ตอนที่ 160
ตอนที่ 160
ตอนที่ 160
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางเบา ราวกับแสงจันทร์ยามราตรีที่ทอดตัวเหนือผืนน้ำ เงียบสงบแต่ชวนให้ผู้คนเผลอใจมองนานกว่าที่คิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า คล้ายสายลมยามค่ำที่พัดผ่านผิวน้ำอย่างแผ่วบาง
“กล่าวเช่นนี้…มิใช่ว่าเจ้าอยากรู้นามรองของข้าหรือ”
ทว่าคำว่านามรอง ทำเอาเด็กหญิงสนใจอยู่เหมือนกัน
ปกติการมอบนามรองให้ชายหญิง จะทำในพิธีเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะนามรองคือสัญลักษณ์ของการบรรลุนิติภาวะ ซึ่งหญิงสาวคือ พิธีปักปิ่นในตอนอายุสิบห้า และชายหนุ่มคือ พิธีสวมกวาน ในตอนอายุยี่สิบ
เขามิใช่ว่าเพิ่งอายุสิบห้า เหตุใดจึงมีนามรองได้เล่า…
ความสงสัยฉายชัดอยู่ในแววตาใสกระจ่างนั้น ทว่าเจ้าของคำถามกลับมิเอ่ยสิ่งใดออกมา ชายหนุ่มมองเห็นทุกอย่างชัดเจน แต่กลับเลือกจะเก็บงำคำตอบไว้เพียงลำพัง ก่อนพูดเสียงแผ่วเบาราวกระซิบว่า
“…นามรองของข้าคือ จิ่งอวิ้น”
เด็กหญิงเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนได้ยินไม่ถนัด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“เมฆมงคลหรือเจ้าคะ…” นางพึมพำเบาๆ “ฟังดู…ก็เข้ากับคำว่า มู่ไป๋ ของท่านอยู่ไม่น้อย เพียงแต่…ชื่อจริงของท่านกลับดูขาวบริสุทธิ์จนเหมือนจะละกิเลสไปแล้ว” อันนี้นางแซวเขา
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะมีหัวทางวรรณศิลป์กว่าที่คิด พริบตาเดียวก็มองเห็นความไม่เข้ากันในทันที
เขาหัวเราะในลำคอแผ่วเบา หางตาที่เฉียงขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ค่อยคลายลง กลายเป็นอ่อนโยนอย่างประหลาด มือเขายกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ไล้เกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยจากทรงเกล้าครึ่งศีรษะของนางอย่างแผ่วเบาเพราะเพิ่งลุกจากเตียง
“แล้วก้อนเมฆ…ไม่ขาวหรือ” เขาถามช้าๆ น้ำเสียงเอ้อระเหย คล้ายมิได้ต้องการคำตอบจริงจังนัก
เด็กหญิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่คล้ายไม่อาจโต้แย้งได้เต็มปาก
“ก็…จริงอยู่เจ้าค่ะ” นางตอบอย่างลังเล “แต่หากเป็น ‘จิ่นอวิ๋น’ เช่นชื่อหอจิ่นอวิ๋นที่เหออัน ข้ายังพอเข้าใจได้”
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาทอประกายดื้อดึงอย่างไม่ยอมปล่อยผ่าน
“แต่ ‘จิ่งอวิ๋น’…กลับมิใช่นามที่ผู้คนทั่วไปจะใช้ได้ง่ายๆ เลยนะเจ้าคะ”
ถ้อยคำของนางทิ้งช่วงไว้เพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่นขึ้นอีกนิด
“คำว่า ‘จิ่ง’[1] นั้น…ให้ความรู้สึกสูงส่งเกินไป เมื่อประกอบกับ ‘อวิ๋น’ แล้ว ยิ่งราวกับเมฆที่ลอยอยู่เหนือผู้คน มิใช่สิ่งที่ใครจะเอื้อมถึงได้โดยง่าย”
