LNCrawler

ตอนที่ 168

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 168

ตอนที่ 168


 

นายหน้าผู้นั้นกล่าวถ้อยคำมงคลอีกสองสามประโยคด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะรับสัญญาไปอย่างทะนุถนอม

“ขอให้กิจการรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมา ลูกค้าแน่นร้านขอรับ”

กล่าวจบ เขาก็พาอาไฉออกไปดำเนินเรื่องกับทางการ เพื่อให้สัญญาฉบับนี้ผ่านขั้นตอนอย่างถูกต้อง

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น…ร้านแห่งนี้จึงจะถือว่าเปลี่ยนเจ้าของโดยสมบูรณ์

เจียงมู่ไป๋มิได้อยู่รอดูให้เสียเวลา

เขาเพียงทิ้งคนงานไว้ไม่กี่คนให้เริ่มทำความสะอาด ปัดกวาดคราบฝุ่นและสิ่งชำรุดออกไปเสียก่อน เพื่อเตรียมร้านให้พร้อมใช้งานในไม่ช้า

จากนั้น ทั้งสามจึงขึ้นรถม้าอีกครั้ง

ล้อหมุนเคลื่อนไปตามถนนที่ยังไม่ฟื้นคืนดีนัก มุ่งหน้าไปยังหอผ้าเจียงซิ่ว

ระหว่างทาง เหยาอวี้เปิดห่อผ้าบางส่วนที่นำมาจากหลิงหยวนออกดู เนื้อผ้าหนาแน่น ให้สัมผัสอบอุ่น หลายผืนเป็นขนสัตว์ที่ผ่านการฟอกอย่างดี เหมาะสำหรับฤดูหนาวยิ่งนัก

“ข้าคิดจะให้ช่างตัดเป็นชุดที่สวมใส่ง่าย ไม่ต้องพิถีพิถันมาก แต่ให้เคลื่อนไหวสะดวก ใส่ได้ทุกวัน”

เจียงจื่อหรงฟังแล้วพยักหน้าเล็กน้อย พลางลูบเนื้อผ้าในมือ

“เช่นนั้น…ก็ดีนะ”

เหยาอวี้มิได้ตอบทันที สายตาของนางทอดออกไปนอกหน้าต่างรถม้า มองท้องฟ้าที่ดูนิ่งเกินไปในยามนี้ 

ในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

“ปีนี้…หิมะคงจะหนักกว่าทุกปี” นางกล่าวเสียงแผ่วเบา

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในรถม้าเงียบลงเล็กน้อย

เจียงมู่ไป๋เหลือบตามองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“เจ้าคิดชื่อร้านไว้หรือยัง”

เหยาอวี้ได้ยินก็ตะลึงเล็กน้อย เพราะในหัวมีเรื่องให้คิดมากเกินไป ทำให้นางลืมแม้แต่เรื่องสามัญทั่วไปเช่นนี้

เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงกับหัวเราะออกมาเสียงใส

“เจ้ายังไม่ได้คิดอีกหรือ?”

ตอนนี้เจียงจื่อหรงรู้แล้วว่าร้านเต้าหู้แท้จริงเป็นความคิดของน้องสี่ ซึ่งนางก็ไม่แปลกใจ เพราะอย่างไรเสียคนคิดค้นเต้าหู้ก็เป็นพวกนาง ได้พี่รองช่วยออกหน้าให้ก็นับว่าถูกต้อง

เหยาอวี้เม้มริมฝีปากเล็กน้อย สีหน้าดูขัดเขินอยู่บ้าง

“ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดมากเกินไป…ข้าจึงลืมไปเสียสนิท”

เจียงจื่อหรงยกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายขึ้นทันที

“เช่นนั้นก็ดีเลย เรื่องตั้งชื่อ…ข้าถนัดที่สุด”

นางเอียงศีรษะเล็กน้อย คล้ายกำลังครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ในเมื่อเป็นเต้าหู้…จะใช้คำว่า ‘โต้ว’ ก็คงเหมาะ”

เหยาอวี้พยักหน้าเบาๆ “เต้าหู้ของเรานุ่ม…และสะอาด” นางเอ่ยช้าๆ ราวกับกำลังเรียบเรียงความคิด “อยากให้คนกินแล้วรู้สึกอุ่นใจ…เหมือนมีอาหารดีๆ ให้พึ่งพา”

เจียงจื่อหรงฟังแล้วหัวเราะเบาๆ

“เช่นนั้นใช้คำว่า ‘ชิง’ ดีหรือไม่ สื่อถึงความสะอาดบริสุทธิ์ด้วย หรือจะใช้คำว่า ‘อวี้’ เหมือนชื่อของเจ้าเข้าไป…เต้าหู้ขาวนุ่มเหมือนหยก”

“อืม…‘โต้วอวี้’ ฟังดูไม่เลว” เหยาอวี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “แต่ยังขาดอะไรบางอย่าง ข้าอยากให้มัน…เรียบง่าย ไม่ต้องหรูหราเกินไป แต่ต้องจำง่าย”

