LNCrawler

ตอนที่ 164

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 164

ตอนที่ 164


 

หน้าจวนแม่ทัพ ผู้คนยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

เซวียนกวงเป็นผู้ก้าวออกมาส่งถึงหน้าเรือน สีหน้าของเขาแม้จะสงบตามแบบฉบับแพทย์ผู้มากประสบการณ์

แต่แววตากลับฉายความอาลัยอย่างปิดไม่มิด เขายังรู้สึกเหมือนว่ายังคุยกับเด็กหญิงยังไม่พอ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องสอบถาม แต่เพราะร่างกายของไท่จื่อยังต้องมีเขาคอยดูแลอยู่ข้างๆ เขาจึงไม่อาจทำตามใจตนเองได้

ไม่ใช่แต่เซวียนกวง แม้แต่ไท่จื่อ และหลิงหยวนโหว ขุนนางที่เมืองก็ออกมาส่งพวกเขาเช่นกัน

ครานี้ ขบวนรถม้าไม่ได้มีเพียงสามคันดังเช่นตอนมา แต่เพิ่มเป็นหกคัน เรียงรายอยู่หน้าจวนอย่างสงบ

ด้านข้างยังมีทหารจากกองทัพหลิงหยวนจำนวนหนึ่งจัดแถวอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาจะร่วมเดินทางไปยังเหออัน เพื่อช่วยฟื้นฟูพื้นที่หลังภัยพิบัติ

ความจริงพวกเขาเพียงไปสมทบเท่านั้น เพราะหลิงหยวนโหวได้ส่งทหารบางส่วนออกไปตั้งแต่น้ำเริ่มลดเมื่อหลายวันก่อนแล้ว

โดยมีผู้นำขบวนโดยตรงเป็นฝานตูเว่ยแห่งกองทัพหลิงหยวนในบทบาทสาวใช้เช่นเคย

เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัว

ภายในเกวียนหรูหราของสกุลเจียง นอกจากเหยาอวี้และเจียงมู่ไป๋แล้ว ยังมีสาวใช้อีกหนึ่งคนร่วมโดยสาร

บรรยากาศภายในเงียบสงบ ก่อนที่เหยาอวี้จะเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้

“เจ้าดูเหมือนจะชอบบทบาทนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว”

น้ำเสียงของนางแฝงความขบขันเล็กน้อย

ฝานซูเมิ่งละสายตาจากอดีตคุณชายขี้โรคอย่างไม่เข้าใจ นางส่งสายสืบจำนวนมากออกไปก็ยังหาสาเหตุของวรยุทธ์ของคุณชายรองสกุลเจียงผู้นี้ไม่ได้อยู่ดี

เรื่องที่เขาหายจากอาการป่วยนั้น ยามนี้ไม่ต้องให้ใครสืบนางก็เข้าใจได้ แต่เรื่องที่เขามีวรยุทธ์ส่งล้ำขนาดที่นางคิดว่าอาจจะสูงกว่าบิดาบุญธรรมด้วยซ้ำ ยังมืดแปดด้านอยู่

“อืม อยู่เช่นนี้ก็คล่องตัวไม่น้อย รบกวนจวนเจียงของพวกเจ้าต้องเพิ่มตะเกียบสักคู่ให้ข้าแล้ว” ฝานซูเมิ่งกล่าวทันที

“นี่เจ้าคิดจะตามข้าไปจวนเจียงด้วยหรือ” เหยาอวี้ฉงน ไม่คิดว่าเด็กสาวจะจริงจัง

“มิใช่ว่าข้างกายเจ้าขาดหญิงรับใช้ข้างกายมิใช่หรือ ช่วงนี้ข้าก็ว่างงานอยู่พอดี ประจวบกับเรื่องที่เหออัน ท่านพ่อบุญธรรมจึงอยากให้ข้าแฝงตัวไปกับพวกเจ้า” ฝานซูเมิ่งกล่าว

เหยาอวี้ได้ยินก็ขมวดคิ้ว

สรุปว่าเจ้าว่าง หรือไม่ว่างกันแน่นะ? เหตุใดจึงดูย้อนแย้งชอบกล

แต่เพราะได้กลิ่นเงื่อนงำบางอย่าง นางจึงถามอย่างสนใจ

“เกิดเรื่องอันใดที่เหออันหรือ”

