ตอนที่ 155
ตอนที่ 155
ตอนที่ 155
หลัวเจียอีถูกใช้ให้ออกมาซื้อสมุนไพรให้ท่านย่า นางเดินผ่านตลาดอย่างเร่งรีบเช่นเดียวกับผู้คนรอบข้าง แต่แล้วสายตากลับสะดุดเข้ากับเหตุการณ์หนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อได้ยินถ้อยคำโต้ตอบ นางก็ชะงักฝีเท้า แอบยืนมองอยู่ห่างๆ ยิ่งฟัง สีหน้าก็ยิ่งเปลี่ยนไป ความริษยาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน
นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าอดีตญาติผู้น้องจะเคยมีวาสนาเช่นนี้ ถึงขั้นมีคู่หมั้นเป็นถึงซิ่วไฉ
มิน่าเล่า…ยามนั้นเขาจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นาง
ตอนนั้นหลัวเจียอียังแอบดีใจ คิดว่าอีกฝ่ายอาจมีใจ
แต่แท้จริงแล้ว…คงเพราะเห็นนางเป็นคนแซ่หลัว จึงเข้าใจผิดไปเองกระมัง
ความคิดนี้ทำให้นางกัดริมฝีปากแน่น
หลายวันมานี้ นางพยายามหาโอกาสเข้าใกล้เขา
ทุกครั้งที่ชายหนุ่มออกมาพูดกับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกรองน้ำให้สะอาด หรือแนะนำพืชที่ควรปลูกเพื่อฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่หลังน้ำลด
เขามักยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยท่าทีสุขุม มั่นคง คำพูดมีเหตุผล น้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงความรู้ลึกซึ้ง
ภาพนั้น…ดูดีเกินกว่าจะละสายตา
หญิงสาวไม่น้อยต่างพยายามยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา แต่เขา ไม่รับของผู้ใดเลย
เพียงยกยิ้มบางๆ ตอบกลับอย่างสุภาพ นอบน้อมตามแบบฉบับบัณฑิต ยิ่งเป็นเช่นนี้ กลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกชื่นชม
รวมถึงหลัวเจียอีด้วย หัวใจของนางค่อยๆ เอนเอียงโดยไม่รู้ตัว
แต่แล้ว ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนไป
เมื่อชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามา เพียงปรากฏตัว บรรยากาศโดยรอบก็ราวกับถูกกดทับลงเล็กน้อย รูปลักษณ์ของเขาโดดเด่นเกินผู้ใด ใบหน้าคมคาย งดงามราวกับภาพวาด แต่กลับแฝงความเย็นชาและอำนาจบางอย่างที่ไม่อาจมองข้าม
หลัวเจียอีถึงกับชะงัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ นางพบเจอผู้คนมามากมาย แต่ไม่เคยมีผู้ใด งดงามถึงเพียงนี้มาก่อน
คุณชายรองเจียง…เจียงมู่ไป๋
เจียงมู่ไป๋มองสองแม่ลูกนั้นนิ่งๆ แววตาเย็นลงอย่างชัดเจน เขายืนฟังเรื่องราวได้ไม่นาน แต่ก็พอเข้าใจเรื่องราว
ฝานซูเมิ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มก้าวเข้ามา ก็ขยับถอยออกด้านข้างโดยอัตโนมัติ เปิดทางให้เขาเข้ามา
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นช้าๆ
“พี่รอง…”
