ตอนที่ 166
ตอนที่ 166
ตอนที่ 166
“เฮ้อ นำภัยสู่บ้านเมืองนำเคราะห์สู่ราษฎร[1] น่าสงสารพวกชาวบ้านจริงๆ” จางซื่อทอดถอนใจ
“เช่นนั้นทางการก็ไม่ปล่อยเขาไว้ใช่ไหมเจ้าคะ” เหยาอวี้ถาม
เจียงอวี้เหิงฟังคำถามก็ทำสีหน้าไม่ถูก “ลงโทษน่ะก็มี แค่ถอดยศ ลดขั้น ยึดทรัพย์ แล้วก็โบยห้าสิบไม้” เขาพูดช้าๆ ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อย “ว่ากันว่า…ไม้ยังไม่ถึงครึ่ง เขาก็หมดสติไปแล้ว” ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยต่อ “แต่ถึงอย่างไร…ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องเนรเทศหรือประหาร”
บรรยากาศในโถงพลันเงียบลง
“ดูเหมือนว่าอดีตนายอำเภอตู้ผู้นี้ จะมีเบื้องหลังเป็นคนจากจงหยวน”
คำว่าจงหยวนถูกเอ่ยออกมาเบาๆ แต่กลับทำให้ผู้ฟังทุกคนเข้าใจในทันที…ว่าเรื่องนี้ มิใช่สิ่งที่พวกเขาควรเอ่ยถึงมากนัก
“ในคำให้การ เขายังอ้างว่าทำไปเพราะความไม่รู้ และกลัวชาวเมืองจะตื่นตระหนกเท่านั้น”
เฉียนซื่อได้ฟังก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะพึมพำเสียงเบา
“โบยห้าสิบไม้แล้วอย่างไร…คนที่ตายไปจะฟื้นหรือ?”
ไม่มีผู้ใดตอบ
เจียงอวี้เหิงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจต้านทานความเจ็บแค้นของคนในเหออันได้ ที่ว่าการอำเภอจึงถูกชาวบ้านกดดันจนต้องตัดสินโทษเขาอย่างที่บอกไป” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“นายอำเภอคนใหม่…เป็นคนจากราชสำนักกลางโดยตรง หวังว่าเหออัน…คงจะดีขึ้นในไม่ช้า”
ยามนี้ตระกูลตู้ล้วนต้องย้ายออกจากจวนนายอำเภอ ซึ่งเขาย้ายไปที่ตรอกชิงหลางแล้ว แม้จะไม่ใช่จวนใหญ่ แต่ก็ถือว่ายังมีเงินจึงสามารถอยู่ในตรอกนี้ได้ แม้ว่าเขาจะถูกยึดทรัพย์ไปหมดแล้วก็ตาม แต่เพราะเขาใช้สินเดิมของฮูหยิน ดังคำกล่าวที่ว่าอูฐผอมก็ยังมีเนื้อมากกว่าม้า
อย่างไรตู้ฉางหมิงก็เป็นก้งซื่อ[2] แม้จะถูกถอดยศขุนนาง แต่ก็ยังรักษาสถานะก้งซื่อไว้ได้ ก็นับว่ายังเป็นบัณฑิต โชคดีที่ได้เส้นสายจากจงหยวนช่วยไว้ เขาจึงยังรักษาชีวิตได้อยู่
แต่การถูกโบยห้าสิบไม้ในวัยนี้ ก็ไม่ต่างกับการก้าวเท้าสู่ปรโลกไปหนึ่งข้าง
ภายในเรือนเล็กในตรอกชิงหลาง กลิ่นสมุนไพรต้มขมผสมกลิ่นเขียวของยาที่โปะอยู่บนแผล ลอยอวลไปทั่วห้องอย่างหนาแน่นจนชวนอึดอัด
ตู้ฉางหมิงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงไม้ ร่างกายซูบผอมลงไปมาก แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงบัดนี้เต็มไปด้วยรอยช้ำเขียวคล้ำ ผ้าพันแผลชื้นไปด้วยยาน้ำสีเข้ม เสียงหายใจของเขาหนักและขาดช่วง ราวกับทุกครั้งที่สูดลมหายใจ ล้วนต้องฝืนทนต่อความเจ็บปวดที่กัดกินลึกถึงกระดูก
