LNCrawler

ตอนที่ 165

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 165

ตอนที่ 165


 

เหออันหลังน้ำท่วมผ่านพ้นไป ผืนดินที่เคยจมอยู่ใต้กระแสน้ำ กลับแห้งลงอย่างรวดเร็วราวกับถูกดูดความชื้นออกไปในชั่วพริบตา

แสงแดดยามสายสาดลงมาแรงกล้า สะท้อนพื้นดินที่แตกระแหงเป็นลายเส้นหยาบ

กลิ่นโคลนที่เคยชื้นฉ่ำ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นแห้งกรังของดินที่ถูกเผา

เหออันเป็นอำเภอที่ติดทะเล ลมทะเลยังคงพัดเข้ามาเป็นระยะ พาเอาความเค็มจางๆ และความชื้นบางเบามาแตะผิว

ขบวนรถม้าถูกแบ่งเป็นสองทาง สามคันแรกค่อยๆ เรียงตัวมุ่งสู่จวนเจียง ส่วนอีกสามคันด้านหลัง เบี่ยงออกไปยังเรือนพักชั่วคราวของทหารหลิงหยวน

ตลอดการเดินทางนอกจากต้องหยุดพักเพื่อให้ม้าได้พัก ก็มีการปะทะกับโจรระหว่างทางถึงสองครั้ง

เงาคนจำนวนหนึ่งโผล่ออกมาจากแนวป่า พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว หมายจะปล้นชิงเสบียงและทรัพย์สิน

บางคนเคลื่อนไหวอย่างหยาบกระด้าง ถืออาวุธเก่าๆ ที่ผ่านการใช้งานมานาน ดูราวกับโจรป่าทั่วไป แต่บางคน แววตากลับมิใช่ของผู้ที่คุ้นเคยกับการปล้นสะดม เสื้อผ้าขาดวิ่น ร่างกายผ่ายผอม คล้ายชาวบ้านที่เพิ่งผ่านความอดอยากมาไม่นาน

เมื่อเผชิญหน้ากับทหารหลิงหยวน และผู้คุ้มกันของเจียงมู่ไป๋

การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันดังแว่ว ก่อนจะจบลงในเวลาไม่นาน แม้แต่ฝานซูเมิ่งที่นั่งในรถม้าคันเดียวกันยังไม่คิดจะออกไปแสดงฝีมือด้วยซ้ำ

ฝ่ายที่คิดจะปล้น ก็ถอยหนีไปอย่างไร้ระเบียบ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความสิ้นหวัง

ไม่มีผู้ใดในขบวนกล่าวสิ่งใดออกมา แต่ทุกคนต่างเข้าใจดี นี่มิใช่เพียงโจร

หากเป็นสัญญาณของบางสิ่ง

บางสิ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

เมื่อผู้คนเริ่มขาดแคลน กฎหมายก็เริ่มเลือนราง และเส้นแบ่งระหว่างชาวบ้าน กับโจร ก็อาจเลือนหายไปได้…ในพริบตา


 

เมื่อก้าวเข้าสู่จวนเจียง ภาพตรงหน้ากลับมิใช่ความพินาศดังที่คาด

เรือนทุกหลังได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว หลังคาที่เคยเปิดออกถูกปิดแน่น พื้นเรือนที่ชื้นแฉะกลับแห้งสะอาด

ราวกับพายุที่พัดผ่านไป…ไม่อาจทิ้งร่องรอยไว้ได้นานนัก

เพราะคนที่ทิ้งไว้เฝ้าจวนล้วนแต่เป็นชายฉรรจ์ เมื่อเห็นน้ำเริ่มก่อตัว พวกเขาก็รีบทิ้งจวนไปยังเจียงหนานทันที ดังนั้นคนของจวนเจียง ล้วนแต่แคล้วคลาดปลอดภัย

ทันทีที่เหยาอวี้ก้าวเข้าไปในโถงหลัก ฝั่งเรือนตะวันตกของตระกูลสาขา

เฉียนซื่อก็รีบเข้ามาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นอกจากถามถึงการเดินทางทั่วไปแล้ว นางก็เริ่มเล่าถึงต้นสายปลายเหตุของการไปเจียงหนานทันที

