ตอนที่ 156
ตอนที่ 156
ตอนที่ 156
หลัวเจียอียืนอยู่หน้าที่ว่าการของเมืองหลิงหยวน เงาร่างเล็กบางยืนปะปนอยู่กับผู้คนที่มารอข่าวสาร บางคนมาร้องทุกข์ บางคนมารับแจกจ่ายเสบียง สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งเครียด
แต่นางกลับจับจ้องเพียงประตูใหญ่ที่ปิดสนิท
ภาพเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ในใจ
ชายหนุ่มผู้มีท่าทีสงบ สุภาพ เปี่ยมความรู้…กลับถูกลากเข้าไปพร้อมมารดา
แต่นางกลับไม่กล้าขัดขวาง ได้แต่แอบตามมาเงียบๆ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนเงาของแดดเคลื่อนคล้อย
ผ่านไปหลายชั่วยาม ในที่สุดประตูที่ว่าการก็เปิดออก
ร่างหนึ่งก้าวออกมาก่อน เป็นเหมาซวน เสื้อผ้าของเขาไม่เรียบร้อยนัก สีหน้าซีดเซียว แต่ยังคงพยายามประคองสติไว้
บนแผ่นหลัง มีร่างของวั่นซื่อที่หมดสติครึ่งหนึ่ง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน คราบเลือดซึมออกมาจากแผ่นหลังที่ถูกโบย
ภาพนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างเงียบลงไปชั่วขณะ
หลัวเจียอีเองก็สะดุ้งเล็กน้อย แต่ในแววตานาง กลับไม่ใช่ความสงสารทั้งหมด เพราะมันซ่อนประกายบางอย่างไว้
นางสูดหายใจลึก ก่อนก้าวเข้าไป
“ท่าน…”
เสียงนางแผ่วเบา แต่จงใจให้เขาได้ยิน
เหมาซวนเงยหน้าขึ้น
เพียงเห็นใบหน้า เขาก็จำได้ทันที
หลัวเจียอี คนแซ่หลัว
เขารู้จักนางดี ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ
ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องหน้าโรงเตี้ยมจินฟู่นั้น เขาก็สืบเรื่องของสกุลหลัวจนหมด สาแหรกมีผู้ใดบ้างก็รู้จนชัดเจน
เหตุผลที่เขาส่งผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้นาง แท้จริงก็มีแผนในใจ
แต่ที่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดเหยาอวี้จึงได้รู้จักกับหมอเทวดาเซวียนได้ ทั้งยังดูเหมือนชายชราผู้นั้นจะให้เกียรตินางไม่น้อย แม้จะไม่รู้ว่าเด็กชายที่ติดตามมากับเขาเป็นผู้ใด แต่ก็รู้ว่าเป็นคนจากจงหยวน เขายิ่งอยากผูกสัมพันกับพวกเขา และโชคดีที่เขาถูกชายชราผู้นั้นช่วยรักษาจนหายดี ตนจึงคิดไปแสดงตัวไว้ เผื่อให้ชายชราจำตนได้
หากวันใดเกิดมีข่าวลือของเขากับเหยาอวี้ขึ้นมา อาจจะมีชายชราผู้นั้นช่วยหนุนหลังในอนาคต แต่กลับถูกมารดาที่ใจร้อนทำลายแผนการโดยไม่ทราบเรื่อง
ความโกรธแล่นผ่านแววตาเพียงชั่วพริบตา ก่อนถูกกดทับลงอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าสุดท้ายจะเป็นมารดาที่รับผิดทุกอย่างไว้เองกับทางการ เขาจึงไม่ถูกลงโทษแต่อย่างใด แต่สายตาจากเซวียนกวงที่ดูแคลนเขายามนี้ ก็รู้ว่าแล้วหมากตานี้มิอาจใช้ได้แล้ว
แต่ไม่คิดเลยว่า หลัวเจียอี จะปรากฎตัวยามนี้
“พามารดาท่านมาที่พักของพวกข้าเถิด ครอบครัวข้ามีสมุนไพรอยู่บ้าง น่าจะช่วยรักษามารดาท่านได้”
เหมาซวนชะงักเล็กน้อย เขามองนางอย่างพิจารณา ในใจคำนวณอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์เช่นนี้…มีคนยื่นมือมา จะปฏิเสธได้หรือ อีกทั้งยังเสียเงินไปตั้งสิบตำลึง ตอนนี้ทั้งตัวเขาแทบไม่มีเงินแล้ว
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงสุภาพ
“แม่นางมีน้ำใจยิ่ง แต่เรื่องนี้เกรงว่าจะรบกวนเกินไป ข้ามิอาจรับไว้ได้”
ท่าทีเกรงใจ อ่อนน้อม สมกับบัณฑิต
หลัวเจียอีเม้มปากเล็กน้อย ก่อนรีบเอ่ยต่อ
