LNCrawler

ตอนที่ 161

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 161

ตอนที่ 161


 

เหยาอวี้ที่ได้ยินคำสารภาพนี้ของเขานางกลับโกรธไม่ลง หรือแม้แต่ไม่ได้รังเกียจเหมือนคนอื่นๆ นางถอนหายใจก่อนจะพูดเรื่องวิชาแพทย์ของตนออกมา

“ความสามารถของข้าสัมพันกับการช่วยเหลือผู้คนเจ้าค่ะ” นางบอกพร้อมรอยยิ้มคลุมเครือ ก่อนถามเขาอย่างจริงจังว่า “ได้ยินเช่นนี้ท่านจะคิดว่าข้าเสแสร้งหรือไม่”

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น” ชายหนุ่มถาามกลับ

“เพราะแท้จริงแล้วข้าก็เห็นแก่ตัวเจ้าค่ะ ทั้งมิใช่คนที่มีเมตตาอันใดอย่างที่ท่านคิด หลายอย่างที่ข้าทำไป ก็เพื่อตัวเองเช่นกัน ความจริงข้าก็มีความละโมบของตน มิได้บริสุทธิ์กว่าผู้ใดนัก” นางบอกเขา

“ไม่ว่าเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่ผลคือเจ้าได้ช่วยเหลือผู้คน ใยต้องกังวลให้มาก” เขาบอก “บางทีข้ายังกลัวว่าเจ้าจะใจอ่อนช่วยคนจึงลืมคิดถึงตัวเอง”

“ข้ามิได้โง่งมถึงเพียงนั้น” เด็กหญิงหัวเราะเสียงใส นางไม่คาดคิดว่าเขาจะมองนางดีถึงเพียงนี้

“เพราะอย่างนี้ เจ้าจึงตั้งโต๊ะตรวจโรคน่ะหรือ” เขาถาม

เหยาอวี้พยักหน้า “ช่วยคนอื่นก็เหมือนช่วยตัวเอง เหมือนตอนที่ข้าช่วยท่านไว้ ใครจะรู้เล่าว่าในอนาคตข้าจะถูกท่านช่วยกลับคืนเช่นกัน พี่รอง…ยามนั้นหากสตรีที่อยู่บนเตียงไม่ใช่ข้า นางคงถูกสกุลเจียงสังหารสินะเจ้าคะ”

“ใช่” เขาตอบอย่างไม่หลบเลี่ยง ไม่มีเหตุผลที่จะปกปิด “ก็อย่างที่เจ้าพูด ช่วยคนก็เหมือนช่วยตนเอง สุดท้ายก็เป็นเจ้าที่รักษาข้า”

“เช่นนี้ท่านยังอยากสอบขุนนางหรือเจ้าคะ วรยุทธ์ที่แท้จริงของท่านก็มิได้อ่อนด้อยกว่าผู้ใด” นางจำเป็นต้องถามอีกครั้ง เพราะยามนี้นางนับว่าเขาเป็นคนของนางแล้ว ต่อไปจะได้วางแผนอนาคตได้ถูก

เรื่องหาเงินนางไม่กังวลเลย แต่ดูอย่างสกุลเจียงที่มีเงินมากมายก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ด้วยความสามารถที่แม้แต่หมอเทวดายังยอมรับ ทั้งยังถวายการรักษาไท่จื่อของแคว้นอีก นางคิดแล้วว่าแค่มีเงินคงไม่พอจะคุ้มกันตนเองและคนรอบข้างได้

“ชีวิตคนดั่งสายน้ำในครรลอง บางครั้งก็ยากจะฝืนต้าน เรื่องการสอบขุนนางนั้น แท้จริงเป็นเพียงเปลือกนอกที่ข้าไว้ต่อรองกับท่านปู่เท่านั้น แต่เมื่อถึงคราวสอบก็ต้องสอบ เช่นเดียวกับการตรวจโรคเพื่อความสามารถของเจ้า…ถึงคราวทำก็ต้องทำ ส่วนภัยแล้งที่จะถึง ข้าก็ทำเท่าที่ไหว อย่างที่เจ้าพูด ช่วยคนก็เหมือนช่วยตนเอง หากทุกหย่อมหญ้ามีแต่ความลำบาก สุดท้ายเราก็ยากที่จะรอดพ้น”

พอพูดถึงภัยแล้งก็อดจะกังวลไม่ได้ มันไม่เหมือนน้ำท่วมที่กวาดล้างสาดซัดในครั้งเดียวแล้วหายไป แต่ภัยแล้งนั้นซึมลึก ค่อยๆ ทรมานผู้คน และขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังยาวนาน

“ช่วงนี้…แผนการรับมือภัยพิบัติของท่าน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” นางถาม

เจียงมู่ไป๋เหลือบตามองนางเล็กน้อย

“เจ้าสนใจหรือ”

เรื่องภัยพิบัติที่เขากำลังจัดการอยู่ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากคำทำนายของนาง

บางครั้ง…เขายังรู้สึกว่านางมิใช่เด็กหญิง

แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่างเล็กนั้น

ทว่าในบางครา นางกลับไร้เดียงสาเสียจน…เหมือนไม่เข้าใจโลกใบนี้เลยแม้แต่น้อย

และเขาก็เพิ่งได้รับการยืนยันมาแล้วว่า นาง…ไม่ใช่คนที่นี่จริงๆ

เหยาอวี้พยักหน้าเบาๆ ดวงตาดอกท้อสะท้อนแสงจันทร์จากหน้าตาเป็นประกาย

“พรุ่งนี้…ข้าจะเริ่มต้ม…อ่า” นางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแก้คำ “จะพาองค์ไท่จื่อแช่ยาสมุนไพรแล้วเจ้าคะ” น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นโดยไม่รู้ตัว “หากการขับพิษครั้งนี้สำเร็จ หมอเซวียนคงเรียนรู้วิธีแช่ยาได้เองแล้ว”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายต่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน

“การขับพิษครั้งแรก…หากผ่านไปได้ ร่างกายจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ อีกทั้งองค์ไท่จื่อเองก็เคยผ่านการขับพิษมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะล้มเหลวก็ตาม แต่ก็นับว่าได้เปิดทางไว้แล้ว”

“ครานี้…ข้าเพียงทำตามวิธีที่ถูกต้อง อาการของพระองค์ย่อมดีขึ้นแน่”

แววตาของนางมั่นคงอย่างยิ่ง ราวกับสิ่งที่กล่าวนั้นได้เห็นผลลัพธ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

“หากให้หมอเซวียนกวงรักษาตามแผนเดิม จนร่างกายคงที่ แล้วขับพิษอีกสองครั้ง พิษก็จะหมดสิ้น ที่เหลือ…ก็เป็นเพียงการฟื้นฟูเท่านั้นเจ้าคะ”

เสียงของนางแผ่วลงเล็กน้อย เมื่อกล่าวถึงตอนท้าย

เจียงมู่ไป๋ฟังเงียบๆ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

“เช่นนั้น…เจ้าคงอยากกลับเหออันแล้วสินะ”

คำถามนั้นตรงไปตรงมา

เหยาอวี้พยักหน้ารับทันที

“ใกล้ถึงเวลาที่เรือของฮาซันจะเทียบท่าแล้วเจ้าคะ กิจการพิมเสนของข้า…ยังไม่ได้เริ่มเลย อีกอย่าง…” นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย คล้ายกำลังมองไปยังที่ไกลออกไป “ข้าอยากไปเจียงหนานด้วย ไม่รู้ว่าพวกเถ้าแก่จินจะเป็นอย่างไรบ้าง”

ก่อนจะวกกลับมาที่เขาอีกครั้ง “มิใช่ว่าฤดูใบไม้ร่วงนี้ ท่านต้องเข้าสอบเซียงซื่อแล้วหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างห่วงใยโดยไม่รู้ตัว “แม้ท่านจะมั่นใจ…แต่ก็ควรเตรียมตัวให้ดี”

นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ “ท่านคิดจะกลับไปเรียนต่อที่สำนักศึกษาเหอเหลยหรือไม่เจ้าคะ”

หลายวันมานี้ ทั้งสองแทบไม่มีโอกาสพูดคุยกันเช่นนี้เลย

เหยาอวี้รู้ดี ชายหนุ่มมักจะนำของว่างมาให้ในยามเย็น

หรือบางครั้ง…ก็เป็นชาที่ช่วยให้จิตใจสงบในยามค่ำคืน

วันนี้นางจึงตั้งใจจะรอเขาตั้งแต่ยามบ่าย

แต่กลับไม่คิดว่า…จะเผลอหลับไปเพียงชั่วครู่

เพราะการปะทะกันเล็กน้อยของฝานซูเมิ่งกับเจียงมู่ไป๋ ทำให้นางที่มิได้คิดจะหลับลึกแต่แรกจึงรู้สึกตัวตื่นทันที

