ตอนที่ 167
ตอนที่ 167
ตอนที่ 167
ถั่วเหลืองที่เคยเก็บสะสมไว้ในโกดังที่เจียงหนาน ถูกทยอยลำเลียงกลับมายังเหออันเป็นระยะ
บางส่วนถูกนำไปหมักเป็นซีอิ๊ว บางส่วนแปรรูปเป็นเต้าหู้ในปริมาณมาก
ในขณะเดียวกัน ราชโองการบังคับยึดซื้อข้าวจากพ่อค้าคนกลางก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
ไม่นานนัก พ่อค้าจากหัวเมืองต่างๆ ก็เริ่มทยอยกลับเข้าสู่เหออันอีกครั้ง เสียงล้อเกวียนและการต่อรองราคาค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวา ทว่าราคาข้าวสารก็เริ่มขยับสูงขึ้นตามกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
แต่ครานี้…สถานการณ์กลับแตกต่างจากเดิม
เพราะนายอำเภอคนใหม่เป็นขุนนางที่ส่งตรงมาจากราชสำนักกลาง มีอำนาจรายงานและตรวจสอบการทุจริตได้โดยตรง
ผู้ใดฉวยโอกาสกักตุนหรือโก่งราคาเกินควร หากถูกตรวจพบ ไม่เพียงแต่จะถูกลงโทษเท่านั้น ข้าวทั้งหมดในครอบครองยังอาจถูกยึดเป็นของกลางโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแม้แต่น้อย
ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ แม้ราคาข้าวจะยังสูงกว่าก่อนเกิดภัยพิบัติอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่พอรับได้ มิได้พุ่งทะยานจนถึงขั้นสิบเท่าหรือร้อยเท่าเช่นในช่วงแรก
ชาวบ้านที่เคยสิ้นหวัง ค่อยๆ ได้เห็นความเป็นระเบียบกลับคืนมา
เสียงสรรเสริญนายอำเภอคนใหม่จึงเริ่มดังขึ้นตามท้องถนนและตลาดสด
“นี่คือถั่วเหลืองหรือ?”
ฝานซูเมิ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะยืนมองกองเมล็ดถั่วสีเหลืองนวลที่แช่น้ำไว้ในอ่างไม้
เมื่อวานนางเพิ่งแยกตัวไปกับทหารหลิงหยวน แต่วันนี้กลับสวมบทสาวใช้ดังเดิม คอยติดตามเหยาอวี้มาถึงครัวฝั่งเรือนป่าไผ่ สถานที่ซึ่งยามนี้ได้กลายเป็นฐานการผลิตของตระกูลรองไปแล้ว
เหยาอวี้เองก็ไม่เคยเข้าใจโครงสร้างภายในจวนเจียงอย่างลึกซึ้งนัก นางรู้เพียงว่าภายในจวนแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งตระกูลหลักและฝั่งตระกูลรอง แม้จะยังอยู่ในทะเบียนครัวเรือนเดียวกันก็ตาม
ส่วนอนุภรรยาและเรือนย่อยอื่นๆ ต่างก็มีพื้นที่ของตนเองกระจายอยู่โดยรอบ แต่ละเรือนแทบไม่ก้าวก่ายกัน
อาจเพราะอำนาจการจัดการจวนอยู่ในมือของเจี่ยซื่อ ฮูหยินใหญ่ผู้มีนิสัยสงบเรียบร้อย อีกทั้งนายท่านเจียงในปัจจุบันก็มิได้มีอนุอื่นให้เกิดความวุ่นวาย ความสัมพันธ์ภายในจึงราบรื่นกว่าจวนอื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลรองของเจียงอวี้เหิงก็ไม่เคยคิดแย่งชิงอำนาจ อีกทั้งกิจการค้าของตนก็เติบโตพอเลี้ยงดูผู้คนในสายของตนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์หลักของจวน
