ตอนที่ 163
ตอนที่ 163
ตอนที่ 163
หลี่หลงไท่จื่อถูกบ่าวรับใช้หลายคนช่วยกันประคองออกจากห้องอาบน้ำอย่างระมัดระวัง ร่างที่อ่อนแรงถูกวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล
เหยาอวี้ก้าวเข้ามาใกล้โดยไม่รอช้า เข็มเงินถูกหยิบขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปลายนิ้วของนางมั่นคงและแม่นยำ ปักลงตามจุดสำคัญบนร่างกายของไท่จื่อทีละจุด
การฝังเข็มในครานี้ มิใช่เพื่อระงับความเจ็บอีกต่อไป แต่เป็นการฟื้นฟู กระตุ้นลมปราณให้ไหลเวียน เปิดทางให้ร่างกายที่เพิ่งผ่านการขับพิษ…ค่อยๆ กลับคืนสู่สมดุล
เซวียนกวงยืนอยู่ด้านข้าง สายตาแน่วแน่ มือจดบันทึกไม่หยุด
ทุกตำแหน่งของเข็ม ทุกลำดับก่อนหลัง ทุกระยะของแรงและความลึก ล้วนถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นกระดาษอย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน เหยาอวี้ก็เอ่ยอธิบายไปพร้อมกันอย่างไม่เร่งรีบ
เหตุใดต้องปักจุดนี้ก่อน
เหตุใดต้องเว้นจังหวะ
เหตุใดจุดบางจุดต้องลึกกว่าอีกจุดหนึ่ง
คำอธิบายของนางเรียบง่าย แต่แฝงด้วยหลักการที่ชัดเจน
มิใช่เพียงให้จดจำ แต่เพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ และต่อยอดกับการรักษาอื่นๆ ได้ในภายภาคหน้า
ใบหน้าของไท่จื่อยังคงฉายความอ่อนล้า แต่ในความซีดเซียวที่เคยมี กลับเริ่มมีสีเลือดบางๆ ปรากฏขึ้น
แม้จะยังจาง…แต่ชัดเจน
ราวกับชีวิตที่ถูกดึงกลับมาทีละน้อย
นั่นเพียงพอจะบอกได้ว่า การรักษาในครั้งนี้ สำเร็จแล้วกว่าครึ่งทาง
หากมีการแช่ยาอีกสักสองครั้ง พิษที่ฝังลึกอยู่ภายใน ก็คงถูกถอนรากออกจนสิ้น
เซวียนกวงเฝ้ามองภาพทั้งหมดนั้นอย่างไม่ละสายตา
ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกขั้นตอนถูกจารึกลงในความทรงจำของเขาอย่างชัดเจน
เหยาอวี้จึงไม่จำเป็นต้องอยู่เฝ้าเพื่อถอนเข็มด้วยตนเองอีกต่อไป
ยังไรก็มีชื่อว่าหมอเทวดา เซวียนกวงย่อมสามารถรับช่วงต่อนี้ได้
น้ำท่วมใหญ่ดำเนินยาวนานถึงเจ็ดวันเต็ม ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลง และต้องใช้เวลาอีกห้าวันจึงกลับมาสัญจรได้ดังเดิม
ทว่าด้วยคำมั่นที่ให้ไว้ในการรักษาไท่จื่อ เหยาอวี้และเจียงมู่ไป๋จึงต้องพำนักอยู่ในจวนแม่ทัพยาวนานเกือบครึ่งเดือน
หลังฝนหยุดตกไม่นาน คลื่นความร้อนก็แผ่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
แผ่นดินที่เคยชุ่มน้ำ กลับเริ่มแห้งขอด แอ่งน้ำตื้นๆ ระเหยหายไปแทบต่อหน้าต่อตา
สำหรับชาวบ้านแล้ว นี่คือสัญญาณแห่งความหวัง เพราะหมายถึงการเพาะปลูกจะเริ่มต้นได้ทันฤดูกาล
แต่สำหรับบางคน
มันกลับเป็นสัญญาณของบางสิ่งที่กำลังจะตามมา
บางสิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่า
เหยาอวี้และเจียงมู่ไป๋…ต่างมองเห็นสิ่งนั้น
ดังนั้นในวันถัดไปก่อนที่พวกเขาจะเดินทางกลับเหออัน จึงจำเป็นต้องกล่าวกับไท่จื่อองค์นี้สักหน่อย
ภายในเรือนรับรองของไท่จื่อ
หลี่หลงนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้ตัวกลาง ใบหน้าที่เคยซีดเซียว บัดนี้มีสีเลือดฝาดปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลมหายใจของเขา โล่ง…เบา…และเป็นอิสระกว่าที่เคยเป็นมา
ความรู้สึกนี้ เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิต
เมื่อความคิดนั้นผุดขึ้น สายตาที่มองไปยังเด็กหญิงตรงหน้า จึงแฝงความซับซ้อนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาพยักหน้าเล็กน้อย
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งจึงก้าวเข้ามา พร้อมกล่องไม้ประณีตในมือ
กล่องนั้นถูกส่งมอบให้เหยาอวี้อย่างรู้หน้าที่
เด็กหญิงรับมาโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เปิดออกทันที
ภายใน คือแผ่นตั๋วเงินเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
นางก้มลงนับต่อหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะพยักหน้ากับตนเอง
สองแสนตำลึงเงิน!