สายลมยามสายพัดผ่านเบาๆ แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับนิ่งงันลงอย่างประหลาด
ชายหนุ่มมองนางเงียบๆ รอยยิ้มยังคงประดับอยู่ที่มุมปาก ทว่าในแววตากลับลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคยเป็น
ราวกับว่า…เด็กหญิงตรงหน้า ใกล้จะคว้าจับเมฆนี้ของเขาได้แล้ว
“เมฆ…ก็มิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะเอื้อมถึงอยู่แล้ว” เขาเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงทุ้มต่ำ คล้ายหมอกบางที่ลอยคลออยู่ใต้แสงจันทร์
เหยาอวี้พยักหน้าตามโดยไม่ทันคิด ราวกับถูกถ้อยคำของเขาชักจูงไปชั่วขณะ ทว่าครู่ถัดมา ดวงตาดอกท้อกลับฉายแววคมกริบขึ้นอย่างฉับพลัน
ความรู้สึกบางอย่าง…ไม่ถูกต้อง
ในพริบตานั้น นางพลันเข้าใจฝานซูเมิ่งอย่างลึกซึ้ง
การสนทนากับบัณฑิต…ช่างหนักหนาเพียงใด
ทุกครั้งที่นางรู้สึกราวกับไล่ตามบางสิ่งทัน
บุรุษตรงหน้ากลับพานางออกนอกเส้นทาง
จากสายหมอก…สู่ทะเลกว้างที่ไร้ทิศทาง
“ไหนพี่รองจะเล่าเรื่องวรยุทธ์มิใช่หรือ” นางเอ่ยเสียงไม่พอใจ “อีกอย่าง…ท่านเพิ่งสิบห้าเท่านั้น จะมีนามรองได้อย่างไร”
ครานี้ นางไม่คิดจะหลงกลเขาอีกแล้ว
เด็กหญิงเบะปากเล็กน้อย สีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นคล้ายยอมแพ้
“ยามเด็กก่อนข้าป่วยหนัก เคยมีอาจารย์มาสอนวรยุทธ์” เขาเอ่ยเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา “ตอนแรกข้าปฏิเสธ…แต่เขาตื้ออยู่หลายครั้ง สุดท้ายจึงลองฝึก”
คำอธิบายสั้นๆ นั้น เรียบง่ายเสียจนแทบไม่มีสิ่งใดน่าตื่นเต้น
เหยาอวี้ฟังแล้วก็เพียงเข้าใจ
อย่างน้อย…เขาก็มีวรยุทธ์จริง
และมิใช่เพิ่งเริ่มในระยะหลัง
“เช่นนั้น…ท่านก็ฝึกมานานแล้วสินะเจ้าคะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะทอดสายตาออกไปไกล ราวกับมองผ่านความมืดของราตรีไปยังบางสิ่งที่มิอาจย้อนคืน
“เพราะยา…” ชายหนุ่มชะงักแล้วพูดใหม่ “เพราะอาการป่วย…ข้าจึงไม่อาจใช้มันได้อีก” เขาเอ่ยช้าๆ “เจ้าก็รู้ดี เพียงแค่หายใจ…ข้ายังรู้สึกทรมาน”
ลมค่ำคืนพัดผ่านแผ่วเบา แต่ถ้อยคำของเขากลับหนักอึ้ง
“หากมิได้พบเจ้า…” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจยิ่งกว่าเดิม “อย่าว่าแต่จะพ้นฤดูหนาวปีนี้เลย แม้แต่น้ำท่วมไม่กี่วันที่เหออัน ข้าก็คงไม่รอด”
“พี่รอง…”
เหยาอวี้รู้สึกสะท้อนในใจอย่างประหลาด
เรื่องทั้งหมดนี้…ราวกับถูกลิขิตไว้ หากมิใช่เพราะความโลภของผู้คนในสินสอดสกุลเจียง นางก็คงไม่ถูกดึงเข้ามาในแผนการนี้ และคงมิได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาเช่นนี้
ชายหนุ่มเหลือบตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาลง
“ชีวิตข้า…มิได้มีสิ่งใดน่าสนใจหรอก สู้ของเจ้าไม่ได้” คำพูดนั้นแผ่วบาง ทว่ากลับทิ้งน้ำหนักไว้ในใจผู้ฟัง “สกุลหลัว…คงทำให้เจ้ากับมารดาลำบากไม่น้อย”
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่ตลาด ทั้งสองต่างไม่มีโอกาสกล่าวถึงเรื่องนั้นอีกเลย
สำหรับเหยาอวี้…มันอาจเป็นเพียงอดีตที่จบสิ้นไปแล้ว นางจึงเลือกจะไม่เอ่ยถึงอีก
ทว่า…สำหรับเจียงมู่ไป๋ มันกลับเป็นเหมือนหนามเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในใจ
เขาสังเกตมาโดยตลอดว่า เด็กหญิงผู้นี้มีความรังเกียจต่อเหมาซิ่วไฉ บุรุษที่อายุมากกว่านางถึงสิบปีอย่างมิอาจปิดบัง กระทั่งไม่เอ่ยถึงแม้เพียงน้อย
และยิ่งรับรู้…ว่าเรื่องนั้นได้ทิ้งรอยแผลไว้ในใจนาง
เขาก็ยิ่งรู้สึกอยู่ไม่เป็นสุข
หลายวันมานี้ เขาเลือกจะหลบหน้านางไปก่อน เพราะความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้ เพียงนำของว่างมาวางไว้ แล้วจากไปก่อนที่นางจะเข้ามา
กระทั่งวันนี้…
เมื่อได้ยินบ่าวรายงานว่านางกลับเรือนตั้งแต่ยามเซิน เขาจึงรีบหาข้ออ้างออกจากโถงประชุม เพียงเพื่อมาดู…ว่านางมิได้ล้มป่วย
แต่กลับไม่คาดคิด ว่าแท้จริงแล้ว…นางเพียงแกล้งหลับเท่านั้น
หรือว่านางรู้ว่าเขาตั้งใจหลบหน้านาง?
“ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะความโลภและเห็นแก่ทั้งนั้น” นางตอบ จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนสกุลหลัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีความคิดที่จะเวทนาพวกเขาเลยสักครั้ง
“มนุษย์ล้วนแต่เห็นแก่ตัว” ชายหนุ่มบอก ก่อนสบตาเด็กหญิงอย่างมั่นคง “ผู้คนมักละโมบในสิ่งที่ขาด โหยหาในสิ่งที่ต้องการ” พูดถึงตรงนี้เขาจึงหลบตา เพราะเขาก็เป็นคนเห็นแก่ตัวเช่นกัน
ก่อนจะกล่าวต่อราวกับเป็นเรื่องทั่วไปว่า “เพราะยากจนจึงขาดแคลน เพราะขาดแคลนจึงละโมบในทรัพย์ของผู้อื่น ยิ่งเห็นเจ้ามีความสามารถที่เกินหยังรู้ พวกเขาก็ยิ่งอยากครอบครองเจ้าไว้”
“แต่ตอนนี้ข้ามีท่าน พวกนั้นคงไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ” นางประจบ แล้วถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “เช่นนั้นพี่รองก็จะเก่งทั้งบู๊บุ๋นแล้ว เช่นนี้ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป”
ชายหนุ่มชะงัก เพราะเขาไม่เคยใช้วรยุทธ์ต่อหน้านางเลยสักครั้ง และเขารู้ว่านางไม่เป็นวรยุทธ์ จึงยากที่จะรับรู้ได้ความแตกต่างเหมือนฝานซูเมิ่ง แต่ก็ไม่คิดว่านางจะรู้ว่าเขาเก่ง
“เจ้าถึงกับรู้ว่าข้าเก่งวรยุทธ์ วิชาหมอเจ้าก็สัมผัสได้ถึงสิ่งนี้หรือ”