ความจริงเด็กหญิงไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มหลบหน้าตนอย่างที่เขากังวล นางเชื่อจริงๆ ว่าเขากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องรับมือกับภัยพิบัติมากกว่า

และที่นางมารอเขาที่เรือนเช่นนี้ ก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

ชายหนุ่มยกมือขึ้น งอนิ้วเคาะลงบนศีรษะเล็กของนางเบาๆ คล้ายตำหนิ ทว่ากลับแฝงความเอ็นดูอยู่ลึกๆ

“เจ้ามีเรื่องกังวลใจไม่น้อยเชียว” เขาว่า ก่อนจะทอดเสียงลงอย่างเนิบช้า “วันพรุ่ง…ข้าจะอยู่ในเรือนรับรองนั้น ตอนเจ้ารักษาไท่จื่อ” เขาหยุดเล็กน้อย ราวกับจัดเรียงเส้นทางในใจ “หลังจากนั้น เราค่อยออกเดินทางกลับเหออัน ถึงตอนนั้น…ค่อยตัดสินใจว่าจะทำสิ่งใดต่อไป”

เหยาอวี้พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

ทว่าก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป

เสียงปีกแหวกอากาศก็ดังขึ้นฉับพลัน เงาหนึ่งพุ่งผ่านแสงจันทร์ ก่อนจะร่อนลงอย่างแม่นยำ

เหยี่ยวเสียงฟง

มันหยุดนิ่งอยู่บนขอบหน้าต่าง แววตาคมกริบสะท้อนแสงราตรี ข้อความเล็กๆ ถูกผูกไว้ที่เท้า

เจียงมู่ไป๋ยื่นมือออกไป มาจึงกระพือปีกอีกครั้งแล้วบินมาหาเขาที่เตียง

ชายหนุ่มคลายเชือกออกอย่างชำนาญ สายตาไล่อ่านเพียงครู่เดียว คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

แม้จะเพียงชั่ววูบ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหยาอวี้

ทว่าเขากลับมิได้กล่าวถึงเนื้อความนั้น เพียงพับกระดาษเก็บอย่างเงียบงัน ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเรียบเดิม

“เมื่อถึงเหออัน ข้าจะแนะนำคนผู้หนึ่งให้เจ้า” เขากล่าวต่อช้าๆ “เขาจะช่วยเจ้าติดต่อกับสำนักทำหมึกได้”

เหยาอวี้ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันสว่างขึ้น นางพยักหน้ารัวเร็วเสียจนดูคล้ายลูกไก่จิกข้าว แต่เดิมนางเพียงคิดจะเริ่มจากตลับหอมไปก่อน ไม่คาดคิดเลยว่า เส้นทางทำหมึกหอมของนางจะมาไวเพียงนี้

“เช่นนั้น…เราควรรีบหาเวลาไปเจียงหนานสักครั้ง” นางเอ่ยต่ออย่างมีชีวิตชีวา “อย่างน้อยก็ต้องเลือกทำเลสำหรับทำหมึกพิมเสนก่อนเจ้าคะ”

ความคิดของนางแล่นไปไกลกว่าที่เอ่ยออกมา ราวกับภาพในอนาคตได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นแล้ว

เจียงมู่ไป๋ฟังแล้วเพียงยิ้มบาง

“เรื่องนั้น…ให้อาไฉจัดการก็พอ”

เหยาอวี้ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วถามเขาไปตรงๆ “อาไฉก็มีวรยุทธ์ อีกทั้งยังสูงกว่าซูเมิ่งเสียอีก และผู้คุ้มกันของท่าน…คนของสกุลเจียงล้วนแต่มีวรยุทธ์หรือเจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋ได้ยินนางเรียกฝานตูเว่ยผู้นั้นอย่างสนิทสนมถึงสองครั้งแล้ว จึงคิดได้ว่าทั้งสองคงสนิทกันในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่น้อย

“เฉพาะคนของข้า” เจียงมู่ไป๋บอก พอเห็นนางเอียงคอไม่เข้าใจเขาก็ลังเลเล็กน้อย “สักวัน…ข้าจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง แล้วข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง”

เหยาอวี้ได้ยินก็รู้สึกว่านี่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ นางจึงอดที่จะลังเลตามไม่ได้ “ความจริงหากท่านไม่อยากบอก ข้าไม่อยากรู้ก็ได้เจ้าค่ะ”

แม้วันนี้นางจะพูดไปไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้กล่าวทั้งหมดเช่นกัน

