LNCrawler

ตอนที่ 170

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 170

ตอนที่ 170


 

ดูเหมือนว่าสิ่งที่เจียงอวี้เหิงเตือนไว้ว่าไม่ควรออกจากจวนบ่อยๆ จะเกิดขึ้นได้ยากเสียแล้ว

เพราะนอกจากร้านชิงอวี้โต้วฝางจะเปิดร้านแล้ว ในจังหวะชลมุน เจียงมู่ไป๋ก็พาเหยาอวี้ไปที่หอจิ่นอวิ๋นด้วยรถม้าธรรมดาไม่มีตราตระกูล ทั้งยังผ่านประตูข้างแล้วเข้าสู่ทางลับสายหนึ่งท้ายหอ

“นายน้อย”

แม่นางหลานเยวี่ยย่อกายลงแสดงความเคารพแก่เจียงมู่ไป๋อย่างนอบน้อม

นางพยายามซ่อนสีหน้าที่ตกตะลึงของตน เมื่อเห็นว่าข้างกายเขายังมีเด็กหญิงที่คุ้นตาผู้หนึ่งอยู่

น้องสาวบุญธรรมของเขา…

คุณหนูสี่เจียง…

เจียงเหยาอวี้…

ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าเปิดเผยเรื่องนี้นี้กับนาง

“โม่โฉวเล่า”

ไม่สนสายตาที่เหมือนจะตั้งคำถาม เพราะเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายแก่ผู้ใด

“รออยู่ข้างในเจ้าค่ะ”

หลานเยวี่ยเก็บความน้อยใจไว้ แล้วนำทางเขาสู่ห้องรับรองพิเศษด้านบนสุดของหอจิ่นอวิ๋น

ซึ่งเป็นห้องที่ใช้รับรองเฉพาะเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้น

ใช่แล้ว…เจ้าของหอจิ่นอวิ๋นนั้น แท้จริงคือเจียงมู่ไป๋นั่นเอง

ประตูไม้แกะสลักถูกเปิดออก พื้นปูด้วยพรมเนื้อนุ่ม โต๊ะไม้หอมแกะลายละเอียดตั้งอยู่กลางห้อง ฉากกั้นโปร่งวาดภาพภูเขาและสายน้ำ โคมแก้วใสให้แสงอบอุ่นส่องสะท้อนเครื่องลายครามและชุดน้ำชาที่จัดไว้อย่างประณีต

ทันทีที่ก้าวเข้าไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างสดใส

“คุณชายรองเจียง เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง”

ท่าที่ชนหมัดค้อมตัวอย่างนอบน้อมนั้น ชวนให้คนหมั่นไส้เสียจริง

“แสดงพอหรือยัง ข้ายังมีบทงิ้วอีกเยอะบนชั้นหนังสือ” เจียงมู่ไป๋กล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ

“ฮ่าฮ่า จิ่งอวิ้น…ไม่คิดว่าเจ้าจะพาคนอื่นมาด้วย” ฝ่ายนั้นหัวเราะร่า ก่อนมองมาที่นาง

“คุณชายหลิน?”

เหยาอวี้เอ่ยออกมาอย่างงุนงง

เป็นหลินฉางเฟิง หนุ่มจ้าวสำราญจากจงหยวนผู้นั้น

“คุณ-หนู-สี่-เจียง…ช่างบังเอิญจริงๆ ขอรับ” เขาทักนางอย่างงงงงวยเช่นกัน

สักพักพอตั้งหลักได้ก็เริ่มแนะนำตัว “คุณหนูสี่เรียกข้าว่าโม่โฉวเกอก็ได้”

โม่โฉว…คือนามรองของเขา

มองเด็กหญิงที่ถูกเจ้าคนหน้าตาจูงมืออย่างหวงแหน

เขาจึงเดินตรงมาหานาง แล้วคิดจะฉวยมืออีกข้าง เพื่อจูงเข้ามานั่งที่เก้าอี้เสมือนสหายของพี่ชายที่เอ็นดูน้องสาว