เหยาอวี้เอ่ยขึ้น พลางเอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาฉายความสนใจโดยไม่ปิดบัง

ฝานซูเมิ่งทอดสายตาออกไปด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างเรียบเฉย

“ราชโองการยึดเสบียงข้าวจากพ่อค้าคนกลางนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว” นางหยุดเล็กน้อย “แต่ก็ยังมีปลาหลุดตาข่ายอยู่ไม่น้อย มีพ่อค้าบางกลุ่ม…แอบกักตุนข้าวไว้จำนวนมาก”

สายตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย

“เหออันเป็นอำเภอใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากที่สุด รายงานไม่กี่วันก่อน…เริ่มมีพ่อค้าข้าวทยอยขึ้นราคาอีกแล้ว”

แล้วนางค่อยเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงเล็กน้อย

“และหากสิ่งที่พวกเจ้ากล่าวกับไท่จื่อเป็นความจริง…แผ่นดินหนานไห่…คงเข้าสู่วิกฤตในไม่ช้า”

เหยาอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้น…ที่เจ้าไปเหออัน ก็เพื่อจับกุมพ่อค้าข้าวพวกนั้นหรือ”

ฝานซูเมิ่งกลับถอนหายใจ “หากเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา…ก็ง่าย ส่งทหารเข้าไปจับกุมก็สิ้นเรื่อง” นางเอนหลังเล็กน้อย “แต่หากเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับคนจากจงหยวน…ก็ต้องเริ่มจากการเก็บหลักฐาน รวบรวมให้ครบ…แล้วถวายฎีกาฟ้องร้อง”

คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่แฝงความยุ่งยากซับซ้อนของอำนาจ

นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ

“เจ้าคงไม่รู้…ยามนี้ในวังหลวง แบ่งฝ่ายกันชัดเจนแล้ว ระหว่างไท่จื่อ…กับองค์ชายรอง”

ขณะกล่าวถึงตรงนี้ สายตาของนางก็เหลือบไปยังชายหนุ่มอีกคนในรถม้า

เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งอ่านตำราอย่างสงบ ราวกับบทสนทนาทั้งหมด…มิได้เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย

ฝานซูเมิ่งถอนหายใจเบาๆ แล้วเลิกใส่ใจ เพราะจนถึงตอนนี้นางก็ยังมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายจะเป็นขุนนางในอนาคตหรือไม่

“กระแสน้ำตอนนี้เชี่ยวกราดนัก ที่พวกเจ้าไม่ติดตามไท่จื่อไปจงหยวน…ถือเป็นทางเลือกที่ดี”

เหยาอวี้พยักหน้าเล็กน้อย “แต่ตอนนี้ไท่จื่อฟื้นตัวแล้ว…องค์ชายรองผู้นั้น…คงตกที่นั่งลำบากไม่น้อย”

ทว่าฝานซูเมิ่งกลับส่ายหน้า

“เรื่องนี้…ใครจะรู้” น้ำเสียงของนางลดลงเล็กน้อยคล้ายกระซิบ “แม้ฮ่องเต้องค์นี้…ครองราชย์มาถึงเก้าปี แต่เพิ่งมีพระชนมพรรษาเพียงยี่สิบแปดปี ทั้งยังเปี่ยมพระปรีชา… มิได้หลงงมงายในยาอายุวัฒนะเหมือนฮ่องเต้องค์ก่อน”

แววตาของนางลึกลง “ตำแหน่งไท่จื่อในตอนนี้…อาจเป็นเพียงลมที่ตั้งไว้…เพื่อล่อฟ้าล่อฝนก็เป็นได้”

คำพูดนั้นเบา แต่หนักหนา

“สุดท้าย…ผู้ใดจะชนะก็ยังไม่มีผู้ใดรู้”

เหยาอวี้ฟังอย่างตื่นตาตื่นใจ ดวงตาดอกท้อเปล่งประกายราวกับได้เปิดประตูสู่โลกอีกใบ

เรื่องราวการเมืองในวังหลวง สำหรับนางแล้ว มิใช่สิ่งที่เคยสัมผัส แต่เมื่อได้ยินผ่านคำบอกเล่าที่มีสีสันของฝานซูเมิ่ง ทุกอย่างกลับชัดเจนราวกับภาพที่ถูกวาดขึ้นตรงหน้า

