชียวหรือ ว่าเขาต้องการให้สะสมน้ำไว้เพื่อสิ่งใด ไหนจะเรื่องการปลูกถั่วเหลือง แม้ยามนี้ที่นาจะเต็มไปด้วยน้ำท่วม แต่นานไปถั่วเหลืองจะกลายเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายและเหมาะสมที่สุดแล้ว

“พี่รอง ท่านปราดเปรื่องมากจริงๆ” นางไม่ประหยัดคำชมแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่านางรู้สึกไปเองหรือไม่ เพราะรับรู้ถึงสัมผัสฟ้าดินที่เหมือนจหนาแน่นขึ้นมา ประหนึ่งว่าแต้มบุญของนางสูงขึ้นกะทันหัน ทั้งๆ ที่นางเพิ่งจะกลับมาเริ่มตรวจโรคเพียงครึ่งวันเท่านั้น

“เพราะอาศัยความดีของเจ้า” เจียงมู่ไป๋ตอบ “ข้าคนเดียวจะทำได้อย่างไร”

“เพราะข้าหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ชะงัก

ชายหนุ่มยิ้มบาง “หากมิใช่เพราะวิชาแพทย์ที่เก่งกาจของเจ้า เราคงไม่รู้จักผู้มีอำนาจ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยตำแหน่งซิ่วไฉเมื่อสี่ปีก่อนของข้า จะทำให้ท่านโหวยอมออกคำสั่งนี้ได้อย่างไร”

คิดถึงราชโองการที่เด็ดขาดนี้ และหาได้ยากมากในฮ่องเต้ที่ผ่านมาตามประวัติศาสตร์ สำหรับภัยพิบัติที่กะทันหันเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยม

ตัดตอนคนกลาง และคนฉวยโอกาสทันที

แต่เพราะไม่รู้อนาคต สุดท้ายราชโองการนี้ก็ต้องมีระยะ เพราะต่อไปแม้แต่ข้าวในคลังหลวงที่นำมาสมทบก็จะไม่เหลือ

ท้ายที่สุดก็ต้องส่งเรื่องข้าวกลับไปสู่มือพ่อค้าอีกครั้ง

ทว่าปัญหาต่อไปกลับไม่ใช่แค่ข้าว แต่น้ำ…

“ท่านคืออั้นโฉ่วต่างหาก” เด็กหญิงรีบประจบ แล้วถอนหายใจว่า บางทีเกาะขาผู้มีอำนาจก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

“ก็เพียงแค่การสรรเสริญเท่านั้น หาใช่ตำแหน่งขุนนาง และมีอำนาจสั่งการไม่” เขาตอบเสียงราบเรียบ

เหยาอวี้คีบปลาแม่น้ำตุ๋นสมุนไพรแห้ง เนื้อนุ่มสีขาวขึ้นมากิน พลางคิด

“พี่รองอยากเป็นขุนนางหรือเจ้าคะ”

เขามองนางกลับ “เจ้าอยากให้ข้าเป็นหรือไม่”

นางเอียงคอคิด “มิใช่ท่านรับปากท่านปู่จะสอบเซียงชื่อหรือเจ้าคะ”

“ก็แค่จวี่เหริน” น้ำเสียงเรียบเหมือนไม่ใส่ใจ ยังมีจวี่เหรินอีกมากที่เป็นได้แค่เหมินเค่อ

เหยาอวี้รีบสรรเสริญ “มีคำกล่าวว่า ซิ่วไฉยากจน จวี่เหรินร่ำรวย เป็นจวี่เหรินก็ย่อมดีกว่า”

ซิ่วไฉนั้นมีสอบกันทุกปี ต่างจากจวี่เหรินที่สามปีถึงมีสอบสักครั้ง แน่นอนว่าย่อมหาได้ยากกว่ามาก จึงไม่อยากให้เขาประมาทแล้วพลาดโอกาสไป

ทว่าชายหนุ่มกลับเอ้อระเหยยิ่งหนัก สักพักก็ยกมือซ้ายเอียงหัวเท้าคาง ก่อนเอื้อมมือขวามาปัดเม็ดข้าวเล็กๆ ที่ข้างแก้ม ทำนางเก้อเขินเล็กน้อย

เฮ้อ ปากน้อยๆ นี่กินคำใหญ่ๆ ไม่ถนัดจริงๆ

“เพราะกว่าชาวบ้านทั่วไปจะสอบซิ่วไฉได้ก็หมดเงินไม่น้อย อีกทั้งซิ่วไฉส่วนใหญ่ต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นอาจารย์สอนหนังสือ หรือรับจ้างเขียนจดหมาย ซึ่งรายได้น้อยและไม่แน่นอน เพราะยังไม่ถือเป็นขุนนาง และยังไม่มีเงินเดือนจากราชสำนัก ในขณะที่ต้องใช้เงินและเวลาไปกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบระดับที่สูงขึ้นต่อไป แม้จะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและการถูกลงโทษด้วยการโบยจากขุนนาง แต่ยังต้องเสียภาษีที่ดิน”