แต่…ไม่คิดว่าเจ้าคนหน้าตายนั่นจะหวงน้องสาวถึงเพียงนี้

เจียงมู่ไป๋โน้มลงช้อนตัวเด็กหญิงขึ้นอุ้ม แล้วเดินเบี่ยงผ่านอีกฝ่ายทันที

หลินฉางเฟิงชะงักมือที่กำลังเอื้อมค้างไว้ ก่อนจะเบะปากให้คนมีน้องสาวตัวเล็กๆ

เหอะ มีน้องสาวน่ารักแล้วแน่นักหรือไง

มือยกขึ้นชูไล่หลัง ก่อนจะรีบเก็บลงก่อนที่อีกฝ่ายจะหันกลับมาเห็น

“เจ้าไม่นั่งหรือ”

เสียงเรียบของเจียงมู่ไป๋ดังขึ้น เขานั่งลงบนเก้าอี้ยาวกลางโต๊ะแล้ววางเหยาอวี้ลงข้างกาย สายตาเฉียงมองอีกฝ่ายเล็กน้อย

หลินฉางเฟิงยกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“นั่งสิ เหตุใดจะไม่นั่ง”

เขาเดินกลับไปยังที่นั่งของตนอย่างไม่ถือสา แต่สายตายังคงมองเหยาอวี้ด้วยความสนใจ

“คุณหนูสี่เจียงไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

ทำให้ผู้นี้ยอมเปิดเผยความสัมพันกับหอจิ่นอวิ๋นได้ ย่อมนับว่ามีฝีมือ

กระต่ายเจ้าเล่ห์มักมีสามโพรง ทว่าตั้งแต่ที่เขารู้จักชายหนุ่มผู้นี้มา สามโพรงยังถือว่าน้อยไป

คำพูดเชิงหยอกล้อนี้ทำให้เหยาอวี้ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ตอบเขากลับตามมารยาท

“โม่โฉวเกอเรียกข้าว่าเหยาอวี้ก็ได้เจ้าค่ะ”

ไม่นานนัก แม่นางหลานเยวี่ยก็นำป้านชา กับขนมออกมาวางบนโต๊ะด้วยตนเอง

ขณะที่นางกำลังรินชาอยู่นั้น เจียงมู่ไป๋ก็พูดขึ้นมาว่า “อวี้เอ๋อร์ นี่คือชาต้าหงเปาขึ้นชื่อเรื่องรสชาติหวานนุ่มและกลิ่นหอมเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์ เจ้าน่าจะชอบ”

เหยาอวี้ได้ยินก็ลองดมดู นางได้กลิ่นหอมที่ผสมผสานกลิ่นดอกไม้ ผลไม้สุก และกลิ่นแร่ธาตุจากหิน เมื่อจิบจะสัมผัสได้ถึงความเข้มข้น นุ่มนวล ชุ่มคอ และมีรสหวานทิ้งท้าย

อืม…เป็นชาที่ดีจริงๆ นี่คงเป็นชาอู่หลงสินะ

…เพียงแต่ชื่อนั้นออกจะคุ้นหูอยู่สักหน่อย

นางมองสีส้มแดงใสในถ้วยแล้วแสดงสีหน้าพึงพอใจ

ต่างกับสีหน้าของเหยาอวี้ที่กำลังพิจารณา เป็นหลินฉางเฟิงที่จ้องถ้วยชาของตนประหนึ่งขุมทรัพย์ล้ำค่า

“อัยหย้า อาศัยบารมีน้องสาวเหยาอวี้ ข้ามีลาภปากแล้ว” เขาพูดพลางจิบชาอย่างปราณีต กระทั่งริมฝีปากยังเม้มเลียเสียหมด เพื่อไม่ให้เสียของ

ขนาดฮ่องเต้บางปียังไม่มีโอกาสเสวยชาชนิดนี้ด้วยซ้ำ เขาที่เป็นแค่ขุนนางผู้หนึ่งกลับได้เสพย์สุขนี้ เพียงเพราะเจ้าคนหน้าตายนี่อยากเอาใจน้องสาว

นี่มันยิ่งกว่าขนมเปี๊ยะที่ลอยหล่นจากฟ้า

เหยาอวี้มองท่าทีเกินควรนั้นก็หัวเราะออกมา “โม่โฉวเกอ ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว”

ทว่าหลินฉางเฟิงจะยอมให้เด็กหญิงกล่าวเหมือนไม่เห็นคุณค่านี้ได้อย่างไร “น้องสาวเหยาอวี้” เขารีบเรียกนางทันที “ชาต้าหงเปาปีหนึ่งมีไม่ถึงร้อยเฉียน[1]ด้วยซ้ำ เจ้าคงไม่รู้ว่าบางปีแม้แต่ราชสำนักก็ยังยากจะได้มาสักเฉียน นี่คือชาที่มีมูลค่ามากกว่าทองคำตั้งหลายเท่าตัว เป็นชาที่แพงที่สุดแล้ว”

