LNCrawler

ตอนที่ 162

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 162

ตอนที่ 162 


 

เหยาอวี้พยักหน้า “ท่านน่าจะเริ่มรับรู้ได้…ว่ามีพลังบางอย่างก่อกำเนิดขึ้นในร่าง” นางเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายต่อ “เช่น ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้น…รับรู้สิ่งรอบตัวได้ไวขึ้น”

จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ยาที่ท่านแช่ในครั้งนั้น…มิใช่เพียงยาขับพิษทั่วไป แต่มันคือ…ยาเซียนชำระไขกระดูก นอกจากจะทำให้ท่านเข้าสู่เส้นทางฝึกตนโดยไม่รู้ตัวแล้ว…ยังช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู อ่อนเยาว์ลง…และยืดอายุขัยได้ แต่ข้าแนะนำท่านอย่างฝึกต่อจะดีกว่า เพราะขั้นตอนสุดท้ายก่อนบรรลุเซียนมิได้สวยงามอย่างที่พวกนักพรตเหล่านั้นคิด”

ครานี้ เจียงมู่ไป๋ถึงกับนิ่งงันไปจริงๆ เขาลุกจากเตียงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างนาง สายตาที่มองนาง…เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“อวี้เอ๋อร์” น้ำเสียงของเขาต่ำลง “เรื่องสมุนไพรเซียนนั้น…เจ้าห้ามบอกผู้ใด”

เขามิได้สนใจเรื่องการฝึกตนด้วยซ้ำ แต่กังวลเรื่องสมุนไพรเซียนมากกว่า

เด็กหญิงพยักหน้าทันที “ข้าไม่เล่าอยู่แล้วเจ้าค่ะ” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเสริมเบาๆ “แต่…ข้าแอบเอามาผสมอาหารให้พวกอาไฉกินไปบ้างไม่กี่ครั้ง ถึงอย่างไร…คนของท่านก็ปล่อยให้อ่อนแอไม่ได้ ข้าจึงช่วยเล็กน้อย”

เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา

“เช่นนั้น…” เขาเอ่ยช้าๆ “ข้าก็คือผู้ฝึกตนแล้วหรือ”

“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบตรงไปตรงมา ความจริงนางก็รู้เรื่องการฝึกตนไม่มาก “ตอนนี้…ท่านน่าจะอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน อายุขัย…ราวสามร้อยปีเห็นจะได้”

นางกล่าวถึงตรงนี้ก็ชะงัก ก่อนจะเอ่ยต่อเบาๆ “พี่รอง…หากวันหนึ่งข้าตายไป ท่านช่วยทำหลุมศพดีๆ ให้ข้าสักหน่อยนะเจ้าคะ” นางยิ้มบาง เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “ข้าชอบแสงแดดอ่อนๆ…ถ้ามีกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรหอมๆ ด้วยก็คงดี”

เจียงมู่ไป๋ขมวดคิ้วทันที “เช่นนั้น…เหตุใดเจ้าจึงไม่ชำระไขกระดูกด้วยกัน”

เหยาอวี้ส่ายหน้า “ข้าเป็นผู้ฝึกตนไม่ได้” นางอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเลี่ยงๆ “เอาเป็นว่า…หากข้าฝึกตน ข้าจะตายทันที บางที…การมีความสามารถมากเกินไป ฟ้าก็คงไม่พอใจ” นางยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าอยู่ที่นี่…ก็เพียงเพื่อสะสมบุญเท่านั้น เมื่อถึงเวลา…ก็จะได้กลับไป”

ความเงียบแผ่คลุมอยู่ชั่วครู่ ความจริงเขาไม่อยากยอมรับนัก แต่ก็คิดได้ว่าเรื่องนั้นยังอีกไกล ถามจึงถามเรื่องอื่นแทน

“เช่นนั้น…เจ้าก็มิใช่เด็กแปดขวบ?”

