ตอนที่ 159
ตอนที่ 159
ตอนที่ 159
พรึ่บ…
เสียงบางอย่างแหวกอากาศพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับเส้นเงาที่ถูกปล่อยออกจากความมืด ไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้า มีเพียงความคมกริบที่กรีดผ่านลม
ชายหนุ่มเพียงเอียงศีรษะเล็กน้อย
เงานั้นเฉียดผ่านปลายผมไปเพียงเส้นเดียว ก่อนจะ…
ฉึก!
เสียงกระแทกหนักแน่นดังขึ้นด้านหลัง
เมื่อมองไปยังบานประตู จึงเห็นวัตถุแหลมคมชิ้นหนึ่งปักจมลึกเข้าไปมากกว่าครึ่ง ตัวเนื้อไม้แยกออกเล็กน้อย บ่งบอกถึงแรงที่ไม่ออมของผู้ลงมือ
“ไม่คิดว่าคุณชายรองเจียงจะมีรสนิยมเป็นจอมโจรเด็ดบุปผา” นางกอดอก ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาคมกริบจ้องตรงไปยังอีกฝ่าย “แม้ว่านางจะเป็นน้องสาวท่านก็ตาม แต่อย่างไรก็เป็นเพียงน้องสาวบุญธรรม” ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย “ชายหญิงมิควรใกล้ชิด บุรุษผู้แตกฉานสี่หนังสือห้าคัมภีร์อย่างท่านคงมิได้กลืนมันลงท้องไปหมดแล้วกระมัง”
ฝานซูเมิ่งรอจับโจรอยู่หลายวันทีเดียว
แต่นอกจากวันนั้นที่ชายหนุ่มนั่งรอจนนางกลับจากรายงานท่านพ่อบุญธรรม นางก็ไม่พบชายหนุ่มในยามค่ำคืนอีกเลย
ทว่าบางวันมีกลิ่นอาหาร บางวันเป็นกลิ่นขนม ไม่ก็กลิ่นชาผลไม้หอม ล้วนอบอวลทุกครั้งที่นางกลับมา บ่งบอกถึงร่องรอยการมาเยือนในทุกเย็น แล้วจากไปก่อนนางมาถึงทุกครั้ง
ทว่าการเข้าสู่เรือนของเขาในฝั่งตรงข้ามกลับทำได้ยากยิ่งกว่า ไม่รู้ว่าพวกผู้คุ้มกันทั้งหลายที่ชายหนุ่มนำมานั้นเป็นปีศาจเช่นเดียวกันหรืออย่างไร
โดยเฉพาะชายกลางคนที่ชื่ออาไฉผู้นั้น
ภายนอกดูซื่อมะทึ่ม ไร้พิษภัย แต่กลับยืนอยู่ในจุดที่นางจะใช้ลอบเข้าไป…ได้ทุกครั้ง ราวกับรู้ล่วงหน้า
จนสุดท้ายต้องเป็นแผนรอเสือจากภายในถ้ำ[1] วันนี้นางจึงไม่คิดจะใช้ชีวิตตามกิจวัตร ไม่ไปรายงานท่านพ่อบุญธรรมในเวลาเดิม
“เป็นเกียรติที่ฝานตูเว่ยยกยอ” เสียงของเจียงมู่ไป๋ดังขึ้นอย่างเรียบเฉย เขาเดินเข้ามาพร้อมถาดขนม มืออีกข้างถือกาน้ำชา ก้าวผ่านราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด “แต่ผู้น้อยยังโง่เขลา มิอาจรับคำว่าแตกฉาน”
ฝานซูเมิ่งหรี่ตาหงุดหงิด เพราะเหตุนี้แหละนางจึงรำคาญพวกบัณฑิตที่ชอบพูดจาวกวนนัก
ในจังหวะที่เขาเดินผ่าน เด็กสาวยกมือหมายจะยื้อแย่ง ทว่าด้านหน้ากลับว่างเปล่าเสียแล้ว ร่างตรงหน้าหายไปในพริบตา
“!”
