LNCrawler

ตอนที่ 16

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 16

ตอนที่ 16


 

หลังจัดการลูกค้าคนสุดท้ายของวันเรียบร้อย หลัวเหยาอวี้จึงล้างมือ และเก็บเครื่องมือตรวจโรค อย่างเช่น มีหมอนรองข้อมือเล็กๆ สำหรับจับชีพจร ช้อนกดลิ้นที่ทำจากไม้ไผ่บาง(ใช้แล้วทิ้ง) หรือพวกเข็มฝังที่ต้องต้มฆ่าเชื้อ ทั้งหมดจะมีจินเซียงเก็บโต๊ะและจัดการให้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับห้องพักชั้นบน

จางซื่อนั่งรออยู่ข้างโต๊ะเตี้ย มีอาหารกลางวันเรียบง่ายวางอยู่ตรงหน้า ข้าวสวยร้อนหนึ่งถ้วย ผัดผักตามฤดูกาลสีเขียวสด และเนื้อหมูตุ๋นถ้วยเล็กที่โรงเตี้ยมส่งขึ้นมาให้ กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกอ่อนลอยกรุ่นในอากาศ

เพียงไม่กี่วัน…ร่างกายของสองแม่ลูกก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

แก้มที่เคยตอบลึกของจางซื่อเริ่มมีเนื้อขึ้นเล็กน้อย สีหน้าที่หม่นคล้ำจากการตรากตรำเริ่มมีเลือดฝาด ผิวที่เคยแห้งหยาบดูชุ่มขึ้น แม้รอยแตกตามปลายนิ้วยังไม่หายสนิท แต่ความซีดเซียวที่เคยเกาะใบหน้ากลับจางลงไปมาก นั่นเพราะนอกจากอาหารแล้ว หลัวเหยาอวี้ยังทำครีมบำรุงอีกมากมายให้มารดาได้ใช้

โครงหน้าที่เคยถูกฝุ่นและความเหนื่อยล้าบดบัง บัดนี้เผยเค้าโครงความงามชัดขึ้น คิ้วเรียว ดวงตาอ่อนหวาน จมูกโด่งรับกับใบหน้า

หลัวเหยาอวี้เองก็เช่นกัน

ร่างเล็กที่เคยผอมบางราวกิ่งไม้แห้งดังเด็กห้าขวบ บัดนี้มีน้ำมีนวลขึ้นเล็กน้อย แก้มที่เคยซีดขาวเริ่มมีสีชมพูจางๆ ดวงตาที่ลึกโหลกลับสดใสกว่าเดิม ผิวพรรณที่เคยหมองจากขาดสารอาหารเริ่มเนียนละเอียดขึ้น

แม้ยังมิอาจเรียกว่าอวบอิ่มเต็มที่ แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนจนแม้แต่จินเซียงยังเคยเอ่ยแซวว่า ‘หมออวี้ดูงามขึ้นทุกวันเจ้าค่ะ’ จินเซียงแม้จะอายุมากกว่าแต่เคารพหลัวเหยาอวี้จากใจจริง

หลัวเหยาอวี้นั่งลงตรงข้ามมารดา มองอาหารตรงหน้าอย่างพินิจ เนื้อหมูตุ๋นชิ้นเล็กอาจดูธรรมดา แต่สำหรับคนที่ขาดสารอาหารมานานสองปี มันคือยาบำรุงชั้นดี

นางยกช้อนตักซุปขึ้นช้าๆ “ยังต้องบำรุงอีกสักหน่อย” นางกล่าวเรียบๆ “ร่างกายนี้ขาดสารอาหารมานานเกินไป”

จางซื่อยิ้มบางๆ นางไม่ค่อยเข้าใจคำบางคำที่บุตรสาวเอ่ยออกมา แต่คิดว่าคงเป็นคำในตำราหมอที่เข้าใจยาก จึงไม่ซักไซร้อันใด “เจ้าพูดเหมือนคนแก่”

หลัวเหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ตอบ ในใจนางรู้ดี สุขภาพคือทุนรอนแรกของหมอ หากร่างกายอ่อนแอ ต่อให้วิชาล้ำเลิศเพียงใด ก็ยืนระยะไม่ได้