เหยาอวี้ชะงัก ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ท่านว่าข้าเหมือนหรือ?” น้ำเสียงแฝงความขบขัน “แม้แต่มารดายังเคยว่าข้าพูดเหมือนคนแก่เลยเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มมองนางนิ่งๆ “เช่นนั้น…เจ้ามีอายุเท่าใดแล้ว”

ครานี้เด็กหญิงทำปากยื่นใส่เขาทันที

“คุณชายรองเจียง การถามอายุสุภาพสตรีนั้น…เสียมารยาทยิ่งนักเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋หัวเราะในลำคอเบาๆ

“ข้าถูกรูปลักษณ์เจ้าหลอกตามาตั้งนาน…มิใช่ว่าข้าคือผู้เสียหายหรือ”

เขาเท้าคาง เอียงศีรษะมองนางอย่างเกียจคร้าน

ท่าทีนั้น

ชวนให้คนมองรู้สึกทั้งหมั่นไส้…และไม่อาจละสายตา

เฮ้อ นางเกลียดท่าทียั่วยวนเช่นนี้ของเขาจริงๆ

เหยาอวี้ถอนหายใจ “เฮ้อ” อย่างเกินทน ก่อนจะยกนิ้วขึ้นนับเล่นๆ แล้วทำหน้ามุ่ย

“เอาจริงๆ ข้าก็จำไม่ค่อยได้…” นางตอบไปอย่างขอไปที “น่าจะ…ร้อยปีเห็นจะได้เจ้าค่ะแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็เป็นแค่เซียนน้อยตัวเล็กๆ เท่านั้น แต่เพราะทำความผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ข้าจึงมาอยู่ที่นี่ใช้กรรม”

อืม… ตอนมาครั้งแรกนางก็มั่นใจว่าตนเองไม่ผิด

แต่พอเจอกับเจ้าท้อหยกเซียนขี้โมโหนั่นเข้าไป ดูเหมือนว่าคดีนี้จะพลิกเล็กน้อย นางจึงสรุปเอาเองว่านี่คือความผิดที่ได้ตั้งใจ

ปัดโธ่…ก็นางไม่ได้ขโมยเจ้าท้อหมื่นปีนี่จริงๆ นี่น่า แต่มันมาอยู่กับนางได้อย่างไร นี่ก็ยังเป็นปริศนาธรรมอยู่

เหยาอวี้เลิกคิดก่อนจะยกยิ้มกว้าง ดวงตาดอกท้อโค้งขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วเอ่ยหยอกเสียงใส

“เป็นอย่างไรเล่า…ตอนนี้ท่านต้องเรียกข้าว่าท่านย่าทวดแล้วกระมัง”

เจียงมู่ไป๋มองนางเพียงแวบเดียว ก่อนจะเอื้อมมาหานางอย่างไม่นำพา เมื่อปลายนิ้วแตะลงบนแก้มนุ่มของนาง…แล้วบีบเบาๆ อย่างไม่ไยดีต่อท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย

สัมผัสนั้นอ่อนนุ่มที่ปลายนิ้วนั้นส่งผลให้ดวงตาทอประกายแหลมคม

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้โต้กลับ…

เสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้นใกล้เพียงเอื้อม

“ไว้รอเจ้า…ปักปิ่นก่อน” น้ำเสียงเนิบช้า คล้ายหยอก…แต่กลับกดลึกกว่าถ้อยคำ “ข้าค่อยบอก…ว่าควรเรียกเจ้าว่าอะไร”

คำพูดนั้นตกลงมาเบาๆ แต่กลับทำให้หัวใจของเหยาอวี้สะดุดไปชั่วขณะ ใบหน้าเล็กพลันร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

นางชะงัก ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว

“หึ่ย…” เสียงฮึดฮัดดังออกมาเบาๆ ในใจกลับปั่นป่วนอย่างไม่อาจควบคุม

เจ้าจิ้งจอกนี่…คิดไม่ดีกับนางจริงๆ ด้วย!


 

กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้อง อบอวลจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นกลิ่นขมของรากไม้ หรือกลิ่นร้อนของโลหิตที่กำลังถูกขับออกจากร่าง

ถังยาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ไอร้อนลอยขึ้นเป็นสายบางๆ คล้ายหมอกในยามเช้า แต่กลับแฝงความหนักอึ้งกว่าหลายเท่า

หลี่หลงไท่จื่อนั่งอยู่ภายในนั้น ใบหน้าซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด ริมฝีปากเม้มแน่น ร่างกายสั่นสะท้านเป็นระยะ

การแช่ยาครั้งนี้…แตกต่างจากของเจียงมู่ไป๋โดยสิ้นเชิง

คงเพราะร่างกายของเด็กหนุ่มยังไม่เติบโตเต็มที่ ความทนทานจึงด้อยกว่ามาก เหยาอวี้คิด

เพียงไม่นาน เหงื่อก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ราวกับร่างกายกำลังต่อต้านทุกอย่างที่ถูกยัดเยียดเข้าไป

เหยาอวี้ยืนอยู่ข้างถังยา สีหน้าสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับจับจ้องทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คลาดสาย