“ทว่าจวี่เหรินไม่เหมือนกัน ได้รับการยกเว้น ภาษีที่ดิน และการเกณฑ์แรงงานทั้งครอบครัว ถือเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นขุนนาง แม้จะยังไม่ได้บรรจุตำแหน่งในราชสำนัก แต่ก็มีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางระดับท้องถิ่นได้”

“ดังนั้นเมื่อสอบติดจวี่เหริน เศรษฐีหรือชาวบ้านในท้องถิ่นมักจะนำที่ดินมาฝากไว้ในชื่อของจวี่เหรินเพื่อเลี่ยงภาษี แล้วแบ่งผลประโยชน์ให้ นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าแม่สื่อมารุมล้อมเสนอทรัพย์สินหรือยกลูกสาวให้แต่งงานด้วยเพื่อหวังพึ่งพิงอำนาจในอนาคต ทำให้ฐานะทางสังคมและรายได้เปลี่ยนไปทันที”

ชายหนุ่มอธิบายความแตกต่างที่แท้จริงของทั้งสองสถานะอย่างละเอียด ว่าเหตุใดซิ่วไฉจึงยากจน และจวี่เหรินจึงร่ำรวย

แต่เขาที่ร่ำรวยอยู่แล้วกลับไม่เห็นว่าจำเป็นต้องหาเรื่องใส่หัวตน ส่วนเรื่องที่สอบซิ่วไฉนั้น ล้วนเป็นเพราะความจำเป็น หากเขาไม่สามารถสร้างความโดดเด่น ชีวิตตระกูลสาขาคงไม่ดีเหมือนทุกวันนี้ และเขาเองก็ไม่คิดอยากเป็นขุนนางในแคว้นนี้ ยกเว้นว่านางต้องการ…

“แต่พี่รองไม่เห็นต้องรอเป็นจวี่เหรินเลยเจ้าค่ะ เพียงเป็นซิ่วไฉ ธรณีประตูจวนเจียงก็แทบถล่มเพราะแม่สื่อแล้ว” เรื่องนี้นางไม่ล้อคงไม่ได้จริงๆ เพราะปัญหานี้มีนางมาเกี่ยวพันด้วยโดยไม่รู้ตัว

ทว่าชายหนุ่มกลับชะงักงัน “ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว” เขารับปาก

แต่นางกลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “คงยากเจ้าค่ะ หากท่านเป็นจวี่เหริน ข้าว่าแม้แต่บานประตูคงถูกยกไปกอดนอนฝัน”

ชายหนุ่มได้ยินก็บีบแก้มนางทำโทษไปหนึ่งที

เด็กหญิงกลับแล่บลิ้นทำสีหน้าทะเล้นอย่างไม่เกรงกลัว เพราะรู้ว่าเขาเพียงแกล้งเท่านั้น

ลิ้นเล็กสีชมพูวาบผ่านสายตา ทำให้ชายหนุ่มชะงัก ลำคอแห้งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เขารีบชักมือกลับ นั่งตัวตรง แล้วแสร้งดุไม่จริงจัง

“ยามนี้เจ้าช่างแก่แดดแก่ลมนัก เป็นสตรีมิควรกล่าววาจาเช่นนี้”

“ให้เป็นคนคร่ำครึเช่นพี่รอง ข้าคงทำไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ” เด็กหญิงยอกย้อนเหมือนรังเกียจ

“ข้าคร่ำครึมากหรือ” ชายหนุ่มถามน้ำเสียงเบาหวิวกลัวนางไม่ชอบ เพราะรู้ตัวดีว่าแท้จริงนั้นเขาน่าเบื่อเพียงใด

ฝ่ายเหยาอวี้ที่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกังวล จึงหัวเราะแล้วทำทีสั่งสอนเขาบ้าง “อืม…แค่ช่วงแรกที่ดูจะเกินไปหน่อย แต่เพราะตอนนั้นเป็นคนแปลกหน้าจึงพออภัยได้…”

“แล้วตอนนี้เล่า”

ได้ยินคำถามนี้เด็กหญิงที่กำลังจิบน้ำชาก็เงยหน้าพิจารณาคนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีแม้แต่ไฝหรือขี้แมลงวันสักเม็ด ความงามที่เพิ่มพูนนี้ไม่ต้องกล่าวถึง แค่กลิ่นกายที่ทำให้จิตใจนางรู้สึกสงบ และนอนหลับฝันทุกคืนวัน ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียงได้

“เอาเป็นว่าเพราะท่านงดงามเจริญหูเจริญตายิ่ง อย่างอื่นข้าจึงอภัยให้ได้เจ้าค่ะ” นางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก่อนหัวเราะสดใส ไม่เขินอายสักนิด ตอนนี้นางรู้สึกคุ้นเคยและวางใจเขามากกว่าแต่ก่อน