ข้างเตียงมีหม้อดินตั้งอยู่ กลิ่นยาจากโรงหมอกู้จี้อี้กวนยังคงกรุ่นไม่จาง ผู้ปรุงยาเพิ่งจากไปได้ไม่นาน
ตู้ซือหลิงยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ ส่วนตู้เถียนเถียนนั่งอยู่ใกล้ๆ ดวงตาแดงช้ำจากการร้องไห้ไม่หยุดข้างๆ มารดา
ครู่หนึ่ง ตู้ซือหลิงจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ข้าได้ยินคนในอำเภอพูดกันว่า…เจียงมู่ไป๋กับเด็กคนนั้นกลับมาถึงเหออันแล้ว”
ตอนนี้ตู้ซือหลิงรู้เรื่องที่แท้จริงหมดแล้ว แม้จะรู้ว่าเป็นฝังตนที่ทำผิด แต่ถึงอย่างไรก็เป็นน้องสาวและบิดาของตน เขายอมเข้าข้างมากกว่า ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าสุดท้ายเจียงมู่ไป๋ผู้นั้นจะหายป่วยได้
คำพูดนั้นทำให้ตู้เถียนเถียนเงยหน้าขึ้นทันที
ตู้ซือหลิงกล่าวต่อช้าๆ
“ตอนอยู่เจียงหนาน ข้าก็ไม่เห็นพวกเขาเลย สืบไปสืบมา จึงรู้ว่าแยกตัวไปทางชิงเฟิง” เขาหยุดเล็กน้อย คล้ายยังรู้สึกประหลาดใจ “ที่นั่นน้ำท่วมก่อนเหออันเสียอีก ตอนแรกข้านึกว่าพวกเขาคง…ไม่รอดแล้ว”
เขายิ้มจางๆ อย่างไม่อาจปิดบังความค้างคาในใจ
“ไม่คิดเลยว่า…สุดท้ายจะมากับกองทัพหลิงหยวน ดูเหมือนว่าจะหนีน้ำไปถึงหลิงหยวนจริงๆ”
คำว่ากองทัพหลิงหยวน ทำให้บรรยากาศในห้องนิ่งลงไปเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือพวกเขารู้จักคนในกองทัพ
ตู้ฉางหมิงที่นอนนิ่งอยู่ก่อนหน้า ขยับตัวเล็กน้อย เสียงครางต่ำหลุดออกจากลำคอ ก่อนจะฝืนเอ่ยขึ้น
“เจียง…มู่ไป๋…”
น้ำเสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ยังคงแฝงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
“เด็กหนุ่มคนนั้น…ดูเหมือนจะดีขึ้นแล้วสินะ”
ตู้ซือหลิงพยักหน้า “ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก ไม่เหมือนก่อนแล้ว”
ตู้ฉางหมิงหลับตาลงครู่หนึ่ง คล้ายกำลังนึกถึงบางสิ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว ความเจ็บปวดทำให้หน้าผากเขาเหยเก แต่ก็ยังฝืนกล่าวต่อ
“ถึงข้าจะไม่ใช่นายอำเภอแล้ว…” เสียงของเขาขาดช่วงไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างช้าๆ “แต่หากเจ้า…สอบได้จวี่เหริน…” สายตาของเขาเหลือบไปทางบุตรชาย “ไม่แน่ว่า…เรื่องแต่งงานของน้องเจ้า อาจยังพอพลิกฟื้นได้”
คำพูดนั้นทำให้ตู้เถียนเถียนชะงักงัน ใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว
“ท่านพ่อ…” นางเอ่ยเสียงเบา แววตาทั้งเขินอายและสับสนปะปนกัน
ตู้ฉางหมิงมองบุตรสาวเพียงครู่ ก่อนจะถอนหายใจกับท่าทีนั้น คราวนี้จึงแฝงความเหนื่อยล้าไม่น้อย เขาเพียงแค่หยั่งเชิง ไม่คิดว่าบุตรสาวของตนยังจะคิดไม่ได้ ยามนี้คนตระกูลเจียงยิ่งไม่เห็นหัวตระกูลตู้กว่าเดิม ดังนั้นจะพลิกฟื้นอันใดได้!