หลายครั้ง เมื่อลมหายใจของไท่จื่อเริ่มกระชั้น หรือร่างกายเกร็งจนแทบควบคุมไม่อยู่

เข็มเงินในมือของนางก็จะเคลื่อนไหว ปลายนิ้วเรียวปักลงอย่างแม่นยำ สกัดจุดสำคัญเพื่อระงับความเจ็บปวด

ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่มั่นคง…ราวกับผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน

ขณะเดียวกัน

บ่าวรับใช้ก็เร่งเปลี่ยนน้ำต้มสมุนไพรตามคำสั่ง ยกน้ำร้อนใหม่เติมลงไปอย่างต่อเนื่อง ไอร้อนลอยขึ้นหนาแน่นกว่าเดิม อุณหภูมิของน้ำ…ต้องคงที่ ไม่อ่อนลงแม้เพียงน้อย

เพราะหากความร้อนลดลงเมื่อใด ฤทธิ์ของยาก็จะลดลงตามไปด้วย

เวลา…ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า

ทุกลมหายใจของไท่จื่อ ทุกหยดเหงื่อที่ไหลลงมา ล้วนเหมือนถูกยืดออกให้ยาวนานกว่าปกติ

แม้จะมีการฝังเข็มคอยช่วยระงับ แต่ความทรมานนั้น…มิได้ลดลงไปมากนัก

ทว่าระยะเวลาของการแช่ยา ไม่อาจลดทอนเพราะช่วงฝั่งเข็มระงับความเจ็บปวด

ต่อให้ต้องทนเจ็บปวดเพียงใด ก็ต้องอยู่แช่จนครบตามระยะเวลาที่กำหนด

เซวียนกวงยืนอยู่ไม่ห่าง สายตาจับจ้องทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจ มือบันทึกวิธีการและรายละเอียดทุกอย่างลงอย่างไม่ขาดตก

ตั้งแต่ปริมาณสมุนไพร จังหวะการเปลี่ยนน้ำ ตำแหน่งการฝังเข็ม แม้เพียงรายละเอียดเล็กน้อย เขาก็ไม่ยอมปล่อยผ่าน

กระทั่ง เมื่อเวลาครบกำหนด

เหยาอวี้ชะงักมือเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องไปยังร่างของไท่จื่อ

ลมหายใจของเขาสะดุด ก่อนที่ร่างกายจะสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

“อึก…!”

เสียงสำรอกดังขึ้น บ่าวข้างๆ รีบนำกระโถนมารอง ของเหลวสีคล้ำปนกลิ่นเหม็นคาวถูกขับออกจากปาก

ทันทีที่กากพิษถูกขับออกมา เซวียนกวงก็ไม่รอช้า เขายกถ้วยยาที่ต้มเตรียมไว้ก่อนหน้า ส่งให้ไท่จื่อดื่มอย่างระมัดระวัง

น้ำยาสีเข้มไหลผ่านริมฝีปากซีดของไท่จื่อ กลิ่นขมขื่นแผ่ซ่าน แต่กลับเป็นความขมที่ช่วยประคองร่างกายที่เพิ่งผ่านพ้นความทรมาน

เหยาอวี้มองอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าลมหายใจของอีกฝ่ายเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางจึงค่อยๆ ถอนสายตาออก

บ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งรีบเข้ามาด้านในอย่างเป็นระเบียบ บางคนช่วยพยุงร่างของไท่จื่อขึ้นจากถังยา บางคนเตรียมผ้าสะอาดและอาภรณ์ชุดใหม่

เสียงน้ำกระทบพื้นเบาๆ เสียงผ้าเสียดสีกัน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบขั้นตอน

เหยาอวี้ไม่กล่าวสิ่งใด นางเพียงก้าวออกจากห้องอาบน้ำ ปล่อยให้หน้าที่ที่เหลือเป็นของผู้อื่น

ทันทีที่ประตูเปิดออก

ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาแตะผิวเบาๆ พาเอาความร้อนและกลิ่นสมุนไพรที่ติดตัวนางจางลงเล็กน้อย

แสงสว่างด้านนอกนุ่มนวลกว่าภายใน

เงียบสงบ…ต่างจากความตึงเครียดเมื่อครู่ราวคนละโลก

และตรงนั้นเอง

เจียงมู่ไป๋นั่งอยู่ข้างนอก เขานั่งเอนกายเล็กน้อยบนเก้าอี้ไม้ มือหนึ่งวางพาดที่พนัก อีกมือถือลูกถ้วยชาไว้หลวมๆ