นางหันขวับ
เจียงมู่ไป๋ไปปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงแล้ว ราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน เขาวางถาดขนมลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเรียบร้อย
“อวี้เอ๋อร์ หากเจ้าตื่นแล้วก็ลุกเถิด”
เสียงเรียกเบาๆ
ร่างเล็กที่ดูเหมือนหลับสนิทอยู่เมื่อครู่ …เริ่มขยับ
จมูกฟุดฟิดสองสามที ก่อนดวงตาจะลืมขึ้นเป็นประกาย
“ขนมกุ้ยฮวาเกา[2] กับชาดอกเก๊กฮวยหรือ?” เสียงงัวเงียปนดีใจ
เด็กหญิงลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะคว้าขนมที่หัวเตียงมากัดทันที
“หอม…” นางพึมพำอย่างพอใจ “ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวัน ข้าคงอ้วนฉุเป็นหมูแน่” พูดไปกินไปอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์
เจียงมู่ไป๋เพียงยิ้มบาง
เหยาอวี้หันไปมองฝานซูเมิ่งที่ยังยืนอยู่ไม่ไกล
“พวกท่านคุยกันต่อเถิด” นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก แม้ทุกวันจะเหนื่อยล้า แต่นางก็รับรู้เสมอว่ามีผู้ใดเข้ามาในห้องบ้าง ดังนั้นการที่ฝานซูเมิ่งจะรู้ว่าเจียงมู่ไป๋ทำตัวเป็นโจรเด็ดบุปผาทุกวันนางก็คร้านจะใส่ใจแล้ว เพราะโจรผู้นี้มักพาของกินมาให้นางเสมอ
ส่วนบรรยากาศแปลกๆ ที่เด็กสาวเหมือนถูกจุดประทัดทุกครั้งที่พบพี่รองของนาง หลังๆ ก็เข้าใจได้ โดยเฉพาะหลังจากที่ได้รู้ว่านางคือตูเว่ย อีกทั้งอายุยังห่างกับเจียงมู่ไป๋เพียงปีเดียว ถือว่านับเป็นรุ่นเดียวกันก็ยังได้
ด้วยความสามารถที่โดดเด่นมากตลอด เมื่อมาพบกับบัณฑิตที่ดูเหมือนแม้แต่แรงจะมัดไก่ยังไม่มี กลับกดข่มตนด้วยสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิมาเสมอ จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจก็ไม่แปลก แต่การขอประลองตรงๆ กลับถูกเจียงมู่ไป๋ใช้วาจาพาออกทะเลขึ้นเขาลงห้วยไปเรื่อย จนหงุดหงิดทุกครั้ง คล้ายๆ วันนี้
ดังนั้นเหยาอวี้จึงได้โอกาสสร้างสถานการณ์ให้อย่างเต็มใจ ไม่ใช่ว่านางไม่สังเกตเห็น หากแต่ส่วนหนึ่งนางก็อยากทราบด้วยเช่นกัน
บางทีคนที่มีความลับ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ตนเอง
การออกตรวจโรคนับว่าเป็นการสะสมกุศลบุญที่ดียิ่ง เทียบกับการที่อยู่แค่ในจวนเจียงดูแลแค่เจียงมู่ไป๋เป็นหลัก หรือนานๆ ทีได้จับชีพจรให้เฉียนซื่อบ้าง จางซื่อบาง ยังเทียบไม่ได้กับการออกตรวจโรคเจอคนไข้ทุกวันที่นี่