เจียงจื่อหรงหัวเราะ

“เจ้าช่างเรื่องมากเสียจริง”

ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

เจียงมู่ไป๋ที่นั่งเงียบมาตลอด จึงเอ่ยขึ้นในที่สุด

“เช่นนั้น…ใช้ชื่อว่า ‘ชิงอวี้โต้วฝาง’ดีหรือไม่”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองนิ่งไปเล็กน้อย

เจียงจื่อหรงกระพริบตา ก่อนจะพึมพำเบาๆ

“ชิงอวี้…โต้วฝาง…เต้าหู้หยกขาวสะอาด”

นางลองทวนอีกครั้ง แล้วดวงตาก็เป็นประกายขึ้น

“ฟังดูดีทีเดียวเจ้าค่ะ”

เหยาอวี้เองก็พยักหน้าช้าๆ ชื่อเรียบง่าย…แต่มีความหมายครบถ้วน ทั้งสะอาด นุ่มนวล และเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าโดยตรง

สำคัญที่สุดจำง่าย

“งั้นใช้ชื่อนี้เถอะเจ้าค่ะ”


 

ไม่นาน รถม้าก็หยุดลงหน้าร้านหอผ้าเจียงซิ่ว

ป้ายไม้แกะสลักอย่างประณีตแขวนอยู่เหนือประตู ตัวอักษรเขียนด้วยลายมือสง่างาม บ่งบอกถึงฐานะของร้านผ้าอันดับต้นๆ ของเหออัน

ภายในร้านกว้างขวาง ผ้าหลากชนิดถูกจัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สีสันสดใสไล่เฉดกันราวกับคลื่นผ้าไหมที่ไหลต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ชั้นบนถูกจัดเป็นห้องสำหรับลองชุดและวัดตัว มีม่านโปร่งกั้นเป็นสัดส่วน โต๊ะตัดเย็บตั้งเรียงอยู่ พร้อมเครื่องมือครบครัน

ทว่า ขณะกำลังก้าวเข้าไปด้านในก็มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยหันมามอง ยิ่งเห็นคุณชายรองเจียงก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นอย่างเอียงอาย และที่สำคัญมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า

ตู้เถียนเถียน…

นางกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะตัวใหญ่ พูดคุยกับหลงจู๊อย่างออกรสออกชาติ สีหน้าดูสนิทสนมเสียจนราวกับเป็นแขกประจำ และดูเหมือนว่า…จะมีเรื่องให้คุยไม่จบไม่สิ้น

ทันทีที่สายตาของนางเลื่อนไปเห็นเจียงมู่ไป๋ หัวใจก็สะดุดวูบหนึ่ง

นางไม่เจอเขาตั้งหลายวัน ไม่ใช่แค่ใบหน้าที่งดงามกว่าตอนงานชุมนุมกวีวสันต์ ยามนี้กลายเป็นบุรุษหนุ่มสูงเจ็ดฉื่อเศษเห้นจะได้ เขาเพิ่งจะสิบห้าไม่ใช่หรือ ทั้งยังเป็นแค่บัณฑิตหนุ่มทั่วไป กลับสูงเท่าพี่ชายของนางแล้วด้วยซ้ำ หากถึงวัยสวมกวานในอนาคต…จะสูงใหญ่ขึ้นอีกเพียงใดกัน

ไม่ใช่เพียงตู้เถียนเถียนเท่านั้นที่คิด

แม้แต่เหยาอวี้เอง ช่วงนี้ก็รู้สึกปวดคออยู่ไม่น้อย นางต้องแหงนหน้าคุยกับเขาแทบทุกครั้ง อีกทั้งยังต้องก้าวขาให้เร็วขึ้นเพื่อเดินตามให้ทัน

เพราะเหตุใด…คนผู้นี้จึงโตเร็วนัก

แต่เมื่อนึกถึงว่าเขาผ่านการชำระไขกระดูก เป็นผู้ฝึกยุทธ์ และยังมีรากแห่งการฝึกตน ทั้งยังอยู่ในวัยกำลังเติบโต การที่เขาจะสูงเด่นกว่าคนรุ่นเดียวกัน…ก็ดูไม่ใช่เรื่องแปลก

เหยาอวี้อดคิดในใจไม่ได้ หรือว่านางควรลองฝึกยุทธ์ดูบ้าง…อย่างน้อยร่างกายแข็งแรงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย


 

ตู้เถียนเถียนเก็บงำความรู้สึกในใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน

“บังเอิญจังเลยนะ พวกเจ้ามาสั่งทำผ้าหรือ?”