“เจ้ารู้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องยกความดีให้บิดาบุญธรรมของเจ้า” นางพูดรวดเดียวไม่หยุด “ตอนนั้นเขาพูดเรื่องจะซื้อจวนที่เจียงหนาน เพื่อเตรียมให้พี่รองของเจ้าไปสอบเซียงซื่อ พอนายท่านผู้เฒ่าได้ยินเข้า ก็เลยคิดจะพาคนทั้งจวนไปอยู่เจียงหนานสักระยะ”

น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่เขาทำ…จะกลายเป็นการช่วยชีวิตคนทั้งจวนไว้”

เจียงอวี้เหิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเพียงยกยิ้มเล็กน้อย มิได้เอ่ยสิ่งใด

ความจริงเรื่องนี้ต้องยกความดีให้กับเจียงมู่ไป๋ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องซื้อจวน บุตรชายผู้นี้ยังกล่าวถึงเส้นทางการค้าผ้าไหมที่ควรใส่ใจมากขึ้นในเจียงหนาน โดยอ้างว่าหากเขาสอบเป็นจวี่เหริน สกุลเจียงก็ควรที่จะจริงจังกับการค้าผ้าไหมที่เจียงหนานมากขึ้น เป็นเหตุให้บิดาชราของตนเมื่อรู้ข่าวนี้ จึงเล่นใหญ่ขนาดพาทุกคนไปอยู่เจียงหนานสักระยะ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ไม่คิดเลยว่าการไปเจียงหนานครั้งนี้ จะสามารถเลี่ยงภัยพิบัติใหญ่ได้หนึ่งครั้ง

ตอนได้ยินข่าวน้ำท่วมทุกคนล้วนแต่ร้อนใจที่เจียงมู่ไป๋กับเหยาอวี้ไม่มาเจียงหนานสักที โชคดีที่ผ่านไปไม่กี่วันเหยี่ยวเสียงฟงก็นำสาส์นรายงานความปลอดภัยของทั้งคู่ที่เมืองหลิงหยวนมา แต่เพราะติดภารกิจบางอย่างอยู่จึงทำให้กลับเหออันล่าช้า

จางซื่อพยักหน้าน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้ นางจะประสบเหตุการณ์เฉียดตายถึงสองครั้ง

“อวี้เอ๋อร์…แม่แทบกินนอนไม่ได้ ดีที่นายท่านรองบอกว่าเจ้าปลอดภัยอยู่กับคุณชายรอง เจ้าคงไม่รู้ว่าที่เจียงหนานที่รุ่งเรืองนั้น เต็มไปด้วยผู้อพยพมากมายเพียงใด โชคที่จวนเจียงที่เจียงหนานนั้นมีข้าวสารและเสบียงอยู่ในคลังจวนเกือบหมื่นตั้น คุณชายรองช่างมองการณ์ไกลนัก อีกทั้งพวกแม่ก็นำเครื่องปรุงไปเกือบหมด พวกเราจึงอยู่แต่ภายในจวนโดยไม่ต้องออกไปพบความวุ่นวายภายนอก” นางพูดแทบไม่หายใจ ก่อนจะก่อนเชิงตำหนิต่อว่า “แต่เจ้าดีนัก เที่ยวเล่นที่เมืองชายแดนนั่นไม่ยอมกลับมาสักที”

เจียงมู่ไป๋กับเหยาอวี้ตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องไท่จื่อกับใคร ดังนั้นทุกคนจึงมองว่าการอยู่ที่เมืองหลิงหยวนของทั้งคู่เป็นเพราะการพักผ่อนเที่ยวเล่นของเด็กๆ

ตอนนี้ทุกคนรวมตัวอยู่กันที่โถงหลักฝั่งตะวันตกของเรือนสาขา ความจริงผู้เยาว์ที่เพิ่งกลับจวนมาควรไปคารวะผู้อาวุโสในจวนก่อน แต่เจียงมู่ไป๋ส่งอาไฉไปแจ้งด้วยตนเองแทนแล้ว นางจึงไม่ต้องโผล่หน้าไปให้เสียเวลา