หัวใจแทบเต้นแรงขึ้นในพริบตา รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง
“ขอบพระทัยไท่จื่อเพคะ”
ในใจนางแทบจะหัวเราะออกมา การหนีน้ำท่วมครั้งนี้…คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้มค่า
ยังไม่รวมกับหนึ่งแสนตำลึงที่ขายหลงกู่ชิงไปก่อนหน้า
เพียงครานี้ นางก็กลายเป็นคนมั่งคั่งไปแล้ว
หลี่หลงมองท่าทีของนาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ข้าขอพูดตามตรง…หากได้เจ้าติดตามกลับจงหยวน ข้าย่อมเบาใจยิ่งนัก” เมื่ออยู่กับเด็กหญิงหลี่หลงเลือกที่จะแทนตัวอย่างสามัญ
เหยาอวี้ฟังแล้วเพียงยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล
“หมอเทวดาเซวียนได้รับการถ่ายทอดวิธีถอนพิษแล้วเพคะ หม่อมฉันเห็นว่า…ไม่จำเป็นต้องติดตาม” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างใสซื่อ
“อีกอย่าง…จากจวนมานาน หม่อมฉันคิดถึงบ้านแล้วเพคะ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย ราวกับเด็กหญิงทั่วไป ที่เพียงอยากกลับบ้านเท่านั้น
หลี่หลงนิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ
เพราะเขารู้ดี คนตรงหน้า…ไม่ใช่ผู้ที่จะบังคับได้
โดยเฉพาะกับคุณชายรองเจียงผู้นี้
นึกถึงตรงนี้สายตาก็ย้ายไปที่ชายหนุ่มข้างๆ เด็กหญิง
สมกับที่ได้รับสถานะอั้นโฉ่วตั้งแต่สิบเอ็ดขวบ ความสามารถของเขานั้นหากไม่ดึงมาเป็นพวก ก็ไม่ควรจะผลักเป็นฝ่ายตรงข้าม ความคิดนั้นทำให้หลี่หลงต้องเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
“คุณชายรองเจียง” เขาเอ่ยขึ้นตรงๆ “การสอบเซียงซื่อที่จะถึง…ท่านจะลงสอบหรือไม่”
เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย
แม้แต่ไท่จื่อยังให้ความสนใจเขา…
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก
เจียงมู่ไป๋วางถ้วยชาลง ก่อนจะประสานหมัดคารวะเล็กน้อย
“สอบพ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบสั้น กระชับ
ทว่าหลังจากนั้น เขากลับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“ความจริงไท่จื่อเพิ่งจะฟื้นตัวไม่นาน กระหม่อมไม่ควรนำเรื่องกังวลใจออกมากล่าว แต่หลายวันมานี้กระหม่อมได้ทบทวนคัมภีร์อี้จิงอยู่นาน ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายผลจะออกมาเช่นเดิม”
หลี่หลงได้ฟังก็เลิกคิ้วสนใจ ถึงอย่างไรคัมภีร์อี้จิง[1]ก็เป็นตำราปรัชญาสำคัญที่บัณฑิตทุกคนต้องผ่านตาเพราะใช้ในการสอบจอหงวน แม้ว่าอี้จิงจะมีที่มาจากความเชื่อเรื่องการพยากรณ์ แต่อี้จิงไม่ได้ถูกใช้สอบเพื่อไปดูดวงแต่อย่างใด ทว่าใช้สอบเพื่อวัดความเข้าใจในปรัชญาการเปลี่ยนแปลง และหลักการปกครอง ที่ต้องสอดคล้องกับระเบียบของธรรมชาติมากกว่า ดังนั้นอี้จิงจึงมีความสำคัญมากที่บัณฑิตทุกคนควรรู้ แต่คัมภีร์ที่หนาเตอะเล่มนั้น ก็ยังยากที่จะหาผู้ใดแตกฉานจริงๆ