แม้จะเอ่ยกับทั้งสองสาว แต่สายตากลับลอบมองไปทางเจียงมู่ไป๋อยู่เป็นระยะ

เจียงจื่อหรงเพียงยิ้มบางๆ ตอบอย่างสุภาพ

“แวะมาดูของนิดหน่อยเท่านั้น มิได้มีธุระสำคัญอันใด”

น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่เปิดช่องให้สนทนาต่อ จากนั้นนางก็ไม่รอช้า รีบคว้ามือเหยาอวี้

“น้องสี่ ไปดูผ้าด้านบนกันเถอะ”

เหยาอวี้ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด ก็ถูกพาขึ้นชั้นบนเสียแล้ว

หลงจู๊เมื่อเห็นว่าเป็นคุณหนูและคุณชายของสกุลเจียง ย่อมรีบตามขึ้นไปต้อนรับอย่างนอบน้อม

ทันทีที่ขึ้นมาถึงชั้นบน เจียงจื่อหรงก็หันไปหาน้องสาว พลางกระซิบอย่างหงุดหงิด

“ตั้งแต่พี่รองมาถึงเหออัน คุณหนูตู้ผู้นั้นมาที่นี่บ่อยนัก บอกว่าจะมาปักผ้าขายนั่นนี่…แหวะ” นางทำหน้าเบ้เล็กน้อย “อูฐผอมก็ยังมีเนื้อกว่าม้า ต่อให้บิดานางถูกยึดทรัพย์ มารดานางก็ยังมีสมบัติอยู่ จะต้องลดตัวมาปักผ้าขายไปทำไมกัน”

เหยาอวี้ยังไม่ทันตอบ เจียงจื่อหรงก็โน้มเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาลง

“นางก็แค่อยากมาส่องพี่รองของข้าเท่านั้นแหละ…” จากนั้นนางก็ร่ายยาวว่าพวกเสี่ยวเอ้อร์เล่าว่าตู้เถียนเถียนมาทำอะไรบ้าง แต่ละครั้งที่มาก็รั้งรอคุยนั่นนี่ไปเรื่อย ส่วนใหญ่ก็มักจะหาช่องสอบถามความเคลื่อนไหวในเรือนฝั่งตะวันตก แต่คนที่ร้านผ้าจะรู้เรื่องในเรือนฝั่งตะวันตกได้อย่างไร

เหยาอวี้ถึงกับชะงัก เริ่มรู้สึกว่าพี่สามของนางดูจะเข้ากันได้ดีกับฝานซูเมิ่ง บุตรบุญธรรมจากจวนแม่ทัพผู้นั้นยิ่งนัก เพราะความจริงแล้วนางมิใช่บ่าวข้างตัวเหยาอวี้จริงๆ พักหลังก็เหมือนจะผุดๆ โผล่ๆ เดาทางไม่ออก นางจึงคิดว่าอีกฝ่ายคนสืบราชการลับอยู่กระมัง จึงไม่ได้ใส่ใจมาก

“เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก” เจียงจื่อหรงโบกมือประกอบท่าทาง “คนอย่างพี่รองของข้า ออกจากจวนแต่ละครั้งแทบต้องจุดธูปเชิญ หากไม่ใช่เพราะเกาะติดเจ้ามา ชาตินี้นางก็ไม่มีทางได้เจอหรอก”

“อะไรกันพี่สาม!” เหยาอวี้รีบเอ่ยแย้ง สีหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “เกาะติดอันใดกัน…”

แต่เจียงจื่อหรงกลับหรี่ตาลง ดวงตาเป็นประกายวิบวับ

“เจ้าอย่ามาทำเป็นไม่รู้ น้องสี่…จุจุ” นางหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะ ตอนนี้เรียกเช่นนี้ไปก่อน” ก่อนจะทอดถอนใจอย่างเกินจริง

“เฮ้อ…พี่รองของข้านี่ สมกับเป็นอั้นโฉ่วจริงๆ แม้แต่พี่สะใภ้รองของข้า ยังตั้งใจฟูมฟักเองกับมือ ไม่ธรรมดาเลย”

“พี่สาม!”

เหยาอวี้หน้าแดงก่ำ รีบยกมือขึ้นตะครุบปากอีกฝ่ายทันที สายตากวาดมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ จึงผ่อนลมหายใจออก

แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับเตือนนางว่า…คนที่ยืนอยู่อีกฟากของห้อง อาจได้ยินทุกคำแล้ว

นางกัดฟันเบาๆ ก่อนจะกระซิบดุ

“พี่สาม ท่านอย่าได้พูดจาซี้ซั่ว หากมีคนได้ยินจะทำอย่างไร!”

เจียงจื่อหรงลอบมองไปยังอีกด้านหนึ่งของห้อง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“ไม่มีผู้ใดสักหน่อย” นางตอบอย่างมั่นใจแต่พูดเสียงเบาลงอีก “ข้างบนนี้มีแต่พี่รอง เขายืนอยู่ตั้งไกล จะไปได้ยินได้อย่างไร”

เหยาอวี้เหลือบสายตาไปโดยไม่ตั้งใจ หากเป็นคนทั่วไปย่อมไม่ได้ยิน แต่..

แล้วก็เห็น…รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของบุรุษหนุ่มอีกฟากหนึ่ง

หัวใจนางพลันหล่นวูบ

จะไม่ได้ยินได้อย่างไรเล่า…

นางอยากจะร่ำร้องออกมาดังๆ สุดท้ายทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างอับอาย ในใจมีเพียงคำเดียววนเวียนอยู่ไม่หยุด

…ข้าเหนื่อยใจกับท่านจริงๆ พี่สาม