ตอนที่ 154
ตอนที่ 154
ตอนที่ 154
ถนนสายการค้าในหลิงหยวนไม่ได้ครึกครื้นเช่นวันวาน ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ สีหน้าต่างเคร่งเครียด หลายคนหอบถุงข้าวของแน่นมือที่ได้รับจากทางการ คล้ายกำลังกักตุนอาหารเอาไว้ ร้านค้าสองข้างทางเปิดอยู่เพียงประปราย พ่อค้าแม่ค้าต่างต้องฝืนตั้งแผง ท่ามกลางสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก
เหยาอวี้ติดตามเจียงมู่ไป๋มาที่ว่าการ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถูกเหล่าขุนนางกักตัวไปสอบถามมากมาย นางจึงขอแยกตัวมาดูมาดูตลาดในเมืองใกล้ๆ
หลังเหตุการณ์น้ำท่วม จึงทำให้พอรู้ว่าแม้นอกกำแพงจะวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ชีวิตในเมืองกลับดูฟื้นตัวเร็วกว่าที่เห็น อาจจะเพราะเมืองหลิงหยวนไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่ก็ตื่นตัวไปตามสถานการณ์ เพราะรู้ว่าต่อไปผลผลิตจะน้อยลง จึงไม่แปลกที่ร้านรวงจะน้อยตาม
นางหยุดยืนอยู่หน้าแผงเล็กๆ แห่งหนึ่ง สายตาจับจ้องผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมยอย่างประณีต นึกถึงมารดาที่ชอบพวกดอกเหมยกับเหมยกุ้ยฮวา
“ผืนนี้เท่าไร” นางเอ่ยถาม
แม่ค้าชำเลืองมอง ก่อนตอบเสียงสูง
“ห้าสิบตำลึงเงิน”
เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย นางไม่ได้พูดอะไร เพียงขมวดคิ้วนิดๆ อย่างอดไม่ได้ เพราะดูเหมือนว่าราคาออกจะเกินจริงไปมาก
แม่ค้ากลับหัวเราะหยัน
“คุณหนูจวนใหญ่แล้วนี่ ยังจะคิดเล็กคิดน้อยอีกหรือ ร่ำรวยถึงเพียงนี้แล้วยังจะต่อราคา?”
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น สีหน้างุนงง
“ข้ายังไม่ได้…”
“ชีวิตดีแล้วก็ลืมคนเก่าเสียหมด” แม่ค้าพูดแทรกทันที น้ำเสียงแหลมคม “ลืมแม้แต่คู่หมั้นของตนเอง”
เหยาอวี้ชะงักไปทันที อย่างไม่เข้าใจ
“...คู่หมั้น?”
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตธรรมดาก้าวออกมาอย่างรีบร้อน
“ท่านแม่!”
เขารีบชนหมัดให้เหยาอวี้ “ขออภัยแทนมารดาข้าด้วย นางพูดจาไม่ยั้งคิด โปรดอย่าถือสา” ท่าทางของเขาอ่อนน้อม คล้ายคนที่ถูกกดทับอยู่ตลอดเวลา
เหยาอวี้ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงอีกสายหนึ่งก็ดังขึ้น
“เกิดเรื่องอันใด”
เซวียนกวงเดินเข้ามา สีหน้าเย็นชา สายตากวาดมองคนทั้งสองอย่างไม่พอใจ เพราะเพียงแวะไปดูสมุนไพรในร้านใกล้ๆ เพื่อซื้อสมุนไพรมาเพิ่ม ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะเกิดเรื่อง
เหมาซวนเห็นเซวียนกวงก็ตกใจรีบตอบ “คารวะท่านหมอเทวดาเซวียน ไม่มีอะไรขอรับ เพียงแต่มารดาข้าสับสนเล็กน้อย...”