“เรื่องย้ายไปจงหยวน…คงหมดโอกาสแล้ว” เขาพูดช้าๆ “แต่หากเจ้าได้เป็นจวี่เหริน อีกสามปีก็ยังมีสอบฮุ้ยซื่อ[3] ถึงตอนนั้น…พวกเราค่อยคิดกันใหม่”
เขาหยุดพักหายใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างเยือกเย็น
“เจียงมู่ไป๋ผู้นั้น…แม้จะเป็นอั้นโฉ่ว แต่ก็ห่างตำราไปนาน สอบเซียงซื่อรอบนี้…ใช่ว่าจะง่าย”
คำพูดนั้นทำให้ตู้ซือหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แต่ในงานกวีวสันต์…” เขาเอ่ยช้าๆ “ฝีมือของเขา…มิได้ดูด้อยลงเลย”
ตู้ฉางหมิงหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงแหบพร่า
“กวีกับการสอบ…หาใช่สิ่งเดียวกันไม่” เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อย สายตากลับคมขึ้นชั่วขณะ
“แค่สุนทรียภาพในงานเลี้ยงวสันต์ จะไปเทียบกับสนามสอบเคอจวี่ได้อย่างไร… ที่นั่น ทุกตัวอักษร…คือความเป็นความตายของอนาคตขุนนางทั้งสิ้น”
เขามองบุตรชายตรงๆ “เจ้ามีข้าคอยชี้แนะทุกคืนวัน ย่อมเหนือกว่าลูกพ่อค้าผู้นั้นอยู่แล้ว” คำพูดนั้นหนักแน่น แม้ร่างกายจะอ่อนแรง “ถึงตอนนั้น…” เขากล่าวต่อช้าๆ “น้องสาวเจ้า ก็ไม่จำเป็นต้องชายตาแลเขาด้วยซ้ำ”
สายตาของเขาหันไปหาตู้เถียนเถียน
“เถียนเถียน…เรื่องแต่งงานของเจ้า แม้จะช้าลงบ้าง ก็ใช่ว่าจะไม่ดี” น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “เรื่องเช่นนี้ ต้องค่อยๆ ดู…บางที คนสกุลเจียงนั่น อาจไม่เหมาะกับเจ้าก็เป็นได้”
ตู้เถียนเถียนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ในใจของนางพลันเกิดความรู้สึกสับสนวุ่นวายกว่าเดิม
แม้จะมีจวี่เหรินอีกสักร้อย หรือก้งซื่ออีกสักสิบ…
แต่ผู้ใดเล่าจะหล่อเหลาและโดดเด่นได้เท่าเจียงมู่ไป๋ผู้นั้น
ทว่าความคิดนั้น นางมิอาจเอ่ยออกมาได้ เรื่องการแต่งงานอย่างไรก็ต้องฟังคำแม่สื่อ และบิดามารดา สุดท้าย…นางเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เพราะไม่คาดคิดเลยว่าเหออันจะเผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงถึงเพียงนั้น คนในจวนตู้จึงมิได้เตรียมการใดนอกจากการหนีเอาชีวิตรอด
ในช่วงแรกที่ข่าวน้ำหลากเริ่มแพร่กระจาย ราคาข้าวสารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตู้ฉางหมิงยอมกัดฟันจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อกักตุนไว้ ด้วยหวั่นเกรงว่าในยามคับขันจะไร้แม้แต่ข้าวสักเม็ดประทังชีวิต
ทว่าเขามิอาจคาดคิดได้เลยว่า เพียงไม่นานหลังจากนั้น ราชโองการจากส่วนกลางจะส่งถึงเจียงหนาน สั่งการให้ยึดซื้อข้าวจากพ่อค้าทั้งหมดในราคาตลาด แล้วนำมาแจกจ่ายแก่ชาวบ้านและผู้อพยพในแต่ละวันอย่างทั่วถึง
เงินจำนวนมากที่จ่ายไปในยามตื่นตระหนก…กลับกลายเป็นเพียงความสูญเปล่า
ตู้เถียนเถียนมองบิดาที่นอนซมอยู่บนเตียง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
นางไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตของคุณหนูนายอำเภอจะพลิกผันตกต่ำได้ถึงเพียงนี้
ในสายตาของนาง บิดามิได้กระทำความผิดร้ายแรงอันใดเลย
ผู้ใดเล่าจะหยั่งรู้ฟ้าดิน…ว่าจะเกิดอุทกภัยใหญ่เช่นนั้นได้?