“สักวันเจ้าก็จะต้องรู้” เขายิ้ม

ใช่… เพราะตอนนี้เขาไม่ใช่คนใกล้ตายอีกแล้ว สักวันหนึ่งเขาก็ต้องกลับไป

เหยาอวี้รับฟังคำของเขา แม้บางส่วนจะยังไม่เข้าใจถ่องแท้ก็ตาม นางเพียงพยักหน้าเบาๆ ราวกับเก็บทุกถ้อยคำไว้ในใจอย่างเงียบงัน ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงอย่างคล่องแคล่ว

ปลายเท้าแตะพื้นอย่างแผ่วเบา เด็กหญิงก้มลงค้นตะกร้าที่วางอยู่ไม่ไกล มือเล็กควานหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบฟักข้าวโพดฟักหนึ่งขึ้นมา

ยังไม่ทันที่นางจะหันกลับ

เหยี่ยวเสียงฟงที่เกาะอยู่บนแขนของเจียงมู่ไป๋ก็พลันกระพือปีกเบาๆ ก่อนจะบินไปเกาะยังแหง่งไม้ข้างโต๊ะกลางห้อง ราวกับรู้หน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี

เหยาอวี้เดินเข้าไปใกล้ พลางบีบเมล็ดข้าวโพดออกทีละเม็ด ป้อนให้มันอย่างชำนาญ

ภาพนั้นเรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

เจียงมู่ไป๋มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความแปลกใจ

“ปกติมันกินยากมาก…บางครั้งถึงขั้นต้องเป็นเนื้อสดเท่านั้น”

เขาหยุดเล็กน้อย สายตามองไปยังนกที่กำลังก้มจิกเมล็ดข้าวโพดอย่างเพลิดเพลิน

“ไม่คิดว่าจะหลงฟักข้าวโพดของเจ้าจนหัวปักหัวปำเช่นนี้”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ ดวงตาโค้งขึ้นอย่างพอใจ

“เพราะฟักข้าวโพดของข้าพิเศษเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องเล่นๆ

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับนิ่งไปชั่วขณะ สายตาของเขาลึกลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามต่อ

“เหมือนกับสมุนไพรพวกนั้น…หรือไม่”

คำว่าสมุนไพรพวกนั้น ทำให้เหยาอวี้ชะงักเพียงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเขาหมายถึงสิ่งใด สมุนไพรที่นางขุดขึ้นมาจากหลัวซานครั้งนั้น เป็นของที่นางให้ความสำคัญยิ่ง

เด็กหญิงพยักหน้าช้าๆ

แม้เขาจะสงสัยมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยบีบบังคับให้นางต้องอธิบาย นางจึงเลือกจะเอ่ยออกมาเอง เพราะเขาควรจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตนเองบ้าง

“ตอนที่เราหล่นจากผา…” เสียงของนางแผ่วลงเล็กน้อย คล้ายย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น “เราบังเอิญพบเขาเซียน…ที่ซ้อนทับอยู่กับเขาหลัวซานพอดี  ข้าจึงรีบขุดสมุนไพรเซียนเหล่านั้นออกมาก่อนที่น้ำจะท่วม…แล้วตำแหน่งของเขาจะหายไปเจ้าค่ะ”

“เขาเซียน?” เจียงมู่ไป๋ทวนคำช้าๆ คิ้วขมวดเล็กน้อย “...เราหรือ?”

“เจ้าค่ะ” นางตอบเรียบๆ “เพียงแต่ท่านสลบอยู่…จึงไม่รับรู้”

ชายหนุ่มนิ่งไป “มีเพียงข้าที่สลบสินะ…” เขาพึมพำเบาๆ สายตามองนางที่กำลังบีบเมล็ดข้าวโพดป้อนนกอย่างครุ่นคิด

เหยาอวี้หลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างลังเล

“เพราะท่านเป็นมนุษย์…” นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดใหม่ว่า “คนธรรมดา…ยากนักจะดำรงอยู่ในสถานที่ที่มีไอเซียนเข้มข้นเช่นนั้นได้” เสียงของนางแผ่วลงเล็กน้อย “แต่คิดว่าต่อจากนี้…ท่านน่าจะอยู่ได้แล้ว”

“เพราะตอนนี้…ข้าไม่ใช่คนธรรมดาแล้วหรือ” คำถามนั้นเรียบเฉย แต่กลับแฝงด้วยความอยากรู้คำตอบที่ชัดเจนกว่านี้