น้ำเสียงที่เคยแข็งกลับสั่นเครือโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่มีเจียงมู่ไป๋อยู่ข้างๆ นางรู้สึกว่ามีคนให้ฟ้องร้องได้ ทั้งๆ ที่ปกตินางค่อนข้างเข้มแข็ง แต่พอเจอหน้าเขาแล้วกลับรู้สึกเจอที่พึง
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงกวาดสายตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างละเอียด ราวกับกำลังประเมินว่ามีสิ่งใดทำให้นางอึดอัดหรือได้รับความไม่เป็นธรรมมากเพียงใด
“ผู้ใดทำให้เจ้าลำบากใจ”
เสียงเขาเรียบ ทว่าหนักแน่นพอให้ผู้คนรอบข้างเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
เหยาอวี้ยังไม่ทันเอ่ยตอบ
วั่นซื่อที่เพิ่งถูกคำพูดของเด็กหญิงกดดันจนแทบจนมุม ก็ฉวยโอกาสทันที นางสะบัดแขนบุตรชายออกแล้วก้าวเข้ามาข้างหน้า สีหน้าที่เคยเสียเปรียบกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นราวกับพบทางรอด
สายตาของนางกวาดมองเจียงมู่ไป๋อย่างรวดเร็ว บัณฑิตรูปงาม บุคลิกสูงศักดิ์เช่นนี้ น่าจะเป็นบุรุษแตกฉานสี่หนังสือห้าคัมภีร์[1] ย่อมให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและหน้าตา ไม่แน่ว่าหากรู้เรื่องอดีตน้องสาวบุญธรรมของตนอาจจะรับไม่ได้ จนต้องยอมจ่ายเงินเพื่อปิดปาก ขจัดความยุ่งยากก็ได้
“คุณชายรองเจียง!” นางยกเสียงสูงเล็กน้อย ทำท่าเหมือนผู้ถูกกระทำ “ท่านควรให้ความเป็นธรรมแก่บุตรชายข้า!”
เหมาซิ่วไฉยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าลำบากใจ แต่กลับมิได้ห้ามปรามแม้แต่น้อย
วั่นซื่อชี้ตรงไปยังเหยาอวี้
“น้องสาวบุญธรรมของท่าน เคยหมั้นหมายกับบุตรชายข้ามาก่อน แต่ยามนี้กลับเฉยเมย มีชีวิตดีแล้วก็ทอดทิ้งเขา!”
นางถอนหายใจแรง แสร้งทำเป็นเจ็บแค้น
“สตรีเช่นนี้…ไม่รู้จักละอาย ท่านแน่ใจหรือว่าจะปล่อยให้คนเช่นนี้ อยู่ในตระกูลเจียงโดยไม่ทำอะไร หากข่าวแพร่ออกไป…ชาวบ้านจะพูดถึงตระกูลของท่านอย่างไรเล่า”
คำพูดสุดท้ายแฝงการข่มขู่ชัดเจน
เหยาอวี้เม้มปากเล็กน้อย
ฝานซูเมิ่งขมวดคิ้ว
แต่เจียงมู่ไป๋ กลับไม่ขยับ สายตาที่มองวั่นซื่อเย็นลงทีละน้อย จนแทบไร้ความรู้สึก
ในใจเขาไม่มีแค่ความโกรธ แต่ยังแฝงความรังเกียจอย่างลึกซึ้ง
ต่ำต้อยถึงเพียงนี้ ยังกล้าใช้ชื่อเสียงของตระกูลเจียงมาเป็นเครื่องมือกดดันผู้อื่น ยังกล้าหยิบเอาเรื่องที่บิดเบือนมาป้ายสีเด็กคนหนึ่งต่อหน้าสาธารณะ
ต่อให้เรื่องหมั้นหมายในอดีตจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป เพียงแค่เขารู้ว่า มีผู้ใดกำลังคิดใช้เรื่องนั้นเป็นเครื่องมือบีบบังคับนาง ก็เพียงพอแล้วที่จะตัดสิน
คนเช่นนี้…เขาไม่เคยคิดจะปล่อยไว้
สายตาเขาเหลือบไปยังเหมาซวนเพียงชั่วพริบตา
