LNCrawler

ตอนที่ 169

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 169

ตอนที่ 169


 

หลังจากขึ้นมาถึงชั้นบน หลงจู๊ก็รีบเรียกเสี่ยวเอ้อร์และช่างตัดเย็บเข้ามารอรับคำสั่ง ผ้าหลายพับถูกนำออกมาวางเรียงบนโต๊ะยาว

นอกจากผ้าไหมและผ้าฝ้ายที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังมีผ้าจากหลิงหยวนที่เหยาอวี้นำมาด้วย ผ้าขนสัตว์เนื้อแน่น ให้สัมผัสอบอุ่น และผ้าเนื้อแปลกตาที่มีลวดลายเฉพาะของหลิงหยวน

“ผ้าพวกนี้ให้แยกไว้ต่างหาก” เหยาอวี้เอ่ยพลางลูบเนื้อผ้าเบาๆ “ข้าจะใช้ทำชุดกันหนาวสักหน่อย”

เสี่ยวเอ้อร์รีบพยักหน้ารับ ก่อนจะหยิบสมุดมาจดรายละเอียด

“รูปแบบชุด…เอาแบบเรียบ ใส่ง่าย เคลื่อนไหวสะดวก” เหยาอวี้กล่าวต่อ “ไม่ต้องประดับมากเกินไป แต่ให้ทนและอุ่น”

เจียงจื่อหรงที่ยืนอยู่ข้างกันก็พยักหน้าเห็นด้วย

“เช่นนี้ดี ต่อให้ใส่ทุกวันก็ไม่ลำบากหรือระวังมาก”

จากนั้นช่างตัดเย็บก็เริ่มวัดตัวพวกนาง ตั้งแต่ไหล่ รอบอก ความยาวแขน ไปจนถึงชายเสื้อ ทุกอย่างถูกวัดอย่างละเอียด

เหยาอวี้ยังสั่งเพิ่มอีกหลายชุดเป็นของเฉียนซื่อกับจางซื่อที่ฝากมา

เมื่อถึงคราวของเจียงมู่ไป๋ ช่างตัดเย็บถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพราะสัดส่วนของเขา…เปลี่ยนไปไม่น้อย ไหล่กว้างขึ้น ความสูงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผ้าชุดเดิมที่เคยใส่ ย่อมไม่พอดีอีกต่อไป แม้แต่ชุดนี้ก็เป็นชุดที่เพิ่งซื้อใหม่จากหลิงหยวน เพราะชุดเดิมของเขาใส่ไม่ได้แล้ว

“ของคุณชายรอง…คงต้องตัดใหม่ทั้งหมดขอรับ”

ช่างกล่าวอย่างระมัดระวัง  เจียงมู่ไป๋เพียงพยักหน้าเล็กน้อย

“งั้นทำเถอะ”

ช่างตัดเย็บก็ให้เข้ามาวัดตัวเขาก้วยตัวเอง เพราะรู้ว่าคุณชายรองไม่ชอบให้สาวใช้ หรือเสี่ยวเอ้อร์หญิงวุ่นวายกับตัวเอง

เจียงจื่อหรงมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ ก่อนจะหันไปมองเหยาอวี้

“ดูเหมือน…เจ้าก็สูงขึ้นเล็กน้อยเหมือนกันนะ”

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย

“จริงหรือ?”

“จริงสิ” เจียงจื่อหรงยิ้ม “เมื่อก่อนเจ้ายังไม่พ้นอกข้าเลย ตอนนี้เจ้าจะถึงคางข้าแล้ว”

เหยาอวี้เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า รู้สึกว่าชายกระโปรงเขินขึ้นเล็กน้อยเหมือนกัน

“เช่นนั้น…ชุดธรรมดาก็คงต้องทำเพิ่มอีก”

“แน่นอน” เจียงจื่อหรงตอบทันที แล้วพยักหน้าให้หลงจู๊

เสี่ยวเอ้อร์รีบจดเพิ่มลงไปในรายการที่ต้องทำ

ไม่นานนัก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสามจึงลงจากชั้นบนกลับสู่ด้านล่าง…


 

เมื่อทั้งสามลงจากชั้นบนกลับสู่โถงด้านล่าง

ตู้เถียนเถียนยังคงยืนอยู่ที่เดิม ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว

ทันทีที่เห็นพวกเขา นางก็รีบก้าวเข้ามา ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยน

“พวกเจ้าดูผ้าเสร็จแล้วหรือ?”