ดังนั้นภาพรวมของทั้งสองฝั่งจึงคล้ายน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ต่างคนต่างอยู่โดยสงบ
ที่สำคัญ…นายท่านผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่
และอาจเป็นเพราะมีหลานชายที่ชื่อเจียงมู่ไป๋ ทำให้นายท่านผู้เฒ่าทำใจแยกบ้านกับตระกูลรองไม่ได้ ทั้งยังสนับสนุนกำลังทรัพย์รวมถึงมอบอำนาจจัดการจวนฝั่งตะวันตกให้ตระกูลรองจัดการกันเอง โดยที่ฮูหยินผู้เฒ่ามากล้าสอดมือมายุ่งเหมือนเรือน อื่นๆ ได้
ชีวิตความเป็นอยู่ของเรือนฝั่งตะวันตกจึงสงบยิ่งกว่าที่อื่นในจวน กระทั่งว่าคุณหนูสามจากตระกูลหลัก ยังมักแวะเวียนมาเป็นแขกประจำที่นี่เสมอ
และหลังจากได้ไปเจียงหนานร่วมกัน ความสนิทสนมระหว่างนางกับจางซื่อยิ่งแน่นแฟ้น ราวกับแม่ลูกที่พลัดพราก เสียยิ่งกว่าเหยาอวี้เองเสียอีก
ยามนี้ คุณหนูสามผู้เป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของฮูหยินใหญ่ กำลังนั่งอยู่ข้างโม่หิน บดถั่วเหลืองอย่างตั้งอกตั้งใจจนปลายแขนขึ้นสีแดงเรื่อ
ภาพนั้นทำให้คนที่เห็นอดยิ้มไม่ได้ คุณหนูผู้สูงศักดิ์ กลับกลายเป็นแรงงานในครัวไปเสียแล้ว
“ใช่แล้ว” เจียงจื่อหรงตอบสั้นๆ ก่อนจะปรายสายตามองฝานซูเมิ่งเพียงครู่ เมื่อเห็นใบหน้าที่จืดจางก็ละความสนใจไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
นางได้ยินมาว่าเหยาอวี้มีสาวใช้ติดตัวมาจากเมืองหลิงหยวน วันนี้นางจึงพาบ่าวรับใช้ของตนมาบ้าง ของนางมีถึงสองคนชื่อว่าเสี่ยวเถากับเสี่ยวอิง ทั้งสองถูกเกณฑ์มาช่วยกันทำเต้าหู้ที่แสนอร่อยที่นางได้กินตอนที่เจียงหนานฝั่งจวนตระกูลสาขา
ที่เจียงหนานเจียงมู่ไป๋ซื้อจวนใหญ่สองจวนตรงข้ามกัน ทำให้ทั้งสองตระกูลเหมือนถูกแยกอย่างชัดเจน แต่ตอนนั้นกระชั้นชิดมาก เพียงสองสัปดาห์ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ที่ดินแพงมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว สองสัปดาห์ก่อนน้ำท่วมนั้นจึงซื้อได้แค่ร้านรวงจำนวนหนึ่ง และพื้นที่ทำโรงงานทอผ้าอีกสองที่เท่านั้น ยามนั้นแม้ผู้เฒ่าเจียงจะอยากซื้อจวนใหญ่เพื่อรวมกัน ก็ยากนักที่จะหาจวนใหม่ได้
บ่าวหญิงทั้งหมดล้วนช่วยงานตามขั้นตอนแรงงานทั่วไปเท่านั้น
ส่วนขั้นตอนสำคัญอย่างการปรุงน้ำดีเกลือ สำหรับทำให้เต้าหู้จับตัว กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้
อัตราส่วน วิธีผสม หรือแม้แต่น้ำที่ใช้ ล้วนเป็นความลับที่มีเพียงจางซื่อและเฉียนซื่อเท่านั้นที่ลงมือทำเอง ขั้นตอนอื่นจึงถูกแบ่งให้บ่าวรับใช้ทำตามลำดับอย่างเคร่งครัด
เหยาอวี้มองภาพตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“อีกไม่นาน…พวกเราคงจ้างคนทำกันทั้งวันทั้งคืนแล้ว”
เจียงจื่อหรงหัวเราะเบาๆ พลางหยุดมือพักหนึ่ง
“ได้ยินว่าพี่รองคิดจะเปิดร้านขายเต้าหู้จริงหรือ?”
