LNCrawler

ตอนที่ 157

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 157

ตอนที่ 157


 

เหยาอวี้นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเล็กภายใต้เพิงผ้าชั่วคราว ลมเย็นจากนอกเมืองพัดเอากลิ่นดินชื้นและหญ้าแห้งโชยมาเป็นระยะ เบื้องหน้านางคือชาวบ้านที่ต่อแถวกันเงียบๆ แต่ละคนล้วนผอมซูบ สีหน้าหม่นหมอง บ้างไอ บ้างกุมท้อง บ้างมีผื่นขึ้นตามแขนขา

นางยื่นมือเล็กออกไปวางบนข้อมือของชายวัยกลางคนตรงหน้า นิ้วเรียวแตะลงอย่างมั่นคง แม้จะยังหมอผู้นี้จะยังเด็ก แต่ท่าทางกลับสงบนิ่งกว่าหมอหลายคนเสียอีก

ดวงตาของนางหลุบลงเล็กน้อย ตั้งใจจับจังหวะชีพจร

ชั่วครู่หนึ่ง

นางจึงปล่อยมืออย่างแผ่วเบา

“ชีพจรลอยและอ่อน ร่วมกับไอแห้ง ลำคอแห้งผาก…” นางเอ่ยช้าๆ เหมือนกำลังทบทวนในใจ “เป็นเพราะร่างกายเสียสมดุลจากความเหนื่อยล้าและขาดอาหาร บวกกับลมเย็นกระทบปอด” เหยาอวี้พึมพำเฉยๆ แต่ชายผู้นั้นพยักหน้าอย่างงงๆ แต่ก็ฟังอย่างตั้งใจ

นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา วางบนโต๊ะ แล้วจึงเริ่มเขียน ปลายพู่กันเล็กเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง แม้ลายมือยังไม่ถึงขั้นงดงามสมบูรณ์ แต่เส้นสายเริ่มมีจังหวะ มีน้ำหนัก ตัวอักษรแต่ละตัวค่อยๆ เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ

“ใช้รากชะเอมแห้งสองส่วน ต้มรวมกับใบหม่อนและดอกเก๊กฮวยเล็กน้อย ดื่มเช้าเย็นเจ้าค่ะ” นางเขียนไป อธิบายไป “หากมีขิงแก่สักหน่อย ให้ใส่ลงไปด้วย จะช่วยขับลมและทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น”

นางยกพู่กันขึ้น เป่าหมึกให้แห้ง ก่อนยื่นกระดาษให้ชายผู้นั้น

“อาการของท่านมิใช่เรื่องใหญ่ เพียงอย่าลืมพักผ่อนให้มาก และหลีกเลี่ยงลมเย็นในยามค่ำ”

ชายผู้นั้นรับกระดาษไปอย่างซาบซึ้ง รีบกล่าวขอบคุณไม่หยุด แน่นอนว่าชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นอ่านหนังสือไม่ออก แต่เทียบยานั้นเอาไปให้ร้านยาต่างหาก อีกทั้งเหยาอวี้ก็อธิบายก่อนหนึ่งรอบ เผื่อมีชาวบ้านที่รู้จักสมุนไพรพื้นบ้านเหล่านี้ ก็ยังพอไปขึ้นเขาหาเองโดยไม่ต้องเสียเงินได้

เหยาอวี้เพียงพยักหน้าเล็กน้อย

คนถัดไปก็นั่งลงแทน

นางไม่รีบร้อน ยังคงจับชีพจรอย่างตั้งใจ วินิจฉัยอย่างละเอียด แล้วจึงเขียนยาอย่างประณีตทีละตัวอักษร ปลายพู่กันเคลื่อนไหวช้าๆ

ทันใดนั้น!

“หมอจอมปลอม!”