น้ำเสียงนุ่มนวล คล้ายไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทั้งๆ ที่ตอนงานชุมนุมกวีวสันต์ในห้องส่วนตัวนั้น นางถือว่าได้ฉีกหน้ากับเจียงมู่ไป๋ไปแล้ว แต่นางยังถือว่าคนภายนอกไม่รู้ จึงยังทำเป็นไม่รู้ตีสนิทพวกนางตามเดิม เพราะหวังว่าสักวันอาจจะละลายความคิดของชายหนุ่มได้

“พอดีข้ากำลังจะไปโรงน้ำชาที่ถนนด้านหน้า หากพวกเจ้าว่าง…ไปนั่งคุยกันสักครู่ดีหรือไม่?” คำเชื้อเชิญนั้นฟังดูธรรมดา แต่สายตาของนาง…กลับยังคงลอบมองไปทางเจียงมู่ไป๋อย่างไม่ปิดบัง

เจียงจื่อหรงยิ้มบางๆ อย่างสุภาพ

“คงไม่สะดวกนัก ช่วงนี้ในจวนมีเรื่องให้จัดการอยู่มาก พวกข้าก็เพียงออกมาดูร้าน แล้วต้องรีบกลับแล้ว”

คำปฏิเสธนั้นนุ่มนวล แต่ชัดเจน

ทว่าตู้เถียนเถียนกลับชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลง นางก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ก็จริง…ตอนนี้ข้าเป็นเพียงคุณหนูตกอับแล้ว” นางยิ้มฝืนๆ “พวกเจ้าคงไม่อยากคบค้ากับข้าเหมือนเมื่อก่อน”

คำพูดนั้นแผ่วเบา แต่กลับเหมือนกดทับบรรยากาศโดยรอบให้หนักอึ้งขึ้นทันที

เจียงจื่อหรงถึงกับอึกอักไปชั่วครู่ คำพูดมากมายแล่นผ่านในหัว

ข้าเคยสนิทกับเจ้าด้วยรึ!

แต่สุดท้าย…ก็ไม่อาจเอ่ยออกไปได้ เพียงยืนนิ่ง สีหน้าลำบากใจเล็กน้อย

เหยาอวี้ที่ยืนอยู่ข้างกัน กลับก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย

“คุณหนูตู้” นางเอ่ยเรียบๆ “พี่สามของข้าเป็นบุตรสาวสายตรงของฮูหยินเจียง นางเพียงขออนุญาตออกมาดูร้านเท่านั้น หากอยู่ๆ ต้องติดตามท่านไปร้านน้ำชาเพียงเพราะคำชวนกะทันหันของท่าน เช่นนั้นนางจะนำสิ่งใดไปอธิบายกับผู้ใหญ่ในจวนเจ้าคะ?”

ตู้เถียนเถียนนิ่งไปเล็กน้อย

เหยาอวี้ยังคงกล่าวต่ออย่างสงบ

“ท่านกดดันเด็กสาวผู้หนึ่งที่ยังไม่ปักปิ่นด้วยชื่อเสียงหน้าตาของท่าน แต่หน้าตาของพี่สามข้า ที่ต้องเชื่อฟังบิดามารดา และผู้ใหญ่ในจวน…ก็ย่อมต้องรักษาเช่นกันเจ้าค่ะ”

“ข้ามีได้หมายความเช่นนั้น” ตู้เถียนเถียนพูดอย่างเปราะบาง

สาวใช้อาฝูข้างๆ ก็แสดงสีหน้าเหมือนได้รับความไม่เป็นธรรม ขณะที่กำลังจะเอ่ยแทนเจ้านายตน เหยาอวี้กลับพูดต่อว่า

“หากมิได้หมายความเช่นนั้น ตอนพี่สามกล่าวว่าต้องรีบกลับ เหตุใดจึงกล่าวเหมือนให้ทุกคนคิดว่าพี่สามแล้งน้ำใจเล่า”

“ข้ามิได้พูดคำนั้นเลย” ตู้เถียนเถียนไม่ยอมรับ

“เช่นนั้นท่านจะกล่าวว่าพวกข้าไม่ยอมคบค้ากับท่านเหมือนเมื่อก่อนไปเพื่ออันใด เหตุใดเมื่อก่อนตระกูลเจียงต้องคบค้ากับตระกูลตู้ท่านก็รู้แก่ใจ แล้วยามนี้เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ท่านจะไม่รู้เชียวหรือ” เหยาอวี้ถามอย่างกดดัน ตู้เถียนเถียนที่ไม่เคยพบผู้ใดกล่าววาตรงๆ เช่นนี้ก็รู้สึกพูดไม่ออก

“คุณหนูตู้ข้าเคยรู้จักท่านด้วยหรือ” คำถามนี้ช่างแยบยลเสียจริง เพราะตู้เถียนเถียนไม่กล้าตอบว่ารู้จักแน่นอน ทุกวันนี้ปัญหาของตระกูลตู้ก็มีมากพอแล้ว นางย่อมไม่อาจให้เรื่องเก่าก่อนนั้นมาทำลายชื่อเสียงสุดท้ายของนางอีก

“...”