ท่าทีนิ่งสงบ…ราวกับเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู สายตาของเขาก็ยกขึ้นมาทันที ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่นางโดยตรง ราวกับตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยละสายตาไปจากประตูบานนั้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว

การพูดคุยของทั้งสองเมื่อคืนนั้น ถูกฝานซูเมิ่งที่ย้อนกลับมาอีกครั้งเพื่อดูแลเหยาอวี้เข้านอน ทำให้บทสนทนาของทั้งคู่มีเพียงเท่านั้น

ดูเหมือนว่าคุณหนูฝานผู้นี้ ดูจะจริงจังกับบทบาทจริงๆ เพราะนางเหมือนจะเป็นสาวใช้ ที่คอยดูแลตนอย่างตั้งใจ ไม่บกพร่องแม้แต่น้อย

ส่วนวันนี้ก็เป็นไปตามที่เจียงมู่ไป๋กล่าว เพราะเขาอยู่เฝ้านางรักษาไท่จื่อจริงๆ ไม่ได้ไปปรึกษาหารือกับพวกขุนนางที่โถงสั่งการแล้ว

ครั้งนี้ไม่มีเหตุการณ์ให้ตนเองคิดไปอย่างคลุมเครืออีกแล้ว แม้ว่าเมื่อคืนเจียงมู่ไป๋จะไม่ได้กลับมาที่เรือนนางอีก แต่เช้านี้เขาก็ไม่หลบเลี่ยงนางเหมือนตอนนั้น

ราวกับไม่ว่าอย่างไรนางก็หนีเขาไม่พ้นอีกแล้ว

“พี่รอง” แม้แต่คำเรียกนี้ของนางเอง ก็ยังไม่รู้สึกสนิทใจเช่นกาลก่อน

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับยกยิ้มบางเบา และไม่ได้กล่าวถึงเรื่องปักปิ่นของนางอีกให้นางทำตัวไม่ถูก เสมือนว่าไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

“เป็นอย่างไรบ้าง”

เสียงของเจียงมู่ไป๋ดังขึ้นแผ่วเบา ขณะมือเรียวยกกาน้ำชา รินลงในถ้วยอีกใบอย่างไม่เร่งรีบ กลิ่นชาหอมอ่อนลอยขึ้นคลอเคล้ากับไอเย็นภายนอก ราวกับตั้งใจกลบกลิ่นยาขมที่ติดตัวนางออกมา

“ขับกากพิษออกมาแล้วเจ้าค่ะ”

เหยาอวี้ตอบ พลางก้าวมานั่งลงข้างเขาโดยไม่ลังเล รับถ้วยชามาไว้ในมือ ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวอย่างไม่รักษาท่าที

ความอุ่นของน้ำชาซึมผ่านลำคอ ช่วยคลายทั้งความกระหาย…และความตึงเครียดที่สะสมอยู่เงียบๆ

การรักษาเมื่อครู่ มิได้ต่างจากการผ่าตัดยาวนานในชีวิตก่อนของนางเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งผู้ป่วยเป็นถึงไท่จื่อ สายตาของทุกคนในห้องยิ่งจับจ้อง ทุกการเคลื่อนไหวถูกเฝ้ามอง ทุกลมหายใจเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

จนไม่รู้ตัวว่า…แรงกดดันนั้นได้ถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งรับ

“ข้าหมายถึงเจ้า”

เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง เรียบแต่ชัดเจน

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย

ยังไม่ทันได้ตอบ ผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนก็ถูกยกขึ้นมาแตะลงที่ข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขานิ่งมั่น ซับเหงื่อที่ยังหลงเหลือจากไอร้อนภายในห้องอาบน้ำออกอย่างไม่เร่งรีบ

เขารู้ดี ความอบอ้าวจากไอน้ำและสมุนไพรนั้น น่าอึดอัดเพียงใด

เพราะเขาเอง…เคยผ่านมันมาแล้ว

เหยาอวี้ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่เพราะความเคยชินที่มีมากกว่าจึงไม่ถึงกับกระอักกระอ่วน

“จะให้ทำอย่างไรได้เล่า” นางเอ่ย พลางวางถ้วยชาลง แล้วยักไหล่เล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ข้าเป็นหมอนี่เจ้าค่ะ”

กิริยานั้นตรงไปตรงมา ไร้การสำรวมตามแบบหญิงสาวทั่วไปโดยสิ้นเชิง

แววตาของชายหนุ่มลึกลงเล็กน้อย คล้ายจะเอ่ยสิ่งใดต่อ

แต่สุดท้าย…กลับเลือกเก็บมันไว้เงียบๆ