สัมผัสฟ้าดินของนางก็เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่รู้ว่าพี่รองของนางบรรลุขั้นผู้ฝึกตนถึงขั้นสร้างรากฐานแล้ว เรื่องนี้นางไม่แปลกใจด้วยซ้ำ เพราะมันคือผลพลอยได้ของการชำระไขกระดูกจากสมุนไพรเซียน ที่แม้ในหมู่เซียนเองก็ยังหาได้ยาก
แต่หากไร้วิชาเซียน หรือวิถีแห่งการฝึกตน เขาก็ไม่ต่างจากไก่ได้พลอย ซึ่งคงได้แต่ปล่อยไว้เช่นนั้น เพราะตัวนางเองก็ไม่เคยฝึกมันมาก่อน
แต่ในตัวของเขานั้นยังมีสิ่งที่เรียกกว่าวรยุทธ์อยู่ ทั้งดูเหมือนว่าเขาจะมีมันอยู่ก่อนหน้าด้วยซ้ำ
ในชีวิตแรกนางย่อมไม่รู้จักทั้งคู่ ส่วนในชีวิตที่สองนางกำเนิดมาก็เป็นเซียนเลย ดังนั้นขั้นการฝึกตนอะไรนี่ ความจริงนางก็ไม่รู้แน่ชัด แต่ก็เข้าใจมากกว่าสิ่งที่เรียกว่าวรยุทธ์
ทว่าการอยู่กับผู้คุ้มกันของเจียงมู่ไป๋ และเห็นการปะทะกันที่เขาหลัวซาน จึงทำให้นางประจักษ์แก่สายตาว่าในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าวรยุทธ์ เพียงแต่นางไม่เคยคิดว่าคนใกล้ตัวอย่างพี่รองจะใช้มันได้ ทั้งยังมีอยู่ในตัวมหาศาล
ตั้งแต่ชำระไขกระดูกครานั้น ก็ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เสมือนว่าปลาที่ได้หวนคืนกลับสู่มหาสมุทร เพราะไม่ใช่แค่เจียงมู่ไป๋ที่ถูกเหยาอวี้จับชีพจรเพื่อดูพัฒนาการ โดยอ้างเรื่องตรวจร่างกาย พวกผู้คุ้มกันทั้งหมดที่เคยได้รับประทานสมุนไพรเซียน ก็ถูกนางจับตรวจชีพจรอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าพักหลังจะเป็นเพียงการดื่มน้ำทิพย์ที่ถูกเจือจางนานๆ ทีเท่านั้น
แม้แต่ฝานซูเมิ่งก็ไม่รอดพ้นการซุ่มทำวิจัยศึกษาร่างกายจากพวกเขาเงียบๆ ของนางเช่นกัน ซึ่งน่าตกใจที่เด็กสาวมีความยืดหยุ่นในการฝึกวรยุทธ์สูงมาก แต่ถ้าจะให้เทียบกับผู้คุ้มกันพวกนั้นก็ยังห่างชั้นอยู่บ้าง กับเจียงมู่ไป๋ก็ไม่ต้องพูดถึง
แต่นอกจากเจียงมู่ไป๋แล้ว นางก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดมีหน่อของการฝึกตนอยู่ เพราะการฝึกตนมักจะอาศัยโชคมากกว่าความเพียร
จนถึงตอนนี้นางจึงพอสรุปได้ว่า
การฝึกตนกับวรยุทธ์นั้นเปรียบเสมือนสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ถักทอร่างกายและจิตวิญญาณให้ก้าวข้ามขีดจำกัด แต่ทว่าทั้งสองกลับมีรากฐานและเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
วรยุทธ์ คือ ศิลปะแห่งการทำลายและปกป้อง มันคือการขัดเกลากระบวนท่า ท่วงท่า และชั้นเชิงทางกายภาพเพื่อให้บรรลุประสิทธิภาพสูงสุดในการต่อสู้ ผู้ฝึกวรยุทธ์จะเน้นไปที่การใช้แรงเหวี่ยงของกล้ามเนื้อ ความเร็วของเส้นเอ็น และไหวพริบในการแก้ทางคู่ต่อสู้ วรยุทธ์จึงเปรียบเสมือนคมดาบที่ถูกลับจนกริบเพื่อประหัตประหาร เป็นวิชาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ภายนอกเพื่อความเป็นหนึ่งในเชิงยุทธ์และการเอาตัวรอดในสังเวียนเลือด