ทำตัวอ่อนน้อม อ่อนแอ คล้ายผู้ถูกกดขี่ แต่กลับยืนปล่อยให้มารดาเล่นละครต่อหน้าผู้คน และยังคิดฉวยโอกาสจากสถานการณ์เช่นนี้
น่าขยะแขยงยิ่งกว่าพวกสกุลหลัวเสียอีก
เจียงมู่ไป๋ยิ้มบาง
“พูดจบแล้วหรือ”
น้ำเสียงสุภาพอย่างยิ่ง
แต่ทำให้วั่นซื่อชะงักไปโดยไม่รู้ตัว
เขาก้าวไปข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว ไม่เร็ว…แต่กดดัน
“เมื่อครู่ เจ้ากล่าวหลายอย่าง กล่าวหานางต่อหน้าผู้คน และยังพยายามใช้ชื่อเสียงของตระกูลข้ามาข่มขู่” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย “เจ้าคิดว่า ข้าควรตอบรับเช่นไร”
วั่นซื่อสีหน้าแข็งค้าง
เหมาซวนเริ่มรู้สึกไม่ดี
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้รอคำตอบ
“เรื่องหมั้นหมายแล้วอย่างไร…ข้าไม่สนใจ”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนชะงัก
รวมถึงเหยาอวี้
สายตาเขาคมขึ้น น้ำเสียงกดดัน ก่อนเอ่ยต่อ
“ต่อให้เคยมีการรับหมั้น ก็ได้คืนของหมั้นแล้วมิใช่หรือ เมื่อสองฝ่ายยุติแล้ว ยังจะมีสิ่งใดให้ต้องรื้อฟื้น คนต่างสกุลแล้วยังต้องช่วยเหลือกันอีกหรือ เช่นนี้ทุกคนก็ต้องให้ทานพวกเจ้าแล้ว” เขากล่าวต่ออย่างชัดถ้อย “หากต้องการความจริง ก็ไปขอดูหนังสือยกเลิกหมั้นหมาย…วันเวลาและเหตุผลล้วนมีบันทึกไว้ชัดเจน แล้วเหตุใดจึงกลับกล่าวว่านางทอดทิ้ง เพราะรังเกียจ”
เขามองตรงไปยังเหมาซิ่วไฉ
“บุตรชายของท่านเป็นถึงซิ่วไฉ แต่กลับคิดจะให้เด็กแปดขวบแต่งงานเพื่อผูกดวงเสริมมงคล” น้ำเสียงเย็นลง “สิ่งใดกันแน่ที่เรียกว่าไร้ความละอาย”
วั่นซื่อหน้าซีดเผือด
“ดังนั้นคำพูดของเจ้าล้วนเป็นความเท็จ และกำลังพยายามใช้เรื่องในอดีต มากดดัน บีบบังคับ และทำลายชื่อเสียงของนาง การกล่าวเท็จต่อหน้าสาธารณะ ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง เข้าข่ายใส่ร้าย โทษโบยสามสิบไม้ ปรับสิบตำลึง และบันทึกความผิด”
เขาหันไปมองเหมาซวนโดยตรง
“โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะสอบขุนนาง ประวัติเช่นนี้…ยังคิดจะเข้าสอบเซียงซื่อเพื่อเป็นจวี่เหรินได้หรือ”
เหมาซวนหน้าซีดทันที
เจียงมู่ไป๋ก้าวเข้าไปอีกครึ่งก้าว
ใกล้จนอีกฝ่ายต้องถอย
“อีกประหนึ่ง…หากพิจารณาให้ลึกลงไป ก็ย่อมเห็นได้ว่าแท้จริงพวกท่านต้องการสิ่งใด”
น้ำเสียงเขาเย็นเฉียบ
“เด็กแปดขวบยกเลิกหมั้นหมาย มีสิ่งใดผิด หรือพวกเจ้าจะกล่าวว่า ทุกครอบครัวที่ยกเลิกหมั้นหมาย ล้วนเป็นฝ่ายผิดทั้งหมดหรือ”
ทุกคนเริ่มมองสองแม่ลูกอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ แม้คนที่ยกเลิกหมั้นหมายจะมีไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี หากคู่หมายดี จะยกเลิกไปทำไม ล้วนแต่เพราะมีจุดบกพร่องอย่างไรเล่า นี่ยังไม่ต้องพูดว่าอีกฝ่ายอายุสิบแปด แล้วเจ้าสาวยังเพียงแปดขวบเท่านั้น