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย” นางลดเสียงลงเล็กน้อย ราวกับกล่าวด้วยความรู้สึกจริงใจ “เรื่องที่มารดาท่านได้รับบาดเจ็บ…ก็ถือว่าสกุลหลัวของเรามีส่วนเกี่ยวข้อง” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “ถังเม่ยสาม…เอ่อ คุณหนูสี่เจียงนี่ ก็ช่างไม่ใยดีผู้คนจริงๆ ถึงอย่างไรท่านก็เคยหมั้นหมายกับนาง” คำพูดนั้นแฝงความไม่พอใจ ซึ่งความจริงนางก็ไม่พอใจจริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่คนละเรื่องกับที่แสดง
“อย่างไรเสีย ท่านก็เคยหมั้นหมายกับนาง…” นางถอนหายใจเบาๆ “ถือเสียว่าให้ข้าได้ไถ่โทษแทนนางด้วยเถิด”
เหตุผลนั้นฟังดูคล้ายมีที่มา แต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่
หากเหมาซวนต้องการปฏิเสธจริง ก็สามารถทำได้ง่ายดาย แต่นั่นเพราะเขาไม่คิดปฏิเสธอย่างไรเล่า
ชายหนุ่มจึงทำเป็นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนแสดงสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย ราวกับลังเล สุดท้ายจึงพยักหน้าเบาๆ เหมือนจำใจ
“เช่นนั้น…ข้าคงต้องรบกวนแม่นางแล้ว” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงใจ แสดงสีหน้าทราบซึ้ง “ขอบคุณน้ำใจของแม่นางยิ่งนัก”
หลัวเจียอีรู้สึกพอใจอย่างบอกไม่ถูก นางรีบพาเขาออกจากบริเวณนั้น มุ่งหน้าไปยังเขตอพยพด้านนอก
พื้นที่ที่สกุลหลัวอาศัยอยู่ อยู่ชั้นนอกสุดของเขตอพยพอีกทอดหนึ่ง เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้า พวกเขาเคยถูกคนของหมอเทวดาเซวียนรุมทำร้าย จนไม่กล้าอยู่ใกล้ผู้คน ความอับอายทำให้พวกเขาเลือกถอยออกมา
ชีวิตพวกเขาเต็มไปด้วยความลำบาก โชคดีที่รู้จักสมุนไพรอยู่บ้าง จึงสามารถขึ้นเขาไปหาสมุนไพรทั่วไปมาขายให้ชาวบ้าน พอประทังชีวิตไปวันๆ รอวันที่น้ำลด
เมื่อมาถึง หลัวเจียอีก็รีบวิ่งเข้าไปหาชายชรา
“ท่านปู่!”
หลัวเซินเงยหน้าขึ้นจากกองสมุนไพร สายตาเฉียบคมแม้อายุมาก
หลัวเจียอีรีบเล่าเรื่องอย่างรวบรัด
แต่สิ่งที่นางเล่า…
กลับไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
นางกล่าวว่าเหมาซวนถูกผู้คนในเมืองอิจฉา จึงถูกกลั่นแกล้ง กล่าวว่ามารดาของเขาถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม กล่าวว่าเขาเป็นซิ่วไฉที่กำลังจะสอบจวี่เหริน
และหากช่วยเหลือเขาไว้ และหาโอกาสทวงบุญคุณให้ได้เขามาเป็นเขย…จะเป็นประโยชน์ต่อสกุลหลัวสายรองของพวกเราอย่างยิ่ง
เพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยากนักที่จะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมือง อีกทั้งเหตุการณ์นั้นก็เริ่มและจบอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้ผู้ใดกล่าวถึงอีกด้วย ดังนั้นคนย่อมไม่กล้าพูดมาก
“ท่านปู่…” น้ำเสียงนางแฝงความคาดหวัง “พวกเราช่วยเขาไว้เถิด”
หลัวเซินไม่ได้ตอบทันที เดินออกไปดูสองแม่ลูกที่นั่งบนแคร่ไม้รออยู่ข้างนอกห่างกันประมาณสองจั้ง สายตาเขากวาดมองเหมาซวนตั้งแต่หัวจรดเท้า
คำนวณเงียบๆ ในใจ
ซิ่วไฉ…กำลังจะสอบจวี่เหริน…บุตรชายของแม่ม่าย…
เมื่อเทียบกับหลานชายของตน…หลัวจางหมิ่น ที่แม้แต่ซิ่วไฉยังสอบไม่ผ่าน
ส่วนหลัวเจียอีก็ถึงคราวพูดคุณเรื่องการแต่งงานแล้ว ด้วยชื่อเสียงสกุลหลัวยามนี้
นี่…นับว่าเป็นโอกาสที่ดี
เขาเหลือบมองซ่งซื่อ
อีกฝ่ายไอเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเบาๆ เห็นพ้องต้องกัน