เสียงแหลมจัดดังแทรกเข้ามาอย่างกะทันหัน

ฝูงชนที่ต่อแถวอยู่ชะงักไปเล็กน้อย หลายคนหันมองต้นเสียง เห็นสตรีผู้หนึ่งอุ้มเด็กชายหน้าซีดแดง ดวงตาแดงก่ำเพราะไข้ เดินฝ่าผู้คนเข้ามาอย่างไม่เกรงใจผู้ใด

นางก้าวมาหยุดตรงหน้าโต๊ะ แล้วชี้นิ้วใส่เหยาอวี้ทันที

“เจ้านี่แหละ! เมื่อวานเจ้าตรวจลูกข้า บอกว่าแค่ไข้ธรรมดา ให้ยามากินแล้วจะหาย!”

เสียงของนางสั่นทั้งโกรธทั้งคับแค้น

“แต่ดูมันตอนนี้สิ! ไข้ยิ่งสูง ตัวร้อนยิ่งกว่าเดิม เจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นหมออยู่อีกหรือ!”

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นโดยรอบ บางคนขมวดคิ้ว บางคนกระซิบกระซาบ

แต่เหยาอวี้ ยังไม่เงยหน้า ปลายนิ้วยังคงวางอยู่บนข้อมือคนไข้เบื้องหน้าอย่างมั่นคง ราวกับเสียงโวยวายนั้นเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน

คนไข้ตรงหน้ามองนางอย่างลังเลเล็กน้อย

“ท่านหมออวี้…นี่…”

เหยาอวี้เอ่ยเสียงเรียบโดยไม่เงยหน้า

“หายใจลึกๆ อย่าขยับ ข้าจับชีพจรอยู่”

คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้คนไข้ตรงหน้าชะงัก แล้วรีบสงบนิ่งตามคำสั่ง

สตรีผู้อุ้มเด็กยิ่งเดือดดาล

“เจ้ากล้าทำเป็นไม่สนใจข้า?! ลูกข้าจะตายอยู่แล้ว เจ้ายังมีหน้ามานั่งตรวจคนอื่นอีกหรือ!” นางก้าวเข้ามาอีกก้าว มือที่ชี้สั่นเทาแทบจะจ่อถึงหน้าเหยาอวี้ แต่ก็เข้ามามากกว่านั้นไม่ได้ เพราะฝานซูเมิ่งลุกขึ้นขวางหน้านาง ด้วยแววตาที่กดดันนั้น ทำให้สตรีผู้นั้นได้แต่ไม่กล้าเข้าไปมากกว่านี้

“หมออย่างเจ้ามันก็แค่พวกหลอกลวง! ตั้งโต๊ะตรวจก็เพื่อเอาชื่อเสียงใช่หรือไม่! ชีวิตคนอื่นสำหรับเจ้าไม่มีค่าเลยหรือ!”

เสียงรอบข้างเริ่มดังขึ้น บรรยากาศตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด

แต่เหยาอวี้ยังคงนิ่ง นางนับจังหวะชีพจรจนจบ จึงค่อยๆ ถอนมือออก เขียนใบสั่งยาสองสามคำอย่างเรียบร้อย อธิบายทีจะตัว ก่อนส่งให้คนไข้ตรงหน้า

“ต้มยาตามนี้ ดื่มเช้าเย็น สามวันจะดีขึ้น”

คนไข้รับไปอย่างงุนงง ก่อนรีบลุกหลีกออกจากสถานการณ์ตึงเครียด

เมื่อทุกอย่างตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว เหยาอวี้จึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตานิ่งสงบของนางมองตรงไปยังสตรีผู้นั้น ไม่มีความโกรธ ไม่มีความร้อนรน มีเพียงความเย็นเยียบที่ทำให้คนมองรู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว

นางเอ่ยเพียงสั้นๆ

“วางเด็กลง”

สตรีผู้นั้นชะงักไปชั่วขณะ เหมือนถูกจังหวะนั้นกดเอาไว้โดยไม่รู้ตัว

“อะ…อะไรนะ?”