เจียงมู่ไป๋เมื่อเห็นรอบตัวเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ จึงกล่าวต่อ
“เหมาซิ่วไฉ…ข้ามิทราบว่าพวกเจ้าไม่พอใจสิ่งใด ทว่าสายน้ำขุ่นมัวไหลสู่มหาสมุทรได้ แต่ไม่อาจเปลี่ยนมหาสมุทรให้ขุ่นมัวตาม ยิ่งมารดาเจ้ากล่าววนไปมา แท้จริงก็เพียงเพื่อทำให้ชื่อเสียงของเด็กหญิงผู้หนึ่งด่างพร้อย ก็เพื่อบีบบังคับให้นางกลับมาแต่งกับชายอายุสิบแปดปี ในขณะที่นางเพิ่งแปดขวบเท่านั้น”
สายตาเขาเย็นจนไร้ความปรานี
“ช่างชั่วช้าไร้มโนธรรม”
คำตัดสินนั้นตกลงมาเรียบร้อย บรรยากาศรอบด้านก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ยามนี้ นางคือคนของสกุลเจียง หากผู้ใดคิดบังคับนางแต่งงาน ต้องถามสกุลเจียงข้าก่อนและการบังคับผู้เยาว์แต่งงาน…ก็เป็นความผิดตามกฎหมาย”
เขาไม่ได้กล่าวต่อ เพราะไม่จำเป็นอีกแล้ว
ทหารหลายนายที่ถูกผู้ว่าการเมืองหลิงหยวนให้มาคุ้มครองเขาเดินตรวจเมือง ก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน
เพียงฟังเรื่องทั้งหมด ก็เข้าใจทันทีว่าควรจัดการเช่นไร
วั่นซื่อและเหมาซวนตกใจจนหน้าถอดสี ไม่คิดว่าจะถูกจับกุม
“ไม่…ไม่! ใต้เท้า ฟังข้าก่อน! บุตรชายข้าไม่ผิด เป็นความผิดของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
เสียงวอนขอแตกพร่า อย่างตื่นตระหนก
แต่ทหารกลับไม่แม้แต่จะหยุดฟัง มือหยาบกร้านจับแขนทั้งสองคนไว้แน่น ลากออกไปท่ามกลางสายตาผู้คน
ไม่นาน ร่างของสองแม่ลูกก็หายไปจากตลาด
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน และสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดเกรง
เพราะผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือบุคคลที่แม้แต่ขุนนางในเมืองหลิงหยวนยังให้ความสำคัญ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงฐานะแขกผู้มีเกียรติของหลิงหยวนโหว
การบังอาจคิดบีบบังคับน้องสาวบุญธรรมของเขา ก็ไม่ต่างจากหาเรื่องผู้มีอำนาจโดยตรง
ช่าง…รนหาที่ตายได้เก่งจริงๆ
เจียงมู่ไป๋ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
สำหรับเขา
เรื่องนั้น…จบไปแล้วตั้งแต่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอดีตคู่หมั้นของเหยาอวี้
[1] สี่หนังสือห้าคัมภีร์ (四書五經 - ซื่อซูอู่จิง) คือ หลักคำสอนพื้นฐานของขงจื๊อ ซึ่งถือเป็นรากฐานของการสอบจอหงวนและการปกครองในสมัยโบราณ
สี่หนังสือ (四書 - ซื่อซู) วางรากฐานด้านจริยธรรม ประกอบด้วย
ต้าเสวีย (大学) จงยง (中庸) หลุนอวี่ (论语) และเมิ่งจื่อ (孟子)
ห้าคัมภีร์ (五經 - อู่จิง) ตำราโบราณที่ขงจื๊อรวบรวมและเรียบเรียง ประกอบด้วย
อี้จิง (易經) ซูจิง (書經) ซือจิง (詩經) หลี่จี้ (禮記) และ ชุนชิว (春秋)