LNCrawler

ตอนที่ 158

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 158

ตอนที่ 158


 

ลมยามบ่ายพัดเอาฝุ่นทรายลอยคลุ้งเหนือทางเกวียนสายแคบ จุดพักข้างทางก่อนถึงตำบลชิงเฟิงเป็นเพียงลานดินโล่ง มีเพิงไม้ไผ่เก่าๆ ตั้งพิงต้นหลิว น้ำในโอ่งดินเผาถูกตักจนพร่อง เหล่าผู้อพยพนั่งพักกันอย่างอ่อนล้า บ้างพิงสัมภาระ บ้างหลับตาเอาแรง เสียงเด็กเล็กร้องปะปนกับเสียงไอและบทสนทนาเบาๆ

จ้าวลี่ฮวาใช้ชายผ้าโบกพัดหน้าอย่างหงุดหงิด

“อากาศบ้าบอนี่ ร้อนจนคนจะเป็นลมตายอยู่แล้ว…”

นางบ่นพึมพำ สีหน้าไม่สบอารมณ์

ขณะนั้นเอง…

“พี่สะใภ้”

เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง

จ้าวลี่ฮวาหันไปมอง เห็นสตรีแปลกหน้านางหนึ่งยืนอุ้มเด็กอยู่ สีหน้าดูเร่งรีบเล็กน้อย

“ท่านเรียกบุตรสาวท่านให้ข้าหน่อย ข้ามีเรื่องจะคุยกับนาง”

จ้าวลี่ฮวาแม้จะสงสัยว่าเป็นเรื่องใดกัน แต่คิดว่าเพราะยามนี้บุตรสาวของนางเพิ่งหมั้นหมายกับซิ่วไฉผู้มีชื่อในชิงเฟิง ชื่อเสียงกำลังขึ้น ผู้คนเข้าหาเพื่อผูกสัมพันธ์…ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

คิดได้เช่นนั้น นางจึงยืดหลังเล็กน้อย สีหน้าลำพองขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ได้”

นางหันไปเรียก

“เจียอี! มีคนมาหาเจ้า”

หลัวเจียอีหันกลับมาอย่างสงสัย ก่อนจะก้าวเข้ามา

ทันทีที่สายตานางตกไปเห็นสตรีที่อุ้มเด็ก สีหน้าก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา

“เจ้า…” นางรีบก้าวเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงทันที “เจ้ามาหาข้าทำไม”

สตรีผู้นั้นเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“จะให้ข้าพูดตรงนี้หรือไม่”

คำพูดนั้นทำให้หลัวเจียอีชะงัก สายตานางกวาดมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เห็นผู้คนอยู่ไม่ไกลนัก แม้จะไม่มีใครตั้งใจฟัง แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย

นางกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะรีบกล่าว

“ตามข้ามา”

ทั้งสองเดินอ้อมเพิงไปด้านหลัง ผ่านพงหญ้าสูงและกองฟืนเก่าๆ ไปยังมุมที่ห่างจากสายตาผู้คนมากขึ้น

เสียงพูดคุยจากด้านหน้าค่อยๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบหญ้า

หลัวเจียอีหยุดเดิน หันกลับมา สีหน้าเริ่มเย็นลง

“พูดมา…”

ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ

“เพี๊ยะ!”

เสียงตบดังลั่นกลางความเงียบ

แรงกระแทกทำให้ใบหน้าหลัวเจียอีหันไปด้านข้างทันที เส้นผมปลิวตามแรง มือยกขึ้นแตะแก้มอย่างไม่ทันตั้งตัว

ดวงตานางเบิกกว้าง

“เจ้า…! นี่เจ้ากล้าตบข้า!”

“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ายุยงให้ไปหาเรื่องหมออวี้!” สตรีผู้นั้นตะโกนสวนทันที เสียงสั่นด้วยโทสะ “ข้าหรือจะเอาผงชิงหั่วให้ลูกข้ากินจนตัวร้อน!”

ลมหายใจของนางถี่กระชั้น

“เมื่อวานข้าถูกทางการโบยไปสิบไม้!” นางกัดฟันแน่น “เจ็บจนแทบลุกไม่ขึ้น!” หากไม่ใช่เพราะความแค้นนางคงไม่ฝืนตัวลุกมาเอาเรื่องต้นคิด

หลัวเจียอีเม้มปาก สีหน้าแปรเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม

“แล้วเจ้าต้องการอะไร”

คำถามสั้นๆ ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ่งเดือดดาล

“ต้องการอะไรน่ะหรือ?” นางหัวเราะเสียงแหบ “เจ้าต้องจ่ายค่ายามาสิบตำลึงเงิน!”