แม่ค้าผู้นั้น คือ วั่นซื่อ มารดาม่ายของเหมาซิ่วไฉ กลับไม่ยอมจบ “สับสนอะไรกัน! ข้าพูดความจริงต่างหาก” นางจ้องเหยาอวี้เขม็ง “คุณหนูสี่เจียงมีชีวิตสุขสบายแล้ว ก็ลืมบุตรชายของข้า ทั้งยังมาถอนหมั้นผลักไสเขา”
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นรอบๆ
“โชคดีที่เขาไม่ตาย!” นางกล่าวต่ออย่างเจ็บแค้น “ต่อไปเขาจะสอบจวี่เหรินให้ได้ ยามนั้น ต่อให้เจ้าเสียดายก็สมน้ำหน้าแล้ว!”
เหยาอวี้หน้าเสีย นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าๆ “...ข้าเคยพบพวกท่านมาก่อนหรือ? พวกท่านจำคนผิดหรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้คนรอบข้างเงียบกริบ
เซวียนกวงสีหน้าคล้ำลงทันที
“เหมาซิ่วไฉ นี่คือเรื่องอันใด ให้มารดาเจ้าจงระวังวาจาด้วย” เสียงเขาเย็นเฉียบ
ฝานซูเมิ่งก้าวออกมาบังเด็กหญิง แววตาแข็งกร้าวเช่นกัน
เหมาซวนชะงัก สีหน้าซีดลง แต่สุดท้ายก็เพียงก้มศีรษะ
“...ข้าจะระมัดระวังขอรับ” แววตาเขาแฝงความไม่พอใจลึกๆ แต่ไม่กล้าแสดงออก
วั่นซื่อกลับยิ่งเดือดดาล “ทำไมจะพูดไม่ได้! เมื่อก่อนนางยังจะได้เป็นสะใภ้ข้า!”
เหยาอวี้ขมวดคิ้ว รู้สึกชักไปกันใหญ่ มองคนทั้งสองยิ่งไม่เข้าใจ โดยเฉพาะผู้ชายที่น่าจะอายุห่างกับนางมากๆ ผู้นี้
“แล้ว…บุตรชายของท่านคือผู้ใด”
วั่นซื่อชี้ไปยังชายหนุ่มทันที
“ก็เขา! เหมาซิ่วไฉของข้า!”
เหยาอวี้มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ยามนี้นางเข้าใจแล้วว่าต้นเรื่องคือผู้ใด
เฮ้อ จางซื่อก่อเรื่องไว้ใหญ่ไม่น้อย
แล้วถามอย่างจริงจัง เริ่มไม่พอใจเช่นกัน “ท่านอายุเท่าใด”
“...สิบแปดปี” ชายหนุ่มเกิดริ้วแดงขึ้นอย่างอับอาย
เหยาอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมาตรงๆ
“ท่านต้องการให้เด็กอย่างข้าเป็นภรรยาจริงหรือ?”
นางเน้นย้ำคำว่าเด็กราบเรียบ แต่สายตากลับเย็นเฉียบและแฝงความรังเกียจอย่างชัดเจน
บรรยากาศรอบข้างแข็งค้างทันที
คนที่ยืนดูเริ่มมีสีหน้าประหลาด ราวกับมองเรื่องผิดธรรมเนียม
เหมาซวนถึงกับสะดุ้ง ทำสีหน้าไม่ถูก
“ข้า...ข้าไม่…”
“ทำไม!” แม่ค้าตวาดขึ้น “เจ้ารังเกียจหรือ?” นางหัวเราะเยาะ “ก็จริงสิ ร่ำรวยแล้วนี่ สูงส่งแล้วนี่ จะมองพวกเราเป็นอะไรไปได้!”
เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ มือกดขมับตนเองราวกับเริ่มปวดหัว อยู่ๆ ก็ถูกคนด่ากลางตลาด
ไม่คิดว่านี่คืออดีตครอบครัวคู่หมั้นที่มารดาตนหาไว้ให้
โชคดีจริงๆ ที่ถอนหมั้นไปตั้งแต่ตอนนั้น
เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ นางเงยหน้าขึ้น สีหน้ากลับมาเรียบสงบ แต่แววตาเย็นลงเล็กน้อย
“ยามนั้น ข้ายังมิได้แซ่เจียงเช่นตอนนี้ แต่เพราะมารดากังวลสถานการณ์บ้านหลัว เพราะรู้ว่าหากครบสามปีจะถูกคนบ้านหลัวขับไล่ นางกังวลว่า หากถึงวันนั้น ข้าจะไร้ที่พึ่งพิง”
ผู้คนรอบข้างเริ่มตั้งใจฟัง
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย
“ดังนั้น เมื่อท่านนำของหมั้นและเงินห้าตำลึงมาเสนอ มารดาข้าจึงยอมรับของหมั้นเพื่อแต่งเสริมดวงให้ท่าน นางจำต้องรับไว้ เพื่อเผื่อหนทางให้ข้ามีที่ไปในอนาคต”
คำอธิบายนั้นทำให้หลายคนเริ่มพยักหน้าเข้าใจ อีกทั้งเรื่องการแต่งงานผูกดวงเสริมชะตาก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไรที่ควรเอามาพูด เมื่อเด็กหญิงกล่าวเอง ทุกคนจึงรู้สึกเห็นใจ เพราะใครกันที่อยากจะแต่งงานผูกดวงเสริมชะตาให้ผู้อื่น
เหมาซวนสีหน้าตึงขึ้นเล็กน้อย
เหยาอวี้กล่าวต่ออย่างชัดถ้อย
“แต่ข้าไม่ยินยอม ข้าจึงหนีออกจากบ้าน และพลัดตกเขาจนบาดเจ็บสาหัส เกือบเอาชีวิตไม่รอด”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“เรื่องนี้หากท่านชอบพอและสนใจในตัวข้าจริง…คงรู้ แต่หากไม่ทราบก็ถามคนในหมู่บ้านได้ เรื่องข้าพลัดตกเขาอาการสาหัสปางตาย ทุกคนล้วนทราบดี”
วั่นซื่อสีหน้าเริ่มเปลี่ยน เพราะนางได้ยินข่าวนั้นจริงๆ ดังนั้นตอนที่พวกนางเอาของหมั้นมาคืนแม่สื่อ นางก็รีบรับเก็บไว้ เพราะกลัวจะติดโชคร้าย
“หลังจากนั้น มารดาข้าจึงคิดได้ว่า ข้ายังเป็นเพียงเด็ก ไม่ควรถูกผูกมัดด้วยการแต่งงาน โดยเฉพาะกับบุรุษที่อายุห่างกันถึงเพียงนี้”
เหยาอวี้พูดในเรื่องที่พูดได้ เพราะแท้จริงแล้วมารดากลัวนางจะหาเรื่องตายอีก และตอนนั้นพวกนางก็หาเงินได้มากแล้ว มารดาจึงไม่กล้าเอาการแต่งงานมาบังคับนางอีก แม้จะยังพยายามเสาะหาลูกเขยไม่เว้นแต่ละวันก็ตาม แต่ก็ไม่ต้องคว้าคนไม่เลือกหน้าเช่นกาลก่อน
สายตานางมองตรงไปยังเหมาซิ่วไฉ แล้วกล่าวต่อ
“นางจึงนำของหมั้นทั้งหมดไปคืน และยุติเรื่องนี้อย่างชัดเจน”
เหยาอวี้เอ่ยเน้นทีละคำ
“ซึ่ง…พวกท่านก็รับของคืนไปแล้ว ในเมื่อเรื่องสิ้นสุดไปแล้ว เหตุใดวันนี้ จึงยังกล่าวหาว่าข้าทอดทิ้งคู่หมั้นเล่า? ยามนั้นแม่สื่อยังกล่าวเลยว่าพวกท่านรีบรับของหมั้นคืน มิได้กล่าวยื้อด้วยซ้ำ”
คำถามนั้นตรงและหนักแน่น
เหมาซวนกำมือแน่น สีหน้าเริ่มซีด
วั่นซื่ออ้าปาก แต่พูดไม่ออก
เหยาอวี้ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“เหมาซิ่วไฉ ขอถามท่านตรงๆ การพยายามบีบบังคับผู้ที่ไม่ยินยอม ให้ต้องแต่งงานด้วย…ผิดกฎหมายหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามนั้นทำให้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบทันที
เหยาอวี้มองเขาอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ
“ข้าอายุเพียงแปดขวบ ท่านยังคิดจะให้ข้าเป็นภรรยาอีกหรือ”
เหมาซวนถึงกับถอยครึ่งก้าว สีหน้าเสีย
“ข้า…ข้าไม่ได้…”
“มิได้หรือ?” เหยาอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย “แล้วสิ่งที่ท่านกับมารดากล่าวเมื่อครู่ คือสิ่งใด”
นางไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว
“แสดงท่าทีอ่อนแอราวกับถูกรังแก…ท่านต้องการให้ผู้ใดเข้าใจผิด? เพราะยามนี้ข้าได้อยู่ในตระกูลคหบดี จึงคิดว่าชื่อเสียงข้าไม่จำเป็นหรือ”
บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
สายตาของผู้คนที่เคยมองอย่างสงสัย เริ่มกลายเป็นตำหนิ
เหยาอวี้กล่าวต่อช้าๆ
“ที่สำคัญ…ข้าเป็นเพียงเด็ก” นางสบตาเขาโดยตรง “แต่ท่าน…กลับยังคิดจะเกี่ยวดอง รสนิยมเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก”
คราวนี้ ผู้คนรอบข้างถึงกับถอยห่าง เสียงซุบซิบดังขึ้นอย่างไม่ปิดบัง
วั่นซื่อหน้าซีดเผือด ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เหมาซวนยืนแข็งทื่อ รู้สึกอับอาย
ความจริงเขากำชับมารดาแล้วให้เลิกพูดเรื่องนี้ แต่ตั้งแต่เรื่องที่หน้าโรงเตี้ยมฟู่จินดังขึ้นมา มารดาเขาก็เสียดายอดีตคู่หมั้นที่ร่ำรวยผู้นี้อย่างมาก เพราะกว่านางจะเลี้ยงดูเขาด้วยตัวเองได้ ทั้งต้องปักผ้าเช็ดหน้าขายจนเจ็บนิ้วปวดตาไปหมด
หากได้เหยาอวี้ที่มีพี่รองเป็นอั้นโฉ่วมาเกื้อหนุน ไหนจะตระกูลเจียงที่มั่งคั่ง ชีวิตขุนนางในอนาคตของเขาจะต้องราบรื่นแน่นอน
แม้ใจเขาก็รู้สึกลังเลอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมในเวลานี้ ถึงอย่างไรยามนี้นางก็เพียงแปดขวบ สมควรรอให้เวลาสุกงอมกว่านี้ค่อยแอบเผยแพร่เรื่องนี้ทีหลังก็ยังไม่สาย แต่ไม่คิดเลยว่ามารดาเขาจะทนรอไม่ไหว ประจวบเหมาะกับที่มาเจอนางในวันนี้พอดี
ทว่าเหยาอวี้มองทั้งคู่โดยไม่สงสารเลยแม้แต่น้อย ต่อให้นางไม่แยแสเรื่องราวในอดีต แต่ยามนี้นางคือคนสกุลเจียง ยังมีพี่สามที่ยังไม่ปักปิ่น ไหนจะพี่ใหญ่พี่รองที่ยังไม่หมั้นหมายอีก ชื่อเสียงของคนแซ่เดียวกันก็ผูกพันเช่นนี้ และนางไม่ยอมให้ใครมาสร้างเรื่องเอาเปรียบเช่นกัน
นางไม่เคยเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ แต่กลับพยายามใช้อดีตที่จบไปแล้ว บีบบังคับให้เรื่องนั้นกลับมาอีกครั้ง
เซวียนกวงที่นับถือเหยาอวี้มาก ย่อมรู้สึกไม่พอใจหญิงม่ายกับเหมาซวน
เขาจึงเอ่ยปากชัดเจน “ถึงอย่างไรอาการป่วยของเจ้าก็หายดีแล้ว ดังนั้นเรื่องแต่งงานผูกดวงเสริมชะตาก็มิได้จำเป็นอีกต่อไป คนเราต่างมีดวงชะตาและวาสนาของตน”
…แค่ซิ่วไฉเล็กๆ ไหนเลยจะคู่ควรกับท่านอาจารย์น้อย
แม้เหยาอวี้จะไม่ยอมรับการกราบไหว้อาจารย์จากเขา แต่เซวียนกวงก็นับถือว่านางเป็นอาจารย์น้อยของตนไปแล้ว