ความคิดนั้นเพิ่งจางไปไม่ทันไร ภาพของอีกตระกูลหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ
ตระกูลเจียง…
คนเหล่านั้นออกจากเหออันไปตั้งแต่ก่อนน้ำจะหลากเสียอีก ทั้งยังไปตั้งหลักที่เจียงหนาน ซื้อจวนหลังใหญ่โอ่อ่า ทั้งยังไม่ต้องออกมาซื้อของเสมือนว่ามีเสบียงจำนวนมากในจวน ราวกับเตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว
ขณะผู้คนภายนอกอดอยาก ดิ้นรนเอาชีวิตรอด
พวกเขากลับปิดประตูจวน ใช้ชีวิตกินดื่มอย่างสงบสุข ราวกับภัยพิบัตินั้นไม่เคยมีอยู่จริง
ความขมขื่นพลันก่อตัวขึ้นในอกของนางอย่างไม่อาจระงับ
ในใจตู้เถียนเถียนอดบริภาษมิได้
คนพวกนั้น…จะต้องรู้ล่วงหน้าแน่นอน
รู้ทั้งรู้…แต่กลับไม่คิดจะเตือนผู้ใด
ช่างเย็นชา…ช่างใจจืดใจดำยิ่งนัก
ไม่แปลกที่จะมีคนคิดเช่นนี้ และมีหลายคนที่คิดเช่นกัน แต่ทั้งนายท่านผู้เฒ่า กับนายท่านเจียงคนปัจจุบันกลับหัวเราะแล้วบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นโชคดีจริงๆ
อีกทั้งตอนที่พวกเขาย้ายไปพักที่เจียงหนาน ก็ยังขยายกิจการผ้าไหมที่เจียงหนานเสียใหญ่โต ทั้งซื้อร้านรวงเพิ่ม และโรงงานทอผ้า เหมือนตั้งใจจะไปขยายกิจการจริงๆ และที่รอดพ้นน้ำท่วมได้ก็แค่เหตุบังเอิญ
ไหนจะลองติดต่อสำนักเรียนที่เจียงหนานไว้ด้วยซ้ำ เผื่อเป็นลู่ทางให้หลานชายทั้งสองของตนได้เข้าเรียนในอนาคต
และหากไม่ใช่เพราะเกิดน้ำท่วมจนกังวลจวนที่เหออัน นายท่านผู้เฒ่าก็ยังคิดจะอยู่เจียงหนานต่อไป ไม่คิดจะกลับมาในช่วงเวลานี้ด้วยซ้ำ
[1] นำภัยสู่บ้านเมือง นำเคราะห์สู่ราษฎร 祸国殃民 (Huò guó yāng mín) หมายถึง ขุนนางหรือผู้มีอำนาจที่บริหารงานผิดพลาดหรือทุจริต จนทำให้ประเทศชาติเสียหายและประชาชนต้องรับกรรม
[2] ก้งซื่อ คนที่สอบผ่านการสอบรอบ ฮุ้ยชื่อ (会试)
[3] ฮุ้ยซื่อ (会试) คือการสอบที่จัดขึ้น ณ เมืองหลวง ทุก 3 ปี มักสอบในฤดูใบไม้ผลิ จึงเรียกว่า ชุนซื่อ