“เถ้าแก่จินมาหาเจ้า มีเรื่องใดหรือ” จางซื่อถาม เพราะปกติจินต้าฉางแทบจะไม่เข้าไปรบกวนเวลาบุตรสาวของนางทำการรักษาคนไข้เลย เพราะหากถูกขัดจังหวะ ก็หมายถึงคิวลูกค้าที่รอนานขึ้น

หลัวเหยาอวี้นั่งลงตรงข้าม ตักข้าวคำเล็กเข้าปากก่อนตอบเรียบๆ “มีตระกูลใหญ่หนึ่งเชิญไปตรวจโรคเป็นการส่วนตัวเจ้าค่ะ”

จางซื่อชะงัก “ตระกูลใดหรือ จะไม่ปัญหาหรือไม่”

เหยาอวี้ส่ายหน้าเล็กน้อย “ยังไม่รู้เจ้าค่ะ แต่คิดว่าคงไม่เป็นอันใด ถึงอย่างไรเถ้าแถ่จินก็มีหน้ามีตาผู้หนึ่งในตำบลนี้” นั่นคืออีกเหตุผลหนึ่งหลัวเหยาอวี้เลือกจะทำการค้านี้กับเถ้าแก่จิน และยอมรับค่าตรวจเพียงแค่หัวละสิบอีแปะเท่านั้น แม้แต่นายท่านหลัวยังขูดรีดค่ารักษามากกว่านี้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีคนมารับการตรวจจากเขามากนัก ต่างจากที่นี่ที่เต็มไปด้วยลูกค้าจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่ใช่ผู้ป่วยที่เร่งด่วนหรือฉุกเฉิน และร้ายแรง นับว่าเป็นการตรวจโรคที่สบายที่สุดอย่างหนึ่ง

จางซื่อพยักหน้า บุตรสาวพูดจาเกินวัยอยู่เสมอ จนบางครานางอดรู้สึกประหลาดไม่ได้

“เถ้าแก่จินจะให้บุตรสองคนไปกับข้าด้วย” หลัวเหยาอวี้กล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก

“เสี่ยวเซียงกับหานเกอหรือ” จางซื่อเอ่ยชื่อขึ้นทันที

บุตรสาวเถ้าแก่จินชื่อ จินเซียง อายุสิบห้าปี ใบหน้ากลมมน ดวงตาใสซื่อ ช่วงแรกที่หมออวี้มาตั้งโต๊ะ โรงเตี้ยมคนแน่นจนแรงงานไม่พอ จินเซียงต้องออกมาช่วยยกอาหารแทนคนงาน

แต่ไม่นาน เถ้าแก่จินเห็นว่าเรื่องนี้ทำเงินได้มากกว่าที่คิด จึงจ้างคนงานเพิ่มอีกสองคน อวี้เซียงจึงถูกดึงกลับมาช่วยงานในส่วนที่สำคัญกว่า เป็นลูกมือในห้องตรวจโรค

ตอนนี้นางคอยจัดเรียงเครื่องมือ เช็ดโต๊ะ ล้างถ้วยยา ต้มฆ่าเชื้อเข็มฝังโรค เตรียมกระดาษและหมึกให้พร้อม บางครั้งก็ช่วยรับคนไข้เข้ามาทีละคนอย่างเป็นระเบียบ

หากพูดกันตามจริง หญิงสาวผู้นี้มีพรสวรรค์ไม่น้อย

สายตาช่างสังเกต มือไว และความจำดี

ช่วงว่างๆ หลัวเหยาอวี้จึงสอนนางอย่างไม่เป็นทางการ วิธีดูสีหน้าว่าใบหน้าซีดเหลืองต่างกันอย่างไร สอนให้สังเกตดวงตา ว่าขุ่นหรือใส สอนให้วางนิ้วบนชีพจรสามตำแหน่ง แม้ยังแยกละเอียดไม่ได้ แต่ก็เริ่มรับรู้จังหวะเร็วช้าได้บ้าง

จางซื่อมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกซับซ้อน “เจ้าระวังตัวไว้เถิด ตระกูลใหญ่ย่อมเรื่องมาก”

หลัวเหยาอวี้พยักหน้าเบาๆ “เจ้าค่ะ”

นอกจากจินเซียงแล้ว ยังมีพี่ชายของนาง จินจื่อหาน อายุยี่สิบปี เพิ่งแต่งสะใภ้ใหญ่เข้าบ้านเมื่อปีที่ผ่านมา