“สิบตำลึง?” หลัวเจียอีเอ่ยเบาๆ ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้ม แต่แววตาเย็นเยียบ “เหตุใดจึงไม่ปล้นกันเสียเล่า” นางปรายตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน “ข้าจะมีสิบตำลึงได้อย่างไร”

สตรีผู้นั้นหัวเราะหยัน เสียงแหบต่ำ

“ไม่มี?” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว ดวงตาวาววับด้วยความโลภ “มิเช่นนั้น ข้าจะบอกทุกคนว่าเป็นแผนการของเจ้า” คำพูดนั้นแทงเข้ามาตรงๆ “เจ้าอิจฉานาง…จึงยุยงให้ข้าทำเช่นนี้”

หลัวเจียอีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยน

“ข้าจะอิจฉานางทำไม!” นางเผลอขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว สติที่เคยควบคุมเริ่มสั่นคลอน “ตอนนี้ชีวิตข้ากำลังจะดี!” แววตานางฉายความลำพองออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ข้าหมั้นกับเหมาซิ่วไฉแล้ว! อนาคตข้ายังต้องไปได้ไกลกว่านี้”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลน

“รวยแล้วอย่างไร ก็แค่บุตรบุญธรรมเท่านั้น”

คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

สตรีผู้นั้นกลับไม่สะทกสะท้าน กลับยิ้มเย็น

“งั้นหรือ…” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “แต่ถ้าคู่หมั้นเจ้ารู้ว่า…เจ้าคือสตรีที่ชอบยุแยงผู้อื่นให้ทำร้ายลูกตัวเอง”

หลัวเจียอีหน้าเปลี่ยนทันที

เสียงอีกฝ่ายยังคงดำเนินต่อไปอย่างเยือกเย็น

“ไม่แน่ว่า…อาจจะยกเลิกหมั้นหมายกับเจ้าก็ได้” แล้วนางก็ “ถุ้ย!” น้ำลายลงข้างเท้าอย่างดูถูก “แม่ม่ายวั่นผู้นั้น…ไม่ยอมรับเจ้าเป็นสะใภ้แน่”

สายตาทั้งคู่ประสานกัน

“จะจ่าย…หรือไม่จ่าย”

ความเงียบกดทับลงมา

หลัวเจียอีเม้มปากแน่น มือที่อยู่ข้างลำตัวกำเข้าโดยไม่รู้ตัว ความโกรธ…ความอับอาย…และความหวาดกลัว คละเคล้ากันในอก

ท้ายที่สุด…

นางก็สะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด ก่อนจะล้วงเอาพวงเงินออกมา เสียงเหรียญกระทบกันเบาๆ ดังกรุ๊งกริ๊ง

“ข้ามีแค่หนึ่งก้วนเท่านั้น” นางกัดฟัน “เจ้าจะเอาหรือไม่”

ดวงตาของสตรีผู้นั้นสว่างวาบขึ้นทันที

“เอา!”

นางไม่รอให้หลัวเจียอีเปลี่ยนใจ รีบคว้าพวงเงินไปทั้งพวงอย่างรวดเร็ว สีหน้าแทบจะปิดความยินดีไว้ไม่อยู่

หลัวเจียอีเห็นแล้วก็หน้าเขียวเล็กน้อย ความเสียดายฉายชัดในแววตา

สตรีผู้นั้นชั่งน้ำหนักเงินในมือ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“ดี…ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”

นางพูดลอยๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าภายในใจกลับพลุ่งพล่าน

หนึ่งก้วนเงิน…

ไม่คิดว่าหลัวเจียอีจะมีมากถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นหลานสาวร้านขายสมุนไพร ต่อให้เคยถูกผู้มีอิทธิพลทำลายแผงไปครั้งหนึ่ง…ก็ยังสามารถหาเงินได้มากเช่นนี้

ส่วนหลัวเจียอี…ยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าซีดเล็กน้อย ในอกเหมือนมีเลือดพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ

นั่นคือเงินที่นางแอบสะสมมาช่วงนี้…เงินที่นางคิดจะใช้สร้างอนาคต แต่กลับต้องยื่นให้คนอื่นไป…เพราะความผิดพลาดของตนเอง

นางกำมือแน่น เล็บจิกลงในฝ่ามือ สายตาเต็มไปด้วยความแค้น


 

ทว่ามีอีกคนหนึ่ง…ที่อยู่ไม่ไกลนัก

หลัวชิงที่ออกมาปลดทุกข์ด้านหลังพงหญ้า บังเอิญได้ยินทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ นางยืนตัวแข็งอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

หัวใจเต้นแรง ดวงตานางหรี่ลงเล็กน้อย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

หลัวเจียอี ลูกพี่ลูกน้องที่เพิ่งได้หมั้นหมายกับซิ่วไฉหนุ่มหน้าตาดีในชิงเฟิง

ได้รับคำชื่นชมจากผู้คน

มีอนาคตที่สดใส…

“หึ…”

หลัวชิงกำมือแน่น ในใจพลันเกิดความอิจฉาริษยาอย่างยากจะกดกลั้น

“ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป…”

ริมฝีปากนางค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง


 