เหยาอวี้ไม่พูดซ้ำ เพียงมองนิ่ง ฝานซูเมิ่งก็ดึงเด็กออกมาจากสตรีผู้นั้นทันที เพราะนางมิใช่บ่าวรับใช้ธรรมดา รู้ตัวอีกทีเด็กก็ถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าแล้ว

“จะ-เจ้า” สตรีนางนั้นตกใจหน้าเสีย แต่ไม่นานทหารรอบข้างก็เข้ามาขวาง นางอยากจะตะโกนโวยวายต่อก็เริ่มสั่นกลัว

เหยาอวี้ยื่นมือออกไป แตะข้อมือเด็กเบาๆ เพียงไม่กี่ลมหายใจ บีบปากเด็กง้างออกแล้วใช้ไม้ไผ่กวาดลิ้นของเด็ก แววตานางเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ไม่ใช่ความตกใจ แต่เป็น…ความเย็นเยียบที่ลึกขึ้นกว่าเดิม

นางปล่อยมือช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองมารดา

“เมื่อคืน เจ้าให้เขากินอะไรเพิ่ม?”

คำถามนั้นเรียบง่าย

แต่ทำให้สตรีผู้นั้นหน้าซีดไปชั่วพริบตา

“ข…ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร! ก็ให้กินยาที่เจ้าสั่งนั่นแหละ!”

เหยาอวี้มองนิ่ง ไม่ตอบโต้ ไม่โต้เถียง เพียงเอ่ยอีกประโยคหนึ่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“อาการนี้ ไม่ใช่ผลจากเทียบยาของข้า”

เสียงซุบซิบรอบข้างเงียบลงทันที

นางค่อยๆ เอ่ยต่อ “ชีพจรเขาร้อนพุ่ง ลิ้นแดงจัด กลิ่นปากขมจัด นี่คืออาการของการกินยาขับร้อนเกินขนาด” สายตานางจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย

“เจ้าคิดว่าข้ามองไม่ออกหรือ”

บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ

มือของสตรีผู้นั้นสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

เหยาอวี้กล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น

“เจ้าทำให้ลูกตัวเองป่วย…เพื่ออะไรกันแน่”

เหยาอวี้กล่าวจบก็ไม่เร่งรัด เพียงปล่อยให้ความเงียบกดทับลงมาแทนคำพูด

สายตานางเลื่อนผ่านใบหน้าของสตรีผู้นั้นช้าๆ ก่อนจะลดลงไปที่มือ…ปลายนิ้วที่กำแน่นเกินจำเป็น ราวกับพยายามปกปิดบางสิ่ง

เพราะสัมผัสที่เข้มข้นของเหยาอวี้…กลิ่นบางอย่างลอยผ่านปลายจมูก

ขม…และเย็น

เหยาอวี้เอ่ยเรียบๆ

“ค้นตัวนาง”

สตรีผู้นั้นชะงัก ก่อนจะรีบกอดห่อผ้าข้างตัวแน่นขึ้นทันที

“เจ้า…เจ้าจะทำอะไร! ของของข้า เหตุใดต้องให้คนอื่นแตะต้อง!”

ฝานซูเมิ่งไม่ตอบ เพียงก้าวเข้าไป สีหน้าสงบนิ่งผิดกับรูปร่างผอมบาง

นางยื่นมือไปจะหยิบห่อผ้า

สตรีผู้นั้นรีบดึงหนี

“อย่าแตะ!”

การเคลื่อนไหวนั้นกลับยิ่งทำให้คนรอบข้างเริ่มมองด้วยสายตาแปลกไป

ฝานซูเมิ่งไม่ถอย กลับฉวยข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้แน่นในจังหวะเดียว

“ปล่อยข้า!”

สตรีผู้นั้นดิ้นแรง แต่กลับไม่อาจสะบัดหลุดได้เลย

นางเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าบ่าวรับใช้รูปร่างผอมบางเช่นนี้ จะมีแรงมากถึงเพียงนี้

ฝานซูเมิ่งกดเสียงต่ำ

“อยู่นิ่งๆ เถิด”

อีกมือหนึ่งเปิดห่อผ้าอย่างรวดเร็ว

เสียงผ้าคลี่ออกดังแผ่วเบา

ไม่นาน นางก็หยุดมือ สายตาก้มลงมองสิ่งที่อยู่ภายใน ก่อนจะหยิบมันขึ้นมา เป็นห่อกระดาษเล็กๆ สีหม่น มีผงสีเหลืองติดอยู่ตรงปากห่อ