เหยาอวี้พยักหน้าเล็กน้อย ความจริงไม่ใช่เจียงมู่ไป๋ ต้นคิดก็คือตัวนางเอง
แต่สตรีในยุคนี้หากออกหน้ามากไปมักถูกต่อต้านได้ง่าย ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้แต่ยุ่งยากกว่า
ในเมื่อมีเจียงมู่ไป๋ที่รู้ความลับนางมากกว่าใคร เขาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะออกหน้าแทนนาง
“ไม่ใช่แค่ขายเต้าหู้ราคาไม่แพง แต่จะรับซื้อถั่วเหลืองจากชาวบ้านด้วย” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างจริงจัง “ตอนนี้ปลูกข้าวไม่ทันแล้ว ดินก็เริ่มแห้ง หากปล่อยไว้…ปีหน้าคงลำบากยิ่งกว่าเดิม”
เจียงจื่อหรงฟังแล้วพยักหน้าช้าๆ
“ถ้าเช่นนั้น…ก็เหมือนกันช่วยทั้งอาหาร ทั้งรายได้”
“อืม” เหยาอวี้ยิ้มจางๆ “อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ตอนนี้คนซื้อผ้าใหม่ๆ โดยเฉพาะผ้าไหมก็ยากขึ้น”
ไหนจะซีอิ๊วอีก ด้วยเครื่องปรุงที่วิเศษนี้ ทำให้อาหารที่ทำจากเต้าหู้จืดๆ รังสรรเป็นรสชาติที่ใครกินก็ต้องติดใจ
นางไม่ได้คิดผูกขาดการค้านี้ไว้เพียงผู้เดียว เพราะทุนก้อนแรกเงินแสนตำลึง ล้วนมาจากเจียงมู่ไป๋
การร่วมทุนครั้งนี้ จึงไม่ต่างจากการผูกผลประโยชน์เข้ากับตระกูลรองเจียงโดยตรง
ไม่นาน อาไฉก็ได้นำผังร้านค้าหลายแห่งมาให้เลือก
ขอเพียงเต้าหู้ผลิตได้ในปริมาณที่มั่นคง เหยาอวี้ก็พร้อมจะออกไปดูทำเล และลงนามสัญญาเปิดร้านได้ทันที
ภายในครัวเล็กๆ แห่งนี้ เสียงโม่หินบดถั่วดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับกำลังบดความหวังใหม่ ของเหออันให้ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นทีละน้อย
ฝานซูเมิ่งมองความวุ่นวายในครัวอย่างไม่คิดที่จะอยากรู้ความลับทางการค้าของผู้ใด ทว่าใบหน้าของจางซื่อที่นำน้ำดีเกลือที่ผสมอัตราส่วนพอเหมาะเข้ามาให้บ่าวผู้หนึ่ง ทำให้นางจำต้องเรียกนกพิราบส่งสารจากหลิงหยวนออกมา
หลายวันต่อมา เจียงจื่อหรงไปขออนุญาตเจี่ยซื่อเพื่อออกนอกจวนไปกับเหยาอวี้
เจี่ยซื่อมิได้กล่าวห้ามแต่อย่างใด
ในสายตาของนาง การที่ทั้งจวนสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้มาได้ ส่วนหนึ่งล้วนมาจากความคิดของเจียงมู่ไป๋ที่ต้องการขยายกิจการไปยังเจียงหนานตั้งแต่แรก
ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่เหยาอวี้ก้าวเข้ามาอยู่ในจวน เรื่องราวดีๆ ก็เหมือนจะทยอยเกิดขึ้นไม่ขาดสาย
มิใช่เพียงฝั่งตระกูลรองเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แม้แต่ตระกูลหลักเองก็ยังได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ดังนั้นเมื่อลูกสาวอยากออกไปข้างนอกกับเหยาอวี้ นางจึงเพียงกำชับเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้ไปตามใจ
ส่วนเจียงมู่ไป๋…
แม้ปกติจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องตำรา ราวกับมีเรื่องให้จัดการไม่รู้จบ แต่ครานี้กลับออกมาร่วมทางด้วย
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนผ่านถนนในเหออัน ภาพของเมืองที่เพิ่งผ่านภัยพิบัติยังคงปรากฏให้เห็นเป็นระยะ
บางช่วงถนนยังคงเงียบงัน ร้านค้าหลายแห่งปิดตาย บานประตูไม้ซีดจางไร้ผู้ดูแล
เหยาอวี้เลือกทำเลร้านไว้ล่วงหน้าแล้ว
มิใช่ถนนสายหลักที่คึกคัก หากแต่เป็นถนนรองที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอย่างต่อเนื่อง เหมาะแก่การค้าขายของกินราคาย่อมเยา
เบื้องหน้าพวกเขา เป็นร้านสองชั้นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ โครงสร้างยังคงแข็งแรง แม้สีจะลอกจางไปบ้าง หน้าร้านปิดเงียบ แต่ภายในยังพอเห็นเค้าของความเรียบร้อยในอดีต
หลังเหตุอุทกภัย ผู้คนเสียชีวิตไปจำนวนมาก
ร้านค้าหลายแห่งจึงกลายเป็นของว่างเปล่า
ทว่าการจะซื้อขายนั้น มิใช่เรื่องง่าย ต้องรอให้ทางการตรวจสอบสิทธิ์เจ้าของให้ชัดเจนเสียก่อน กินเวลาหลายวัน กว่าทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทางดังเช่นยามนี้