หลัวเจียอีสูดลมหายใจลึก พยายามกดความปั่นป่วนในอกไว้ ก่อนจะหมุนตัวตั้งท่าจะเดินกลับไปยังกลุ่มผู้อพยพ

แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นพงหญ้า เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง

หลัวชิงเดินออกมาอย่างไม่รีบร้อน ราวกับจงใจให้เห็นชัดว่า…นางอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว แววตาเรียบเฉย ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย

“เจียอี…” นางเอ่ยเสียงทอดยาว “ช่างบังเอิญจังนะ”

หลัวเจียอีชะงักทันที หัวใจเหมือนตกวูบลงไปข้างล่าง

หลัวชิงก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย พลางมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ “ดีจริงๆ” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย “ข้าบังเอิญได้ยินเรื่องสนุกมาเมื่อกี้” น้ำเสียงแฝงรอยยิ้ม “ไม่รู้ว่าจะไปเล่าให้ใครฟังดี…”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้น

“เจ้าอยากฟังหรือไม่”

“อาหญิงหลัวชิง…” หลัวเจียอีถึงกับพูดไม่ออก

เพิ่งจ่ายค่าปิดปากไปหมาดๆ ยังไม่ทันได้หายใจโล่ง กลับถูกคนในบ้านปู่ใหญ่หลัวเหอรู้เรื่องเสียอีก

สีหน้านางเริ่มซีดลงอย่างควบคุมไม่อยู่ นางกัดฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยอย่างร้อนรน

“ท่าน…ต้องการอะไร ข้าไม่มีเงินให้ท่านหรอกนะ”

หลัวชิงหัวเราะเบาๆ ไม่ตอบตรงๆ  สายตากลับเลื่อนไปหยุดที่ศีรษะของหลัวเจียอี ปิ่นปักผมสีงามสะดุดตา ส่องประกายอ่อนๆ ใต้แสงแดด

นั่นคือของหมั้น…จากเหมาซิ่วไฉ

สายตานางวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย

“จะพูดจาห่างเหินไปเพื่อเหตุใด ถึงอย่างไรเราก็เป็นญาติกัน”

หลัวเจียอีไม่ตอบ แต่สายตาแข็งขึ้นเล็กน้อย

หลัวชิงยิ้ม จนตาเป็นประกาย “ในเมื่อเจ้ากลัวคนอื่นรู้…ข้าก็แค่ช่วยเก็บความลับให้” นางเว้นจังหวะ ก่อนจะชี้ปลายนิ้วไปยังปิ่นปักผม “เช่นนั้น…เอานั่นมาก่อนก็แล้วกัน”

หลัวเจียอีเบิกตาเล็กน้อย มือยกขึ้นแตะปิ่นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าไม่ยินยอม

“นี่มัน…”

หลัวชิงพูดแทรกอย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่ฝากไว้กับข้าก่อน” น้ำเสียงนางยังคงนุ่มนวล แต่แฝงแรงกดดัน “ไว้เจ้ามีเงิน…ค่อยเอามาไถ่คืน”

นางหัวเราะเยาะในใจ ตั้งแต่เหมาซิ่วไฉผู้นั้นยินดีที่จะหมั้นหมายหลัวเจียอีตั้งแต่อยู่ในเขตอพยพ หลานสาวผู้นี้ก็พยายามใส่อวดปิ่นเงินนี้ทุกวัน ช่างบาดตานางที่เป็นอาหญิง แต่ยังไร้คู่หมายยิ่งนัก

หลัวเจียอียืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ความโกรธพลุ่งพล่านอยู่ในอก แต่กลับทำอะไรไม่ได้

สุดท้าย นางค่อยๆ ถอดปิ่นออก เส้นผมคลายลงเล็กน้อยเมื่อไร้สิ่งยึด มือที่ถือปิ่นสั่นเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นออกไป

หลัวชิงรับมันไปอย่างไม่รีบร้อน พลิกดูเล็กน้อย รอยยิ้มพอใจปรากฏในแววตา

“งดงามจริงๆ” นางเอ่ยเบาๆ ก่อนจะเก็บมันไว้กับตัวอย่างเรียบร้อย

หลัวเจียอีเม้มปากแน่น เล็บจิกฝ่ามือจนเจ็บ

วันนี้…

นางเสียทั้งเงิน

เสียทั้งของหมั้น

และที่สำคัญ เสียความได้เปรียบทั้งหมดไปในพริบตา

หลัวชิงเหลือบตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง

“อย่ากังวลไป ข้าไม่ใช่คนช่างพูดนัก ถึงอย่างไรเราก็แซ่เดียวกัน ข้าย่อมนึกถึงภาพรวมมากกว่าคนอื่น”

คำพูดนั้น…ยิ่งฟังยิ่งไม่น่าเชื่อถือ

หลัวเจียอีไม่ตอบ ทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้น แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