ทั้งการแบ่งฝ่าย

ทั้งการชิงไหวชิงพริบ

ทั้งความลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มของผู้คนในวัง

ล้วนเป็นสิ่งที่ชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง

ยิ่งมีฝานซูเมิ่งนั่งอยู่ข้างกาย ผู้ที่ดูจะโปรดปรานเรื่องซุบซิบไม่น้อย ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ขอเพียงน่าสนใจ นางก็สามารถเล่าออกมาได้เป็นฉากเป็นตอน ราวกับเรื่องเล่าข้างเตาไฟในค่ำคืน

ต่างกับเจียงมู่ไป๋ที่เริ่มหน้าดำคล้ำขึ้นไปทุกที นี่มิใช่เรื่องที่คนทั่วไปควรรับรู้เลย แต่เจ้าตูเว่ยแห่งกองทัพหลิงหยวนกลับเอ่ยออกมาราวกับเป็นเพียงเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของแม่ค้ากลางตลาด

ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ ภาพเจียงจื่อหรง กับจางซื่อที่รออยู่ที่จวนเจียง ไม่รู้ว่าความบรรเทิงนี้จะไปบรรจบอยู่ที่ใด   


 

การเดินทางกลับเหออันเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าขามา ไม่มีขบวนอพยพให้ต้องชะลอเส้นทาง ไม่มีเสียงโกลาหลของผู้คนที่แตกตื่น มีเพียงเสียงล้อรถม้าที่หมุนไปตามถนน และจังหวะกีบม้าที่กระทบพื้นดินอย่างสม่ำเสมอ

แม้จะเร่งเดินทางได้รวดเร็วขึ้น แต่ขบวนก็ยังต้องหยุดพักเป็นระยะ เพื่อให้ม้าได้คลายความเหนื่อยล้า และเพื่อให้กำลังพลได้ฟื้นแรงก่อนออกเดินทางต่อ

เมื่อขบวนหยุดลง ณ ลานพักแห่งหนึ่ง

กระโจมทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่โล่ง ผืนผ้าหนาทึบขึงแน่น โครงไม้แข็งแรง ดูเรียบง่ายแต่มั่นคง

ฝานซูเมิ่งเพียงมองแวบเดียวก็เอ่ยขึ้นทันที เพราะนางไม่เคยเห็นสิ่งนี้มานานแล้ว

ภาพในความทรงจำย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว

ครั้งล่าสุด…

น่าจะเป็นเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่นางไปยังค่ายทหารสกุลโจวของโจวกั๋วกง ที่เมืองเหยียนเฉิง…ในแดนเหนือ

คำว่าแดนเหนือ สะกิดบางสิ่งในใจของเหยาอวี้ขึ้นมา

นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความครุ่นคิด

จากที่จางซื่อเล่า พวกนางน่าจะเคยอยู่ที่แดนเหนือมาก่อน เพราะบิดาของนางเป็นทหาร และ…เสียชีวิตที่นั่น

หากเป็นเช่นนั้น สถานที่ที่ร่างนี้ถือกำเนิดขึ้นมา ก็น่าจะเป็นแดนเหนือแห่งนั้นเช่นกัน

เหยาอวี้จึงเริ่มสนทนากับฝานซูเมิ่งต่อ

คำถามแล้วคำถามเล่า เรื่องเล่าแล้วเรื่องเล่า ถูกฝานซูเมิ่งเล่าอย่างเป็นธรรมชาติ

เสียงของทั้งสองแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสมือนว่ามีเรื่องให้คุยไม่จบไม่สิ้น

ทั้งสองคุยกันโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มคนเดียวในกระโจม 


 

ตำหนักเฉินกวาง ตำหนักประทับส่วนพระองค์ของฉีหมิงฮ่องเต้

ยามค่ำคืน แสงโคมทองส่องสว่างเป็นแนวยาวใต้ชายคา กระทบผนังหินขัดเงาจนสะท้อนเป็นเงาเลือนราง เสียงลมพัดผ่านระฆังลมเบาๆ ดังแผ่วคล้ายเสียงกระซิบของราตรี

ภายในตำหนักเงียบงัน ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีขุนนางเข้าเฝ้า