เหยาอวี้กับเจียงมู่ไป๋ที่กลับมาถึงเหออันล่าช้ากว่าผู้อื่น จึงมิได้เห็นความวุ่นวายในช่วงแรกนั้น มีเพียงภาพของเมืองที่เริ่มฟื้นคืน…แต่ยังไม่สมบูรณ์
“คุณชายรองเจียง คุณหนูสาม คุณหนูสี่ ทางนี้ขอรับ”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
ชายวัยกลางคนผู้แต่งกายสุภาพรีบก้าวเข้ามาคำนับ ใบหน้าประดับรอยยิ้มแบบคนค้าขาย
“ข้าน้อยเป็นนายหน้าที่ดูแลร้านนี้ขอรับ”
เขาผายมือไปทางร้านสองชั้นเบื้องหน้า ก่อนจะกล่าวต่ออย่างสุภาพ
“เดิมทีร้านนี้เป็นของครอบครัวหนึ่ง แต่ตอนน้ำหลาก…พวกเขารีบอพยพหนีไปยังเจียงหนาน ตอนนี้ไร่นาของพวกเขาเสียหายหมดสิ้นแล้วขอรับ”
สายตาของนายหน้าฉายแววเห็นใจเล็กน้อย
“พวกเขาบอกว่า…ไม่รู้จะกลับมาเหออันไปทำอันใด จึงคิดจะขายร้านนี้ เพื่อนำเงินไปตั้งตัวที่เจียงหนานแทน”
เหยาอวี้ทอดสายตามองร้านตรงหน้าอย่างพอใจ แม้มิได้ตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่กลับมีความได้เปรียบในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่กว้างขวาง ไม่แออัด และมีอาณาเขตชัดเจน
นอกจากหน้าร้านที่เปิดรับลูกค้าได้สะดวกแล้ว ด้านหลังยังมีพื้นที่เหลือเฟือ สามารถดัดแปลงเป็นลานทำงาน หรือโกดังเก็บของได้
ชั้นบนของร้านเป็นเรือนไม้สองห้องติดกัน โครงสร้างยังแข็งแรงดี เพียงซ่อมแซมเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นที่พักของผู้ดูแลร้าน หรือเหล่าเสี่ยวเอ้อร์ได้อย่างสะดวก
ส่วนด้านหลังร้าน หากจัดการให้เป็นสัดส่วน ก็สามารถตั้งเป็นที่หมักซีอิ๊ว และทำเต้าหู้ได้ครบวงจร
ทั้งการผลิต การเก็บรักษา และการขาย…อยู่ในที่เดียวกัน
สะดวกทั้งแรงงาน และควบคุมต้นทุนได้ง่าย ยิ่งคิด นางก็ยิ่งเห็นภาพร้านแห่งนี้ค่อยๆ มีชีวิตขึ้นมา เหยาอวี้จึงคลี่ยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ
ร้านแห่งนี้…เหมาะสมยิ่งนัก
เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหญิง เจียงมู่ไป๋ก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
อาไฉที่ยืนรออยู่ด้านข้างจึงเข้าใจความหมายในทันที รีบก้าวเข้าไปเจรจา ก่อนจะตกลงเงื่อนไขกับนายหน้าอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นาน สัญญาซื้อขายก็ถูกร่างขึ้นเรียบร้อย
เจียงมู่ไป๋รับแผ่นกระดาษนั้นมาพลิกดูคร่าวๆ สายตาไล่อ่านแต่ละบรรทัดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งต่อให้เหยาอวี้
เหยาอวี้รับมาโดยไม่ลังเล ปลายพู่กันจรดลงบนกระดาษอย่างมั่นคง เขียนชื่อของตนลงไปทีละเส้นอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่ง นายหน้าที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก กลับอดเหลือบมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ เดิมทีเขาเพียงเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายรองสกุลเจียงมานาน
แต่วันนี้เป็นครั้งแรก…ที่ได้พบตัวจริง
ใบหน้าคมคายหล่อเหลา ดวงตาลึกสงบ ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ทุกอย่างล้วนเหนือกว่าที่ข่าวลือกล่าวขานเสียอีก
แม้แต่เขาที่เป็นชายเต็มตัว ยังอดคิดในใจมิได้ว่า…คุณชายรองผู้นี้ ช่างหล่อเหลาเกินคนจริงๆ ในใจพลันนึกไปถึงการสอบเซียงซื่อที่ใกล้เข้ามา
ด้วยท่าทีเช่นนี้…ต่อให้มิใช่ผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง ก็ยังยากจะเชื่อว่าเขาจะสอบตกได้
สุดท้ายอย่างไร…ก็คงได้เป็นจวี่เหรินแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น…ไม่รู้ว่าบุตรสาวตระกูลใด จะมีวาสนาได้ก้าวเข้ามาเป็นสะใภ้รองของสกุลเจียง
แล้วมองภาพตรงหน้า คุณชายรองที่ยอมเสียเวลาออกมาดูร้านด้วยตนเอง ทั้งยังยกสิทธิ์ให้เด็กหญิงข้างกายเป็นเจ้าของ
ดูท่าคุณชายรองผู้นี้จะใส่ใจน้องสาวบุญธรรมมากจริงๆ