คราวนี้เป็นเหยาอวี้ที่ตกใจบ้าง ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ชะ-ชีพจรก็บอกได้หลายอย่าง ร่างกายไหนปกติ ร่างกายไหนของผู้ฝึกยุทธ์ ข้าจับชีพจรชาวบ้านมาตั้งมากมาย ก็ต่างจากของท่าน ซูเมิ่ง และพวกอาไฉ เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น เจ้าแยกแยะได้อย่างไรว่าวรยุทธ์ของข้านั้นเรียกว่าเก่งกาจ” เขาถาม
คำถามนี้เหยาอวี้ชะงักอยู่นาน แท้จริงแล้ว…การจับชีพจร มิใช่สิ่งที่จะบอกได้ว่าผู้ใดเก่ง หรืออ่อนในวรยุทธ์
แม้แต่หมอเทวดาเซวียน ก็ไม่อาจใช้ปลายนิ้วลูบผ่านข้อมือ แล้วตัดสินระดับฝีมือของผู้ใดได้
การจับชีพจรแท้จริงแล้วมิได้ลึกลับเกินความเข้าใจ หากแต่เป็นศาสตร์ที่อาศัยการสังเกตอันละเอียดอ่อนยิ่ง ปลายนิ้วที่แตะลงบนข้อมือ มิใช่เพียงรับรู้การเต้นของโลหิต หากยังเป็นการฟังเสียงของร่างกายทั้งร่าง ผ่านจังหวะขึ้นลงที่สม่ำเสมอหรือแปรปรวน
ชีพจรที่มั่นคง หนักแน่น และยาวต่อเนื่อง บ่งบอกถึงพลังชีวิตที่แข็งแรง อวัยวะภายในประสานกันอย่างสมบูรณ์
ชีพจรที่เบา ลอย หรือขาดช่วง แสดงถึงความอ่อนแอ การพร่องของพลัง หรือความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ลึกภายใน
สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือผู้ฝึกยุทธ์
ชีพจรมักจะแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง
มันหนักแน่นกว่า ลึกกว่า และมีแรงส่งที่ต่อเนื่องกว่าปกติ
ทว่า…นั่นมิใช่สิ่งที่ใช้ตัดสินได้ว่าเก่ง หรือไม่เก่ง
ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมีวันที่บาดเจ็บ มีวันที่พลังพร่อง มีวันที่ชีพจรแปรปรวนไม่ต่างจากคนธรรมดา
ต่อให้เป็นหมอชั้นสูงเพียงใด ก็ทำได้เพียงรับรู้ถึงสภาพของอวัยวะภายใน รู้ว่าลมปราณเดินสะดวกหรือสะดุด รู้ว่าพลังชีวิตเต็มเปี่ยมหรือร่อยหรอ
แต่จะให้รู้ถึงระดับวรยุทธ์…นั้นหาใช่สิ่งที่ชีพจรจะบอกได้ไม่
เหยาอวี้เข้าใจเรื่องนี้ดี
สิ่งที่นางรู้ มิใช่เพราะปลายนิ้ว แต่มาจากบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
นั่นคือสัมผัสฟ้าดินที่เข้มข้น ทำให้นางรับรู้ถึงกระแสภายในของร่างกายมนุษย์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่วรยุทธ์ แม้แต่ระดับการฝึกตนของเขา นางก็รับรู้ได้
“พี่รอง…ท่านกำลังหยั่งเชิงวิชาแพทย์ของข้าหรือเจ้าคะ”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาเสียจนมิอาจหลบเลี่ยง
เจียงมู่ไป๋มิได้ปฏิเสธ เขาเพียงยิ้มบาง คล้ายยอมรับโดยดุษณี
“แล้วเจ้าจะบอกหรือไม่เล่า”
น้ำเสียงนั้นมิได้เร่งรัด ทว่าแฝงแรงกดดันบางอย่างที่ยากจะต้านทาน
เหยาอวี้สบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
แววตาคู่นั้น…ลึกเกินไป ลึกเสียจนคล้ายจะดึงนางให้จมลงไปโดยไม่รู้ตัว
ครู่หนึ่ง เด็กหญิงกลับเหม่อลอยไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว
“เฮ้อ…” มุมปากยกขึ้นน้อยๆ ราวกับเอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด “ใบหน้าเช่นนี้…ต่อให้เป็นเทพเซียนบนสวรรค์ ก็คงยากที่จะเทียบเคียงสักครา”
ถ้อยคำคล้ายหยอกเย้านั้น กลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปในพริบตา
รอยยิ้มของเจียงมู่ไป๋ชะงักลง ราวกับเพิ่งตระหนักถึงบางสิ่งที่เขาพยายามมองข้ามมาตลอด
“พี่รอง…”
น้ำเสียงของเหยาอวี้แผ่วลง ดวงตาดอกท้อที่เคยสดใส กลับมีเงาบางอย่างแทรกซึมอยู่ลึกๆ
“ด้วยความฉลาดของท่าน…คงมองออกนานแล้ว” นางหยุดเล็กน้อย คล้ายรวบรวมความกล้า “ข้า…ไม่เหมือนคนที่นี่”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับหนักแน่นอย่างยิ่ง
“แล้วสิ่งที่ท่านทำดีกับข้า…” นางเงยหน้าขึ้น มองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา “เป็นเพราะความพิเศษของข้าหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามนั้นตรงจนไม่เหลือที่ให้หลบ ในใจของนาง…มีความหวาดกลัวบางอย่างแทรกอยู่เงียบๆ
เพราะนางรู้ดี ผู้ที่แตกต่าง มักต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวเสมอมา
และสายตาเช่นนี้ สายตาที่พยายามปกปิดความอ้างว้างไว้ลึกที่สุด
เจียงมู่ไป๋กลับคุ้นเคยกับมันดี เพราะเขาเอง…ก็เป็นเช่นนั้น
เงาสะท้อนของกันและกัน ทำให้ทั้งสองดึงดูดกันโดยไม่รู้ตัว ราวกับต่างฝ่ายต่างเยียวยาบางสิ่งในใจของอีกฝ่าย
เขามองนางเงียบๆ
เด็กหญิงตรงหน้า เคยดิ้นรนอย่างสุดกำลังในเรือนหอใหญ่ เคยต่อสู้กับพันธนาการที่ผู้คนพยายามยัดเยียดให้
นางเปรียบเสมือนสายลม
อิสระ…และไม่ยินยอมถูกกักขัง
ไม่ว่าจะเป็นสกุลหลัว สกุลเหมา หรือแม้แต่…สกุลเจียง
ทว่าสายลมนั้นกลับอ่อนโยนเกินคาด เพราะมันเลือกจะพัดอยู่ข้างผู้ที่นางเชื่อใจ หรือเพราะไม่รับรู้ถึงกรงขังจากเขา
แต่บางทีเขาอาจจะมีกรงขังที่ใหญ่กว่านั้น และนาง…เพียงยังไม่รู้ตัว
ความเงียบทอดยาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เจียงมู่ไป๋จะเอ่ยขึ้นในที่สุด
“ใช่…”
คำตอบนั้นเรียบง่าย ทว่าซื่อตรงจนมิอาจบิดเบือน
เขาสบตานางตรงๆ ต่อหน้าดวงตาที่ใสกระจ่างเช่นนี้ เขาไม่อาจโป้ปดได้เลย
“เจ้าพิเศษจริงๆ” น้ำเสียงของเขานุ่มลงเล็กน้อย “การที่ข้าทำดีกับเจ้า…อาจมิได้บริสุทธิ์ทั้งหมด” เขาหยุดเพียงครู่เดียว ก่อนจะกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“แต่อวี้เอ๋อร์…ข้าสามารถยืนยันกับเจ้าได้” สายตาของเขาไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย “ข้า…ไม่เคยคิดร้ายต่อเจ้าเลยแม้เพียงครั้งเดียว”
แสงจันทร์ยังคงส่องนิ่ง แต่ในค่ำคืนนี้ บางสิ่งระหว่างทั้งสอง กลับชัดเจนขึ้น…อย่างเงียบงัน
[1] จิ่ง (景) หมายถึง ทิวทัศน์ หรือความรุ่งเรือง อีกนัยคือหมายถึง ความรุ่งเรืองของยุคสมัย