ในขณะที่ การฝึกตน คือวิถีแห่งการยกระดับวิญญาณ มันคือกระบวนการบำเพ็ญเพียรเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในร่างกายให้รองรับพลังงานจากธรรมชาติ การฝึกตนไม่ได้มุ่งเน้นที่ท่ารำอันสวยงาม แต่เน้นการโคจรลมปราณ การชำระล้างไขกระดูก และการทำจิตให้สงบนิ่งเพื่อสะสมพลังงานที่มองไม่เห็น การฝึกตนจึงเปรียบเสมือนเตาหลอมที่เคี่ยวกรำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็นผู้วิเศษ มีเป้าหมายสูงสุดคือการขยายอายุขัยและการบรรลุสัจธรรมเพื่อก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ไปสู่สภาวะเทพเซียน
หากจะเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การฝึกตน คือการสร้างแหล่งพลังงาน หรือการอัปเกรดเครื่องยนต์ให้มีกำลังมหาศาล ส่วนวรยุทธ์ คือเทคนิคการขับขี่ ที่จะนำพลังงานเหล่านั้นมาถ่ายทอดออกเป็นท่วงท่าที่ทรงพลัง
ดังนั้นเจียงมู่ไป๋ที่มีทั้งสองสิ่ง นางก็คิดไม่ออกว่าฝานซูเมิ่งจะเอาชนะเขาได้อย่างไร
และตอนนี้ความอยากประลองของฝานซูเมิ่งก็หายไปตั้งแต่คว้าจับชายหนุ่มไม่ได้แล้ว เหลือเพียงความไม่เข้าใจในข้อมูลที่สืบค้นมาได้ และเพราะประสบการณ์ที่หากยังพูดจาอ้อมค้อมอยู่ นางก็รู้ซึ้งแล้วว่าไม่อาจอ้อมค้อมได้กว่าบัณฑิตตรงหน้า สุดท้ายจึงได้แต่ทอดถอนใจแล้วถามตรงๆ
“มิใช่ว่าคุณชายรองเจียงป่วยหนัก กระทั่งถูกคู่หมั้นต้องวางแผนพิลึกพิลั่นตั้งหลายชั้นเพื่อตีจาก ไม่คิดเลยว่าท่านจะมีวรยุทธ์สูงส่งเพียงนี้” ฝานซูเมิ่งถามตรงๆ
“ขอบคุณที่ฝานตูเว่ยชมเชย แต่ผู้น้อยไม่กล้ารับคำว่าสูงส่ง” เจียงมู่ไป๋ยังตอบเช่นเคย
เด็กสาวหน้าตึง ส่วนเด็กหญิงหัวเราะกิ๊กทันที
“พี่รอง การทำสตรีไม่พอใจ ถือว่าเป็นบาปนะเจ้าคะ” เด็กหญิงแสร้งแทรกบทสนทนา ทั้งๆ ที่ในใจนางก็อยากรู้เช่นกัน
“เจ้าก็สนใจหรือ” ชายหนุ่มไม่สนใจสตรีใดอยู่แล้ว หากมันเป็นบาปจริง ก็คงเป็นบาปที่เขาคุ้นชินไปแล้ว นอกเสียจากว่าคนตรงหน้าจะอยากรู้
เห็นเด็กหญิงวางขนม แล้วลุกนั่งอย่างตั้งใจ เขาจึงล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง แล้วลงนั่งบนเตียงบรรจงเช็ดมือเล็กๆ นั่นทีละข้างอย่างปราณีต
ส่วนเด็กหญิงก็คล้ายจะคุ้นชินกับการถูกปฏิบัติเช่นนี้ไปแล้ว เมื่อมือสะอดานางก็ยกชาดอกไม้ดื่มล้างปาก