ทว่าวันนี้กลับถูกบัณฑิตผู้หนึ่งขึ้นต้นด้วยเรื่องของอี้จิง
“ไม่คิดว่าท่านจะเชื่อเรื่องการพยากรณ์” น้ำเสียงคล้ายหยอก
เจียงมู่ไป๋กลับนิ่งเฉย “บางอย่าง…เชื่อไว้บ้างก็ดีพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นท่านพบอันในอี้จิงหรือ”
“ในคัมภีร์อี้จิงกล่าวว่า ‘เมื่อหยินถึงขีดสุด หยางจะกำเนิด’ อุทกภัยที่ผ่านมาคือพลังน้ำที่ล้นเกินจนเสียสมดุล และตามวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อน้ำหลากผ่านไป ความแห้งแล้งที่รุนแรงจะตามมาติดๆ เหมือนกลางคืนที่มืดมิดที่สุดกำลังจะเปลี่ยนเป็นแดดจ้าที่แผดเผา”
เจียงมู่ไป๋กล่าวตามคัมภีร์รวดเดียวก่อนจะถามอย่างจริงจัง
“พระองค์ไม่คิดว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ น้ำดูจะลดเร็วจนผิดปกติหรือพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดนี้ทำให้หลี่หลงเงียบลงจริงๆ แม้ว่าเขาจะอายุเพียงสิบสอง แต่ก็ถูกปลูกฝังหลักการปกครองมาตั้งแต่รู้ความ ดังนั้นคำกล่าวนี้ของเจียงมู่ไป๋มิได้เกินจริงซะทีเดียว
เจียงมู่ไป๋เห็นท่าทีเช่นนั้นจึงกล่าวต่อว่า “หากเทียบกับปรากฎการณ์ที่ผ่านพ้นไป ขณะนี้เราอยู่ในสภาวะ จี้จี้[2] คือน้ำได้ถาโถมลงมาจนเต็มเปี่ยม แต่อย่าได้ชะล่าใจ เพราะในคำพยากรณ์ระบุว่า เมื่อน้ำที่ท่วมขังระเหยเหือดแห้งไป พลังไฟที่ซ่อนอยู่ข้างล่างจะพุ่งขึ้นมาแทนที่ เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้กลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา”
หมอเทวดาเซวียนได้ยินก็เริ่มคำนวน เพราะหากพูดถึงคัมภีร์อื่นเขาอาจจะไม่คล่องเท่าบัณฑิตทั่วไป แต่อี้จิงนั้นผู้ที่จะเป็นหมอระดับสูงได้ย่อมต้องผ่านตา ยิ่งเขาที่เป็นถึงหมอเทวดาย่อมคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ข่วยทั้งหกสิบสี่รูปแบบในคัมภีร์อี้จิง
และเมื่อลองคำนวนดูก็ไม่คิดเลยว่าจะเป็นอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวจริงๆ ความจริงการทำนายนี้ไม่ง่ายเลย แต่เมื่อได้รับคำเฉลยว่าเป็นจี้จี้ เขาก็ลองปรับรูปแบบทำนายจนตรง และได้ผลตามที่เจียงมู่ไป๋คำนวน
และยิ่งคิด ยิ่งตกใจ
“หากเป็นจี้จี้จริง…” เขาเอ่ยเสียงต่ำ
“หลังน้ำท่วม…ก็คือจุดเริ่มต้นของภัยใหม่
หยินสุด…กำลังแปรเป็นหยางสุด
น้ำมาก…กำลังเปลี่ยนเป็นไฟแผดเผา”
คำพูดนั้นตกลงกลางห้อง
หนักแน่น…และชัดเจน
สายตาของเขามองไปยังหลี่หลง
“ไท่จื่อ…นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคำกล่าวนั้นได้รับการยืนยันจากเซวียนกวง สีหน้าของหลี่หลงก็พลันหม่นลงทันที