เหยาอวี้ยกยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง “ข้านำของฝากจากเมืองหลิงหยวนมาให้ทุกคนเจ้าค่ะ” นางพูดจบบ่าวรับใช้ก็ทยอยยกหีบไม้และห่อผ้าเข้ามาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

เมื่อเปิดออก ภายในเต็มไปด้วยของแปลกตาจากชายแดน

มีทั้งผ้าทอสีสดจากเผ่าเกาซือ ลวดลายหยาบแต่มีเอกลักษณ์ สีแดง น้ำเงิน และทองตัดกันอย่างโดดเด่น

กำไลเงินแกะลาย และเครื่องประดับเล็กๆ ที่มีเสียงกระทบกันเบาๆ ยามขยับ

หนังสัตว์เนื้อนุ่มที่ผ่านการฟอกอย่างดี ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมาะกับการใช้ในฤดูหนาวที่ใกล้จะถึง

ยังมีขนมพื้นเมืองบางชนิด รูปร่างแปลกตา ห่อด้วยใบไม้แห้ง มีกลิ่นหอมหวานปนเครื่องเทศ และของชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกหลายอย่าง ที่แม้จะมิได้มีค่ามาก แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชายแดน

เฉียนซื่อมองภาพตรงหน้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ รอยยิ้มของนางนุ่มนวล อ่อนโยนดุจผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก “เอาเถอะๆ” นางเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ “ถึงอย่างไรเด็กๆ ก็กลับมาปลอดภัยมิใช่หรือ”

คำพูดนั้นมิได้เพียงปลอบจางซื่อ แต่ยังช่วยคลี่คลายบรรยากาศให้ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว

จางซื่อชะงักไปเล็กน้อย สายตาที่เดิมเต็มไปด้วยความห่วงใยและตำหนิ ค่อยๆ อ่อนลง

นางเหลือบมองของฝากที่วางเรียงอยู่ตรงหน้า ผ้าทอสีสด เครื่องประดับ และของแปลกตาอีกหลายอย่าง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

ความจริงแล้ว…ก็เป็นเช่นที่เฉียนซื่อกล่าว ไม่ว่าผ่านอะไรมาก็ตาม ขอเพียงบุตรสาวของนางกลับมาอย่างปลอดภัย ก็เพียงพอแล้ว

ดวงตาของจางซื่อเริ่มชื้นขึ้นอีกครั้ง นางยกมือขึ้นเช็ดหางตาเบาๆ ราวกับไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น

แต่เหยาอวี้ กลับมองเห็นชัดเจน เด็กหญิงโน้มตัวเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล ก่อนจะกอดมารดาไว้แน่น ศีรษะเล็กซบลงกับบ่าของจางซื่ออย่างออดอ้อน

การกระทำนั้นเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

เจียงอวี้เหิงมองบุตรสาวบุญธรรมอย่างเอ็นดู ยิ่งมองบุตรชายที่ร่างกายสูงใหญ่กว่าตอนที่เห็นล่าสุด

เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือนเจียงมู่ไป๋ก็เหมือนจะเติบโตและแข็งแรงแล้ว

สายตาที่มองเหยาอวี้ก็ยิ่งเต็มไปด้วยความรุ้สึกขอบคุณ เพราะเขารู้ดีว่าที่บุตรชายหายดีเช่นนี้ มีส่วนของเด็กหญิงผู้นี้ไม่น้อย

ก่อนจะปรับสีหน้าเข้มขรึม เพื่อบอกกล่าวเรื่องสำคัญ

“ช่วงนี้…หากไม่จำเป็น ก็อย่าเพิ่งออกนอกจวนนัก” เสียงของเจียงอวี้เหิงเอ่ยขึ้นเรียบๆ มิได้ยืดยาว แต่เพียงพอให้ผู้ฟังรับรู้ถึงความจริงจัง

“พวกเจ้าก็คงเห็นสภาพของเหออันระหว่างทางมาแล้ว”