จินจื่อหานเคยเป็นถงซื่อมาก่อน แม้ไม่ได้สอบต่อ แต่พื้นฐานตัวหนังสือมั่นคง เขาจึงมาช่วยหลัวเหยาอวี้เขียนเทียบยาให้ลูกค้า ลายมือสง่างาม อ่านง่าย เป็นระเบียบ จนบางคนถึงกับชมว่า เทียบยาของหมออวี้น้อยดูมีภูมิฐานยิ่งนัก

เพราะความร่วมมือเช่นนี้ โรงเตี้ยมจินฟู่จึงค่อยๆ กลายเป็นเสมือนสถานที่ร่วมชะตากรรมของทั้งสองฝ่าย

จางซื่อถอนหายใจเบาๆ “เมื่อก่อนข้าไม่คิดเลย ว่าเราจะได้มีวันนี้”

หลัวเหยาอวี้มองมารดา

ใช่…วันแรกที่มาถึง พวกนางเป็นเพียงแม่ลูกที่ไม่มีแม้แต่ที่พึ่ง

เพียงไม่กี่วันพวกนางก็หาเงินได้มากกว่าหนึ่งพันหกร้อยอีแปะ มีที่พักมั่นคง และมีคนร่วมมือที่ไว้ใจได้

“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล” นางกล่าวเสียงเรียบ “ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”

จางซื่อสบตาบุตรสาว ดวงตาคู่นั้นนิ่ง ลึก และมั่นคงอย่างประหลาด ท้ายที่สุด นางจึงเพียงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปเถิด แต่อย่าฝืนรักษาโรคที่เกินกำลัง”

หลัวเหยาอวี้แย้มยิ้มบางๆ “เจ้าค่ะ”


 

ภายนอก เสียงโรงเตี้ยมยังคึกคักไม่หยุด แม้ว่าจะไม่มีการตรวจโรคในเวลานี้ แต่ลูกค้ายังมาไม่ขาดสายเพื่อสั่งอาหารให้ครบร้อยอีแปะ และจองคิวตรวจโรค

รถม้าคันเล็กจอดรออยู่หลังโรงเตี๊ยมในปลายยามเซินพอดี ไม่มีตราตระกูล ไม่มีลวดลายแกะสลัก แม้แต่ผ้าคลุมก็เป็นสีเทาหม่นธรรมดา หากไม่สังเกตดีๆ คงคิดว่าเป็นเพียงรถรับส่งคนเจ็บยามค่ำคืน

หลัวเหยาอวี้ขึ้นไปบนรถม้าโดยไม่แสดงสีหน้าอันใด ต่างจากจินเซียงที่เริ่มขมวดคิ้ว เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นคุณหนูของร้านจินฟู่ แต่เมื่อเห็นเด็กหญิงกึ่งอาจารย์ของตนยังคงนิ่งเฉย จึงไม่ได้พูดสิ่งใดเช่นกัน ส่วนจินจื่อหานนั้นสุขุมเป็นปกติอยู่แล้ว ครั้งนี้เขามาเหมือนเป็นตัวแทนของบิดา เพื่อรับรองความปลอดภัยของท่านหมออวี้

ม่านรถถูกปิดลงช้าๆ

เสียงล้อบดถนนดินดังครืดคราดสม่ำเสมอ รถมิได้วิ่งผ่านถนนใหญ่หน้าโรงเตี๊ยม หากเลี้ยวลัดเข้าซอยแคบด้านหลังตลาด ผ่านโกดังร้างและกำแพงดินเก่าๆ ราวกับตั้งใจหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน ภายในรถมีเพียงแสงตะเกียงเล็กๆ สั่นไหวตามแรงสะเทือน

หลัวเหยาอวี้นั่งหลังตรง ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืมราวกับกำลังพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วนางฟังทุกเสียง ทิศทางลม เสียงน้ำไหลห่างๆ เสียงสุนัขเห่าไล่รถผ่าน

จินเซียงมองนางหลายครั้ง ริมฝีปากขยับเหมือนอยากเอ่ยถาม แต่ก็กลืนคำพูดกลับลงไป

รถวิ่งอยู่พักใหญ่จนตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ก่อนชะลอความเร็วลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงบานประตูไม้เก่าครูดพื้นดังเอี๊ยด รถมิได้หยุดหน้าประตูใหญ่ หากเลี้ยวอ้อมเข้าประตูข้างที่เปิดไว้เพียงครึ่งเดียว

จินเซียงขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม นางรู้จากปากบิดาว่า ผู้มาเชิญเป็นตระกูลใหญ่ของตำบล หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่ส่งรถม้าประจำตระกูลมารับ เหตุใดไม่เข้าประตูหน้าอย่างสง่าผ่าเผย

กลับทำราวกับเกรงใครเห็น

“หมออวี้…” จินเซียงเผลอเอ่ยเบาๆ ก่อนจะชะงัก

หลัวเหยาอวี้ลืมตาขึ้นเล็กน้อย สายตานิ่งสงบ “เข้าไปเถิด” นางกล่าวเพียงเท่านั้น เสียงเรียบง่าย ไม่แฝงความหวั่นไหวแม้แต่น้อย

จินเซียงเม้มปาก แม้ในใจเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ แต่นางก็ไม่กล่าวอันใดอีก เพราะหากหมออวี้น้อยยังไม่หวั่น นางในฐานะผู้ติดตาม ก็ไม่มีสิทธิ์หวั่นไหวก่อน

รถม้าคันเล็กแล่นผ่านประตูข้างเข้าไปช้าๆ และทันทีที่บานประตูปิดลงเบื้องหลัง เสียงโลกภายนอกก็ถูกตัดขาด เหลือเพียงความเงียบของเรือนใหญ่เรือนหนึ่ง

“หมออวี้… ทางนี้เจ้าค่ะ”

เสียงแหบพร่าของบ่าวหญิงชราดังขึ้นจากเงามืดข้างทางเดิน นางรีบก้มศีรษะต่ำ พลางช้อนตาขึ้นมองรอบด้านราวกับหวาดระแวง ก่อนผายมือเชื้อเชิญอย่างรีบร้อน ทางเดินในเรือนเงียบผิดปกติ โคมไฟแขวนส่องแสงสลัวทอดเงายาวบนพื้นอิฐ บ่าวชราก้าวนำเร็วแต่พยายามไม่ให้เกิดเสียง ฝีเท้าของทุกคนเบาเสียจนแทบกลืนไปกับความเงียบ

จินเซียงยิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศประหลาดนัก ทว่าเมื่อเหลือบมองหลัวเหยาอวี้ เห็นนางยังคงสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม และพี่ชายนิ่งเงียบ ก็ได้แต่กลั้นความสงสัยไว้ในอก แล้วก้าวตามเข้าไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

ในตำบลชิงเฟิง ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของพวกนาง แม้แต่สกุลจินที่รู้เพียงใบหน้าที่แท้จริงของพวกนางเท่านั้น

ส่วนคนอื่นๆ รู้จักเพียงชื่อ หมออวี้ หรือ หมออวี้น้อย และนอกจากแววตาเหนือผ้าปิดหน้าแล้ว ก็มีแค่ร่างเล็กที่ยังเด็กของนางทำให้บางคนให้ฉายาลับๆ ว่า หมอเทวดาน้อย

ส่วนมารดาของนางก็แทบจะไม่ออกจากห้องเลย ทุกวันหมดไปกับการเย็บชุดปักผ้าเช็ดหน้า ทำครี

ยิ่งกว่าหลัวเหยาอวี้เสียอีก

“ที่นี่คือตระกูลเถียน” จินเซียงขยับเข้าไปใกล้เพื่อบอกชื่อสถานที่ให้หมออวี้ของนาง ความจริงแล้วจินเซียงไม่รู้ที่มาที่ไปของหลัวเหยาอวี้เช่นกัน แต่รู้แต่ว่าสองแม่ลูกนั้นไม่ใช่คนในตำบล ดังนั้นหากมีข้อมูลอะไรที่ควรรู้ จินเซียงจะแจ้งทันที แต่ดูจากสีหน้าที่ไม่แปลกใจของหมออวี้แล้ว ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะได้บอกนางมาก่อนแล้วเช่นกัน

ใช่ จินต้าฉาง บอกแก่หลัวเหยาอวี้แล้ว เพียงแต่นางไม่ได้เล่าให้มารดาฟัง เพราะไม่อยากให้เป็นกังวล เพราะคนที่นางจะมาตรวจโรคให้ครั้งนี้คืออนุรักของนายท่านเถียนนั่นเอง