ใช่สิ คนหล่อย่อมไม่ผิด ต่อให้มีเรื่องขัดใจก็ยังสามารถมองข้ามได้

และที่สำคัญ เขาดีกับนางยิ่งนัก เพียงแค่นี้ก็ไม่มีเหตุผลใดให้รังเกียจ

เจียงมู่ไป๋ถูกเหยาอวี้ชมเชยใบหน้าจนต้องยิ้มตาม

เอาเถอะ อย่างน้อยนางก็ชอบใบหน้าเขา

“เฮ้อ…” เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ ขณะใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในถ้วยไปมา สีหน้าคล้ายครุ่นคิดมากกว่าจะอ่อนล้า

“กังวลก็แต่มารดาของพวกเรา หากต้องรอจนอาการไท่จื่อคงที่ เกรงว่าคงอีกสักพัก พวกท่านคงเป็นห่วงมาก” ลมเย็นยามสายพัดผ่านชายแขนเสื้อ แผ่วเบาพอให้ปลายผมของเด็กหญิงไหวเล็กน้อย

เจียงมู่ไป๋มองนาง พลางยกยิ้มบาง

“ข้าส่งข่าวไปแล้ว มารดาเจ้าคงรับรู้แล้วว่ายามนี้เจ้าปลอดภัย”

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย มือเล็กยกขึ้นมานับวันอย่างไม่เข้าใจ

“เพิ่งวันที่สามหลังฝนหยุด…” นางพึมพำ “แม้น้ำจะเริ่มลด แต่เส้นทางยังใช้การไม่ได้ ต้องรอถึงวันที่ห้าเป็นอย่างน้อย…” นางเงยหน้าขึ้น “แล้วท่านส่งข่าวไปได้อย่างไรเจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋วางตะเกียบลงเบาๆ ก่อนตอบ

“ข้าเลี้ยงเหยี่ยวไว้ตัวหนึ่ง” เขากล่าวต่ออย่างไม่เร่งรีบ “ให้มันนำสาส์นไปถึงคนที่เจียงหนานแล้ว”

ดวงตาของเหยาอวี้เบิกกว้างทันที ประกายตาใสวาวขึ้นอย่างปิดไม่อยู่

“จริงหรือเจ้าคะ!” นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยมือน้อยกระตุกชายแขนเสื้อเขาอย่างออดอ้อน “พี่รอง…ข้าอยากเห็นเหยี่ยวของท่าน!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างแท้จริง

เจียงมู่ไป๋เห็นท่าทีนั้น ก็อดยิ้มไม่ได้

“ไว้รอมันกลับมา ข้าจะพามาให้เจ้า” เขาหมายความตามที่พูดจริงๆ

เหยาอวี้พยักหน้าทันที เร็วเสียยิ่งกว่าไก่จิกเมล็ดข้าว ไม่ทันฟังให้ถี่ถ้วน มือเอื้อมไปถือซุปเห็ดหอมป่าน้ำใส นางยกถ้วยขึ้นดื่มไปคำหนึ่ง ดวงตายังคงเป็นประกาย

นางอยากเห็นพวกสัตว์ปีกที่ถูกฝึกเลี้ยงมาก ทั้งสองชีวิตไม่เคยว่างแม้แต่จะเลี้ยงสัตว์ตัวไหน โดยเฉพาะชาติที่สอง นางเป็นเพียงคนรับใช้ในตำหนักใหญ่ เป็นเซียนน้อยตัวเล็กๆ ไม่อาจทำตามใจนัก


 

บรรยากาศในพื้นที่อพยพของเมืองหลิงหยวนเป็นระเบียบอย่างที่เจียงมู่ไป๋เคยกล่าวไว้  แม้ผู้คนจะหนาแน่น แม้ความอดอยากและความหวาดกลัวจะคุกรุ่นอยู่ในใจของหลายคน แต่กลับไม่มีความวุ่นวายใหญ่ๆ ลุกลามออกมาให้เห็น

มิใช่ว่าไม่มีผู้ใดคิดก่อเรื่อง เพียงแต่ทุกครั้งที่ความคิดนั้นยังไม่ทันก่อตัวเป็นการกระทำ ก็ถูกดับลงเสียก่อน

ทหารกองทัพหลิงหยวนลาดตระเวนไปทั่วพื้นที่ สีหน้าทุกคนเคร่งขรึม การเคลื่อนไหวเฉียบขาด ไม่มีคำเตือนซ้ำสอง

ผู้ใดเริ่มก่อความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะมีฐานะเพียงใด ก็ถูกลากออกไปทันที

เสียงร้องโวยวายดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเงียบหายไปหลังประตูคุก

ไม่มีการอ้อนวอน

ไม่มีการต่อรอง

และไม่มีคำว่ายกเว้น

เพียงไม่กี่ครั้ง ผู้คนที่เหลือก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

ความสงบในที่แห่งนี้…มิใช่เกิดจากความเต็มใจ

แต่เกิดจากระเบียบที่ถูกบังคับใช้อย่างแท้จริง