หลัวเซินจึงกล่าวขึ้นช้าๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ก็ช่วยเขาเถิด”
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงัน
พริบตาเดียว…
สายน้ำที่เคยเอ่อท่วมก็เริ่มลดระดับลง จากพื้นดินที่เคยจมอยู่ใต้น้ำ กลับค่อยๆ ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง แม้จะยังชื้นแฉะ เต็มไปด้วยโคลนตม แต่ก็เพียงพอให้ผู้คนเริ่มมองเห็นทางกลับบ้าน
ขบวนผู้อพยพเริ่มทยอยออกจากพื้นที่พักพิง บางคนแบกข้าวของเล็กน้อย บางคนจูงเด็ก บางคนเดินเงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด
ไม่มีเสียงครึกครื้น มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้ง
เมื่อกลับไปถึงบ้าน หรือสิ่งที่เคยเป็นบ้าน ทุ่งนาหลายแห่งยังคงชุ่มน้ำ ข้าวที่ยังไม่ทันเก็บเกี่ยวล้มพังไปกับกระแสน้ำ เมล็ดข้าวเน่าเสีย กระจัดกระจาย
ปีนี้…
ผลผลิตคงติดลบ ภาษีหลายอย่างอาจถูกงดเว้น แต่ความสูญเสีย…ไม่มีสิ่งใดชดเชยได้
ทว่าถึงกระนั้น
ผู้คนก็ยังคงก้มหน้าลงทำงาน เริ่มเก็บกวาด เริ่มซ่อมแซม เริ่มหว่านเมล็ดใหม่ตามที่ได้รับจากเมืองหลิงหยวน
แม้จะรู้ว่าอาจไม่ทันฤดูกาล แม้จะรู้ว่าปีนี้อาจไม่เหลืออะไร แต่ก็ยังต้องทำ
เพราะ ชีวิต…ไม่เคยหยุดรอผู้ใด
ไม่ว่าจะสูญเสียมากเพียงใด
ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าเพียงใด
สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็ยังต้องก้าวต่อไป…
วันนี้เหยาอวี้ยังคงมาตั้งโต๊ะตรวจโรคอีกแล้ว เพียงแต่หลายวันก่อนนางย้ายมาตรวจโรคให้ชาวบ้านในเขตอพยพนอกเมือง เพราะคนเหล่านี้ยากจนมากกว่าคนในเมืองมาก
สายตามองหลายคนที่เริ่มออกเดินทางบ้างแล้ว แต่นางที่รับปากจะช่วยองค์ไท่จื่อ ยังต้องอยู่ในเมืองหลิงหยวนต่อไป โชคดีที่เจียงมู่ไป๋มีเหยี่ยวส่งสาร จางซื่อและนางจึงยังพอได้ติดต่อกัน
เหยาอวี้เขียนเรื่องเหมาซิ่วไฉให้มารดาฟัง จางซื่อที่อ่านก็ตกใจ จนทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่
เจ้าเหยี่ยวตัวนั้นมีชื่อเสียงฟง เป็นนกที่ฉลาดยิ่งนัก แต่เพราะมันค่อนข้างตัวใหญ่ เจียงมู่ไปจึงให้ไม่ให้มันเกาะแขนเล็กๆ ของนาง แต่ก็ไม่ห้ามหากนางจะเข้าไปใกล้
ในมือของเหยาอวี้มีฟักข้าวโพดอยู่หนึ่งฟัก นางนำน้ำทิพย์หนึ่งในสิบหยดที่เรียกจากนิ้วจนสลบไปคราวนั้น ไปผสมกับโอ่งน้ำดื่มของนาง โดยกำชับว่านี่เป็นน้ำที่นางกรองไว้ให้ตนกับเจียงมู่ไป๋ดื่มกินและทำยาเท่านั้น ห้ามคนนอกใช้เพราะมีน้อย บ่าวรับใช้เวลาที่จะต้องชงชา หรือยกน้ำให้พวกนาง ก็จะใช้น้ำจากโอ่งนี้เท่านั้น และไม่กล้าละเมิดคำสั่งนางเพราะรู้ว่าผู้ที่พักในจวนหงเหมยได้ ย่อมเป็นแขกคนสำคัญของเจ้าของจวน
น้ำทิพย์นี้ไม่เหมือนสมุนไพรเซียน มันมีสรรพคุณในเรื่องยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกายมากกว่าเรื่องการเพิ่มพูนตบะ ดังนั้นนางจึงสามารถใช้ได้เช่นกัน
และนางนำน้ำเพียงเล็กน้อยมาพรมฟักข้าวโพดนี้ไว้รอเจ้าเหยี่ยวเสียงฟงนั้น
คงเพราะมันเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณเฉียบคม จึงรับรู้ได้ว่าฟักข้าวโพดนี้ไม่ธรรมดา มันจึงเชื่อฟังนางยิ่งนัก
แม้แต่เจียงมู่ไป๋เองก็แปลกใจ เพราะปกติเหยี่ยวตัวนี้ใช้เวลาฝึกตั้งนาน ด้วยพื้นฐานก็มีนิสัยทนงและดุร้าย ชื่นชอบการกินเนื้อสดๆ มากกว่า ไม่คิดเลยว่าจะสยบให้เหยาอวี้อย่างง่ายด้วย ด้วยข้าวโพดฟักหนึ่ง