“ถ้าพี่รองอยากเล่าข้าก็จะฟังเจ้าค่ะ” เด็กหญิงบอก
ส่วนฝานซูเมิ่งยามนี้เหมือนกลายเป็นคนนอกไปแล้ว แต่ให้ตายเถอะ ต่อให้ถูกเจ้าคนหน้าตายนั่นส่งสายตาเหมือนขับไล่ นางก็จะไม่ยอมออกไปเด็ดขาด
ชายหนุ่มจนใจจึงได้เริ่มเปิดปาก
“ในตอนเด็กที่ข้าได้มีโอกาสติดตามขบวนตรวจตราร้านค้า ได้พักที่กระท่อมกลางเขาแห่งหนึ่ง”
เกริ่นประโยคเช่นนี้สมกับเป็นบัณฑิตผู้แตกฉาน เริ่มเรื่องก็น่าตื่นเต้นเสียแล้ว สตรีสองนางจ้องมองอย่างตื่นเต้น
ชายหนุ่มมองเด็กหญิงที่ตายังลืมกระพริบก็หัวเราะในใจ
“มีชายชราท่าทางเหมือนคนจากยุทธภพ อยากรับข้าเป็นศิษย์และถ่ายทอดวิชาให้”
มาถึงตรงนี้เหยาอวี้ก็ตาเป็นประกาย “พี่รองเลยกราบเขาเป็นอาจารย์หรือเจ้าคะ”
แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า “ข้ามิได้สนใจเรื่องยุ่งยากเช่นนี้อยู่แล้ว”
“เช่นนั้นท่านจึงปฏิเสธ” เหยาอวี้ถามอย่างเสียดาย
ชายหนุ่มพยักหน้าทันที
“อ้าว…”
ทำอุทานนี้บังเกิดแก่ทั้งสองทันที เพราะเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เส้นเรื่องที่ตนคิด
ชายหนุ่มจึงกระแอมว่า “แต่ชายชราผู้นั้นไม่ยอมแพ้ จึงมาหาข้าถึงสามครั้ง”
กล่าวถึงตรงนี้ฝานซูเมิ่งก็หน้าแดงคุกรุ่น นางหันหลัง…พริบตา ก็หายไปทันทีเพื่อระงับอารมณ์
ส่วนเหยาอวี้ก็รู้สึกเหมือนฟังเรื่องไร้สาระ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมดความอดทนอยู่บ้าง
“พี่รอง กระท่อมที่ท่านพักตอนนั้นคงไม่ใช่ว่าเป็นกระท่อมหญ้าอยู่ในเขาโงลังกั๋ง[3] แล้วแท้จริงท่านก็มีนามรองว่าข่งหมิง[4]กระมัง”
[1] รอเสือจากภายในถ้ำ จริงๆ คือ ล่อเสือออกจากถ้ำ ดัดแปลงขำๆ ค่ะ
[2] กุ้ยฮวาเกา (桂花糕) หรือขนมดอกหอมหมื่นลี้ เป็นขนมโบราณยอดนิยมของจีนที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ทำจากแป้ง ข้าวเหนียว หรือวุ้น ผสมกับน้ำเชื่อมดอกกุ้ยฮวาและดอกกุ้ยฮวาแห้ง รสชาติหวานอ่อนๆ เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบหรือเป็นวุ้น นิยมทานคู่กับชา
[3] เขาโงลังกั๋ง เป็นคำเพี้ยนมาจากคำว่า วั่วหลงกัง (卧龙岗) แปลว่า เนินเขามังกรหลับหรือที่เรียกกันว่ากู่หลงจง คือเนินเขาที่เป็นสถานที่พำนักอันเงียบสงบของ ขงเบ้ง ยอดกุนซือแห่งยุคสามก๊ก ก่อนที่เล่าปี่จะมาเชิญตัวไปช่วยงานถึง 3 ครั้ง ตั้งอยู่ในเขตเมืองเซียงหยาง (เมืองลกเสีย) มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์สำคัญ
[4] ข่งหมิง(จีนกลาง) = ขงเบ้ง(จีนฮกเกี้ยน) นามรองของ จูกัดเหลียง (แซ่จู)