เขาพูดเท่านี้แล้วไม่อยากลงรายละเอียดให้มากนัก เพราะตอนแรกที่พวกเขามาที่เหออันนั้น เต็มไปด้วยภาพซากศพของชาวบ้านที่ขึ้นอืด

เฉียนซื่อฟังสามีเกริ่นก็พยักหน้า แล้วลดเสียงลงเล็กน้อย ราวกับสิ่งที่จะกล่าวต่อ…มิใช่เรื่องที่ควรเอ่ยดังนัก

“พวกเจ้าคงยังไม่รู้” นางเริ่มช้าๆ “แท้จริงแล้ว พานกวนตู้ผู้นั้น…ได้มีคำสั่งให้ชาวบ้านอพยพตั้งแต่วันแรกแล้ว” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในโถงนิ่งลงเล็กน้อย

“แต่กลับเป็นนายอำเภอ…ที่ไม่ยอม” เฉียนซื่อถอนหายใจเบาๆ “เขาบอกว่าเหออันติดทะเล ย่อมระบายน้ำได้ดี ยังกล่าวหาว่าพานกวนตู้สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนเสียอีก ถึงขั้นสั่งห้ามไม่ให้เขาพูดเรื่องนี้อีก” เสียงของนางต่ำลงอีก “โชคดีที่ตำแหน่งของนายอำเภอต่ำกว่าพานกวนตู้หนึ่งขั้น จึงไม่อาจสั่งขังเขาได้”

เรื่องราวเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้รอดชีวิตเล่าต่อกันมา

“แต่ถึงอย่างไร…” เฉียนซื่อเอ่ยต่อ “อำนาจสั่งการในอำเภอ ก็ยังอยู่ในมือของนายอำเภอ พานกวนตู้จึงทำได้เพียงพาคนในจวนของตนเองออกไป และแอบประกาศเตือนคนแถวท่าเรือ ให้รีบอพยพก่อนน้ำจะมา”

ภาพเหตุการณ์ค่อยๆ ถูกถ่ายทอดออกมาทีละเหตุการณ์

“ตอนนั้นมีชาวบ้านจำนวนหนึ่ง…ที่ได้ยินข่าว ก็รีบหนีตาม แต่กลับทำให้นายอำเภอไม่พอใจ เขาคิดว่าพานกวนตู้ละเลยคำสั่งของตน” เสียงของนางเคร่งขึ้นเล็กน้อย “วันต่อมา…จึงสั่งปิดประตูเมือง ตรวจคนเข้าออกอย่างเข้มงวด”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศหนักอึ้งทันที

“และในวันที่สาม…” เฉียนซื่อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงแผ่วลง “ผู้คนจำนวนมาก…หนีน้ำไม่ทัน”

ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดต่อ ความเงียบแผ่คลุมทั่วโถง ราวกับทุกคนต่างมองเห็นภาพเดียวกันในใจ

ภาพของผู้คนที่ติดอยู่ภายในกำแพงเมือง ท่ามกลางสายน้ำที่ถาโถมเข้ามา

“สร้างกรรมจริงๆ…” จางซื่อพึมพำ

น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงตำหนิ แต่เต็มไปด้วยความเวทนา…ต่อผู้คนที่มิอาจเลือกชะตาของตนเองได้เลย

“เช่นนั้นนายอำเภอตู้?” เหยาอวี้เลิกคิ้วถาม

“เฮ้อ คนเลวมักอายุยืน” เฉียนซื่อกล่าว “ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีรถม้าที่แข็งแรง ในวันที่สามเมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มเลยตาตุ่ม ก็รีบขึ้นรถม้าหนีตายทันทีทั้งครอบครัว ทิ้งให้ชาวบ้านที่ไม่มีเกวียนวัว หรือรถม้าต้องรับชะตากรรมด้านหลัง” นางรู้สึกโกรธแค้น และดีใจจริงๆ ที่ไม่ต้องเกี่ยวดองกับคนจวนนั้น

“เช่นนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เสียชีวิต ก็คือคนที่ไม่มีรถม้า หรือเกวียนวัวสินะเจ้าคะ” เหยาอวี้รู้สึกหดหู่