เหมือนเห็นว่านางไม่ตอบ เหยาอวี้จึงพูดตอบอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “เช่นนั้นก็มิควรกล่าวให้คนอื่นเข้าใจผิดนะเจ้าคะ”

ตู้เถียนเถียนเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว

“ข้ามิได้ตั้งใจ…เพียงแค่น้อยเนื้อต่ำใจว่าพวกเจ้าจะรังเกียจข้าเท่านั้น”

อาฝูที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาประคอง “คุณหนูเจ้าค่ะ…ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”

ตู้เถียนเถียนส่ายหน้าเบาๆ น้ำตาคลอ “ข้าไม่เป็นไรหรอก…”นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “ที่น่าสงสารจริงๆ…ควรเป็นท่านพ่อมากกว่า” น้ำเสียงสั่นไหวอย่างพอเหมาะ

“ท่านเป็นขุนนางสุจริตเที่ยงธรรมมานาน กลับถูกอุทกภัยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทำลายอนาคตจนหมดสิ้น…” นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “คนงานในจวนก็ยังหนีไม่ทันตั้งหลายคน มิได้โชคดีเหมือนตระกูลเจียง…” สายตาของนางมองตรงไปยังทั้งสาม “ที่สามารถหลบหนีไปเจียงหนานทั้งจวน ตั้งแต่ก่อนน้ำหลากจะมา”

คำพูดนั้นอ่อนโยน…แต่แฝงคมมีด

“หากพวกท่านแจ้งเตือนพวกข้าสักหน่อย…บิดาข้าคงไม่ชะล่าใจถึงเพียงนี้”

เหยาอวี้ฟังแล้วนิ่งไปเล็กน้อย

ในใจได้แต่คิดว่า

แม่ดอกบัวขาวผู้นี้…ช่างร้ายกาจจริงๆ

ตั้งแต่มาโลกนี้เหยาอวี้เจอคนหน้าหนามาก็ไม่น้อย แต่ไม่คิดว่าจะเจอแม่ดอกบัวขาวที่พ่นพิษร้ายได้เก่งขนาดนี้

ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยสิ่งใด

เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเรียบเฉย

“คุณหนูตู้ช่างรักใคร่บิดายิ่งนัก…”

เจียงมู่ไป๋แน่นอนว่าไม่อยากสนใจหญิงสาวผู้นี้อยู่แล้ว เขาจึงไม่แม้แต่จะมองหน้าด้วยซ้ำ แต่คำพูดซ่อนคมมุ่งมายังตระกูลเจียงเช่นนี้ เขาย่อมยากจะปล่อยผ่านได้

“...กระทั่งคำตัดสินจากทางการ…ท่านยังสามารถกล่าวกลับดำเป็นขาวได้ โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน ที่บิดาท่านถูกถอดยศ มิได้เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์หรือคดโกงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะยามเหออันเกิดวิกฤต…ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเสมือนพ่อเมือง กลับคิดเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ไร้มาตรการ…ไร้คำสั่งอพยพ” เสียงของเขายังคงราบเรียบ แต่ทุกคำ…หนักแน่น

“ชาวเหออันที่ล้มตายเพราะน้ำหลาก ท่านกล้าพูดจริงหรือ…ว่าบิดาท่านไม่ควรรับผิดชอบอันใดเลย”

ตู้เถียนเถียนหน้าซีดลงทันที

ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็กล่าวต่อ

“ส่วนเรื่องแจ้งเตือน…ตระกูลเจียงจะไปทำธุระที่เจียงหนาน เหตุใดต้องแจ้งพวกท่าน”

เขาหยุดเล็กน้อยแล้วยกมุมปาก แต่กลับไม่ถึงดวงตา

“แต่หากจะกล่าวถึงการเตือน…” เขาหัวเราะเบาๆ “ช่างน่าขันยิ่งนัก แม้แต่ข้าที่เพิ่งมาถึงไม่นาน ยังรู้ว่าผู้ที่เตือนบิดาท่าน คือท่านพานกวนตู้มิใช่หรือ”

คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ

ตู้เถียนเถียนตื่นตะลึง

เรื่องนี้…บิดานางไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้มากที่สุด มีเพียงในวงขุนนางของเหออันเท่านั้นที่รู้ แต่นางจะยอมรับมันออกไปได้อย่างไร

นางกัดฟันแน่น แต่ก็ยังพยายามเบี่ยงประเด็น

“แต่…พวกท่านก็ออกจากเหออันทั้งจวน จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่รู้เหตุล่วงหน้า!”

น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น “หากท่านพ่อรู้ความจริง เขาย่อมไม่เชื่อคำเตือนเช่นนั้นแน่นอน!”

เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจเบาๆ อย่างรำคาญ

“คุณหนูตู้…เรื่องของตระกูลเจียง เป็นเรื่องการค้าการและขยายกิจการ มิได้เกี่ยวข้องกับอุทกภัยแต่อย่างใด” เขาเหลือบตามองเพียงเล็กน้อย “และข้าก็ไม่เห็นความจำเป็น ที่ต้องอธิบายเรื่องนี้แก่สตรีผู้หนึ่ง”

เจียงจื่อหรงพยักหน้าเห็นด้วยทันที เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น กระทั่งบิดานางยังหัวเราะในความโชคดีเลยด้วยซ้ำ

“ใช่แล้ว เป็นท่านปู่ที่คิดจะขยายกิจการที่เจียงหนาน ถึงขั้นคิดจะย้ายจวนด้วยซ้ำ” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “พวกข้าจะไปทั้งจวน…มันผิดอันใด”

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสาเหตุที่แท้จริงก็คือท่านปู่เชื่อมั่นไปแล้วว่าพี่รองจะสอบเป็นจวี่เหรินได้ในอนาคต จึงต้องการปูทางที่เจียงหนานไว้ด้วย นั่นจึงไม่แปลกที่จะพากันมาทั้งจวน

แต่นางรู้ดีว่าไม่ควรพูดออกไป มิเช่นนั้นคนนอกจะมามองว่าตระกูลเจียงโอ้อวด เพราะการสอบเซียงซื่อยังมาไม่ถึงกลับกล่าวถึงการเป็นจวี่เหรินเสียแล้ว

เจียงจื่อหรงกระหยิ่มเหยาะในใจ

เหยาอวี้มองตู้เถียนเถียนที่นิ่งอึ้ง

ก่อนจะเอ่ยปิดอย่างเรียบง่าย

“คุณหนูตู้ การที่มีผู้รอดพ้นจากภัยพิบัติได้…ท่านควรยินดี มิใช่ใส่ไคล้ผู้อื่นที่โชคดีรอดตายเจ้าค่ะ ข้าวกินไม่ระวังได้…แต่คำพูด กล่าวโดยไม่ระวัง…ไม่ได้”

นางกับเจียงมู่ไป๋ จะยอมรับได้อย่างไรว่ารู้เหตุการณ์ล่วงหน้า นี่ไม่เท่ากับการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ

เจียงมู่ไป๋กล่าวทิ้งท้ายเพื่อปิดปากทุกคน “คุณหนูตู้พวกข้าเป็นแค่ตระกูลพ่อค้าที่ต้องเดินทางค้าขายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว จะสามารถเตือนบิดาเจ้า ที่แม้แต่ขุนนางขั้นหกก็ยังเตือนไม่ได้ด้วยหรือ นั่นคือขุนนางที่ขั้นสูงกว่าบิดาท่านหนึ่งขั้นเต็มด้วยซ้ำ บิดาเจ้ายังไม่ฟังเลย”

พูดจบ เขาก็หันหลังทันที ไม่คิดจะเสียเวลากับเรื่องนี้อีกแม้แต่น้อย

เหยาอวี้ถูกจูงออกไป เจียงจื่อหรงรีบเดินตาม โดยไม่แม้แต่จะกล่าวลาตามมารยาท

ยังจะต้องรักษามารยาทอันใดอีก

นางบ่นในใจ

คนเขามาหาเรื่องถึงที่ ไม่สาดน้ำไล่ก็ดีเท่าไรแล้ว!


 

เรื่องนี้…แพร่กระจายไปทั่วเหออันอย่างรวดเร็ว

ความจริงที่ตู้ฉางหมิงไม่ฟังคำเตือนของพานเหยียนซูนั้น มิได้เป็นความลับเฉพาะในวงขุนนางอยู่แล้ว เพราะพวกที่ท่าเรือมักรู้ดี

เดิมที…ความโกรธของชาวบ้านพอจะคลายลงได้บ้าง เพราะอีกฝ่ายถูกถอดยศ ยึดทรัพย์ และรับโทษโบยไปแล้ว

แต่การที่ตู้เถียนเถียนออกมารื้อฟื้นเรื่องนี้อีกครั้ง กลับเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ ยิ่งเมื่อเรื่องคำเตือนที่ถูกเมินเฉย ถูกเล่าต่อกันไป ความเจ็บแค้นของผู้คนก็ยิ่งทวีขึ้น

ไม่ใช่เพียงไม่สนใจชีวิตชาวบ้าน แต่ยังโง่เขลาจนลากผู้คนไปตายเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น…

ยามนี้ที่หน้าประตูจวนตู้ในตรอกชิงหลาง จึงเต็มไปด้วยเศษผักเน่า มูลสัตว์ และแม้กระทั่งของโสโครกที่ถูกสาดใส่ไม่ขาดสาย

กลิ่นเหม็นคลุ้งตลบไปทั่ว ราวกับเป็นคำสาปของผู้คน ที่ไม่มีวันลบเลือนได้ง่ายๆ