ฝานซูเมิ่งหันกลับไป แสดงบทบาทของตนโดยไม่บกพร้อง

“คุณหนู…”

เหยาอวี้ไม่รีบรับ เพียงมองอยู่ครู่หนึ่ง สายตานางเย็นลงเล็กน้อย

ในขณะเดียวกัน ทหารก็เริ่มก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิม

บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นทันที

สตรีผู้นั้นเมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด แรงดิ้นที่เคยรุนแรงเมื่อครู่ค่อยๆ อ่อนลง

แล้วจู่ๆ นางก็ทรุดตัวลง น้ำตาไหลอาบแก้ม

“ข้า…ข้าผิดไปแล้ว…”

เสียงสะอื้นดังขึ้นกลางความเงียบ

“ข้า…ข้าแค่ไม่มีเงิน…จริงๆ นะ…ข้ากับลูกกำลังจะกลับบ้านแล้ว แต่ไม่มีแม้แต่ค่าเดินทาง…” นางก้มหน้าร้องไห้ ตัวสั่นเทา “ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีหมอใจดี…ช่วยเหลือคนป่วย…” นางสะอึกสะอื้น “ข้าเลย…เลยคิดแผนโง่ๆ แบบนี้…” เสียงสะอื้นขาดห้วง “ขออภัยท่านด้วย…ได้โปรกละเว้นข้าสักครั้ง…”

ไม่มีใครพูดอะไร

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เหยาอวี้

นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว สายตาเย็นจัด มองลงไปยังสตรีที่คุกเข่าอยู่ “สิ่งที่น่ารังเกียจ…ไม่ใช่การที่เจ้ายากจน” นางหยุดเล็กน้อย “แต่คือการที่เจ้านำสุขภาพของบุตรตนเองมาแลกกับเงิน”

สตรีผู้นั้นสะอื้นแรงขึ้น

เหยาอวี้เอ่ยต่อ น้ำเสียงเย็นจนเหมือนมีน้ำแข็งแทรกอยู่ในคำพูด

“เจ้ารู้หรือไม่ว่า หากกินผงชิงหั่วเกินขนาด…พิษร้อนจะเผาอวัยวะภายใน” สายตานางคมกริบ “บุตรชายเจ้าจะตาย”

คำสุดท้ายตกลงมาหนักอึ้ง

“เจ้า…ไม่สมควรเป็นแม่คนด้วยซ้ำ”

ไม่มีเสียงโต้ตอบ

มีเพียงเสียงร้องไห้ที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ

เหยาอวี้หันหลัง ไม่กล่าวอะไรต่อ

“พาไป”

ทหารเข้ามาควบคุมตัวสตรีผู้นั้นทันที

เหตุการณ์จบลงรวดเร็วราวกับคลื่นลูกหนึ่งที่ซัดเข้ามาแล้วก็จางหายไป

หลังจากนั้น เหยาอวี้กลับไปนั่งลงที่เดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คนต่อไป”

เสียงนางเรียบดังเดิม

แม้ตลอดการตั้งโต๊ะตรวจโรค นางจะพบคนแปลกๆ อยู่บ้าง เพราะนางย้ายที่ตรวจไปเรื่อยๆ แต่ด้วยมีทหารของหลิงหยวนโหวติดตาม คอยดูแลความเรียบร้อย ความละโมบของผู้คนจึงลดลงไปไม่น้อย

ถึงกระนั้น…ก็ยังมีบางคนพยายามตุกติก

บ้างกล่าวอ้างว่าได้ยาผิด

บ้างว่าถูกวินิจฉัยคลาดเคลื่อน

แต่ทุกครั้ง… เหยาอวี้ล้วนโต้แย้งได้ทั้งหมด

ขอเพียงเป็นเรื่องของวิชาแพทย์

ไม่มีผู้ใด…สู้เถียงกับนางได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนใหญ่หมอเทวดาเซวียนก็มักโผล่มาช่วยถือหางให้นางอยู่เสมอ เรื่องราวจึงไม่ค่อยลุกลามใหญ่โต

และเหตุการณ์ในวันนี้

ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เท่านั้น