มีเพียงเงาของผู้ครองแผ่นดิน…ที่ทอดยาวอยู่เหนือพื้นหินเย็นเยียบ

เบื้องหน้าพระแท่น ฎีกาฉบับหนึ่งถูกวางไว้ นี่มิใช่ฎีกาธรรมดา แต่เป็นฎีกาลับ ที่มิได้ผ่านขั้นตอนปกติ มิได้ถูกส่งผ่านสำนักตรวจสอบ หากถูกส่งตรงเข้าสู่พระหัตถ์ของฮ่องเต้โดยตรง

เป็นฎีกาที่ไท่จื่อเขียนด้วยตนเอง เนื้อความเรียงลำดับอย่างระมัดระวัง เริ่มจากเหตุอุทกภัย แล้วจึงกล่าวถึงความผิดปกติของธรรมชาติ ก่อนจะจบลงด้วยคำเตือน

ภัยแล้ง…ที่กำลังก่อตัวขึ้น

ฉีหมิงฮ่องเต้ทอดพระเนตรอย่างเงียบงัน พระพักตร์นิ่งสงบ ทว่าแววพระเนตรกลับลึกลงช้าๆ

พระองค์มิใช่ผู้หลงเชื่อในถ้อยคำลอยๆ

แต่ฎีกาฉบับนี้ มิได้อ้างเพียงเหตุการณ์ หากยังอ้างอิงถึงหลักในคัมภีร์อี้จิง และสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง

ปลายนิ้วของพระองค์แตะลงบนแผ่นกระดาษเบาๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักของสิ่งที่อ่าน

ครู่หนึ่ง พระองค์จึงเอ่ยรับสั่งสั้นๆ จ่งกวนไท่เจี้ยน[1]ข้างกายรีบสบัดฝูเฉิน[2]แล้วน้อมรับพระราชดำรัสทันที

ไม่นานนัก ภายในตำหนักเฉินกวางก็มีผู้มาเพิ่มขึ้น

นักพรตชราผู้หนึ่งในอาภรณ์เรียบง่าย ก้าวเข้ามาอย่างสงบ

ข้างกันคือเจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการ ผู้เชี่ยวชาญด้านฤกษ์ยามและพิธีกรรม

โต๊ะต่ำถูกจัดวางกลางตำหนัก เครื่องมือพยากรณ์ถูกนำออกมา

ทั้งแผ่นหยก ก้านไม้ และแผนผังข่วยทั้งหกสิบสี่รูปแบบ

บรรยากาศเงียบขรึม ไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำฟุ่มเฟือย

นักพรตยกมือขึ้นทำความเคารพ ก่อนจะเริ่มคำนวณ

ก้านไม้ถูกหยิบขึ้น วางลง นับ…แล้วนับอีก

รูปแบบของข่วยค่อยๆ ปรากฏ

เจ้าหน้าที่กรมพิธีการจดบันทึกอย่างระมัดระวัง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

จนกระทั่ง นักพรตชะงักมือสายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ

ผลการพยากรณ์…มิได้ต่างจากที่ปรากฏในฎีกา

‘จี้จี้…หยินถึงขีดสุด หยางกำลังก่อกำเนิด’

น้ำที่ล้นเกิน กำลังแปรเปลี่ยนเป็นไฟที่แผดเผา

ความเงียบปกคลุมทั้งตำหนัก

ฉีหมิงฮ่องเต้ประทับนิ่งอยู่เบื้องบน พระพักตร์ยังคงเรียบเฉย แต่แววพระเนตร กลับเย็นลงเล็กน้อย ราวกับบางสิ่งในพระทัย ได้ถูกยืนยันแล้ว

และในค่ำคืนนี้ คำเตือนที่เคยเป็นเพียงความน่าจะเป็น ได้กลายเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมืออย่างแท้จริง



 

[1] จ่งกวนไท่เจี้ยน (总管太监 - Zǒngguǎn Tàijiàn) คือ ขันทีหัวหน้าใหญ่ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของขันทีที่คอยดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดในวังและอยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ที่สุด

[2] ฝูเฉิน (拂尘) หรือพู่ปัดฝุ่น ซึ่งนอกจากจะใช้ปัดฝุ่นจริงๆ แล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสถานะและปัญญาความรู้ของขันทีชั้นผู้ใหญ่อีกด้วย