มิใช่เพียงความกังวล แต่เป็นความหนักอึ้งของผู้ที่มองเห็นภัยล่วงหน้า…แต่ยังมิอาจปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยไม่ทำสิ่งใด
อี้จิง แม้มีรากมาจากศาสตร์แห่งการพยากรณ์ ทว่ากลับได้รับการยอมรับในหมู่บัณฑิตและราชสำนัก หากนำมาอ้างอิงอย่างเหมาะสม ก็เพียงพอจะเป็นเหตุผลที่สมควรถวายฎีกา
หลี่หลงมิลังเลอีกต่อไป เขายกมือขึ้นเล็กน้อย
บ่าวรับใช้ก็รีบก้าวเข้ามา จัดเตรียมโต๊ะเตี้ย พู่กัน หมึก และกระดาษอย่างรวดเร็ว
ไท่จื่อพยุงตนเองขึ้นนั่งตรง แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่แววตากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
ปลายนิ้วเรียวยาวจับพู่กัน จุ่มลงในหมึกสีเข้ม ก่อนจะเริ่มเขียนลงบนแผ่นกระดาษทีละตัวอักษร
เนื้อความในฎีกา เริ่มต้นด้วยการรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา กล่าวถึงความเสียหายและการฟื้นตัว ก่อนจะค่อยๆ นำเข้าสู่ความผิดปกติ
ระดับน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็วเกินคาด คลื่นความร้อนที่ตามมาในทันที และความเสี่ยงของภัยแล้งที่กำลังก่อตัว
จากนั้น จึงยกหลักจากคัมภีร์อี้จิงขึ้นมาอ้างอิง
‘หยินถึงขีดสุด หยางย่อมกำเนิด’
เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังธรรมชาติ จากน้ำที่ล้นเกิน…สู่ไฟที่แผดเผา
มิใช่เพียงคำทำนาย แต่เป็นหลักแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตรงหน้า
ถ้อยคำถูกเรียบเรียงอย่างระมัดระวัง หนักแน่น แต่ไม่เกินเลย
เพื่อให้ผู้รับฎีกา…ตระหนัก แต่ไม่ตื่นตระหนก
เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อม ก่อนภัยจะมาถึง
[1] คัมภีร์อี้จิง (I-Ching) คือ คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง ตำราปรัชญาและศาสตร์พยากรณ์โบราณของจีนที่มีอายุกว่า 3,000 ปี ซึ่งวางรากฐานบนหลักสมดุลหยิน-หยาง (Yin-Yang) อธิบายการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งผ่านสัญลักษณ์ข่วย (卦) 64 รูปแบบ เพื่อใช้ทำนายแนวโน้มเหตุการณ์ ชี้แนะแนวทางดำเนินชีวิต และเป็นภูมิปัญญาที่ผสมผสานหลักปรัชญา ขงจื๊อและเต๋าเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎธรรมชาติ ดาราศาสตร์ การแพทย์ หรือจริยธรรม
[2] จี้จี้ คำว่า จี้ (既) แปลว่า เสร็จสิ้นแล้ว และ จี้ (濟) แปลว่า ข้ามน้ำ หรือบรรลุผล
เมื่อใช้พยากรณ์หลังน้ำท่วม จี้จี้ สื่อว่า วิกฤตน้ำ (อุทกภัย) ได้ผ่านพ้นขีดสุดไปแล้ว ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับมาลงตัว แต่เป็นความลงตัวที่น่ากลัวเพราะมันคือจุดสูงสุดที่กำลังจะพลิกกลับสู่ความแห้งแล้ง