พอได้ฟังเช่นนั้เหยาอวี้ก็จึงระลึกได้ว่าชาต้าหงเปาแท้จริงคือชาอะไร

อัยหย้า นี่คือชาในตำนานนั่นหรอกหรือ… เหยาอวี้คร่ำครวญในใจ ในชาติแรกนี่คือ สุดยอดชาอู่หลง ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งชา จากแหล่งกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาอู่อี๋ เคยมีประมูล ชาต้าหงเปาเพียงยี่สิบกรัม ก็มีราคาสูงประมาณสองหมื่นแปดพันดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในยุคนั้นก็มีราคาแพงกว่าทองคำหลายเท่าตัวเช่นกัน

พอนึกออกแล้วเด็กหญิงก็ถึงกลับกวาดน้ำลายที่ยังมีรสของชาไปเพื่อไม่ให้เสียดายของเช่นกัน

เฮ้อ…ชาตินี้ไม่อาจลิ้มรสสมุนไพรเซียนได้ แต่มีโอกาสลิ้มรสชาที่แพงที่สุดในโลก ก็นับว่าพอจะทดแทนกันได้อยู่

สมแล้วที่บำรุงเขาด้วยสมุนไพรเซียน พี่รองจึงตอบแทนนางด้วยของดีในยุคนี้เช่นกัน

คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มประจบเอาใจคนข้างตัวทันที

เจียงมู่ไป๋มองดวงตาดอกท้อที่โค้งจนเสี้ยวพระจันทร์แทบเป็นจะคืนเดือนดับ เขาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างพึงพอใจ

“เลี้ยงเจ้าที่ช่างง่ายดายนัก แค่ของอร่อยก็รั้งตัวเจ้าได้แล้ว” เขาหยอกล้อก่อนลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู

“นี่คือผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่างหาก สมุนไพรที่ข้าให้ท่านล้ำค่ากว่าชานี่เสียอีก” พอถูกเขาจับทางได้นางก็อดที่จะฮึดฮัดสักเล็กน้อยไม่ได้

เขากล้าว่านางตะกละหรือนี่…

เอาเถอะ ก็ไม่นับว่าผิดอันใด มีชีวิตอยู่มายืนยาวถึงเพียงนี้ จะให้นางกินของห่วยๆ ก็นับว่าเป็นการทารุณต่อตนเองแล้ว

“เป็นข้าที่ต้องขอบคุณแม่นาง” เจียงมู่ไป๋แสดงท่าทีชนหมัดให้อย่างนอบน้อมทันที ส่งผลให้เหยาอวี้ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

บรรยากาศที่เหมือนถูกป้อนอาหารสุนัขเช่นนี้ ทำเอาสองคนที่เหลือทำตัวไม่ถูก เพียงแต่ในใจกลับคิดไปคนละทาง

หลานเยวี่ยหลุบตาซ่อนอารมณ์แล้วถอยตัวออกจากห้องอย่างเงียบเฉียบ

ส่วนหลินฉางเฟิงกลับโพล่งออกมาเพื่อดึงความสนใจ

“นี่ๆ ข้ายังนั่งอยู่นะ พวกเจ้าช่วยอย่าทำเหมือนข้าเป็นอากาศหรือไม่ อย่างน้อยก็ให้เกียรติท่านนายอำเภอเหออันคนปัจจุบันสักหน่อย”

คำพูดนี้ทำเอาเหยาอวี้ตะลึงเล็กน้อย แล้วความสนใจก็กลับมาที่หลินฉางเฟิงจริงๆ

“ทะ-ท่านคือนายอำเภอที่ถูกแต่งตั้งจากราชสำนักกลางผู้นั้นหรือ” นางถาม

“อันใดกัน…จิ่งอวิ้นยังมิได้บอกเจ้าหรือ” หลินฉางเฟิงถามกลับ ก่อนกระแอมแก้คำให้ว่า “อะแฮ่ม…ถ้าจะกล่าวให้ถูกข้าคือผู้ที่ถูกส่งมาจากสำนักฮั่นหลิน[2]”

และเพราะคำเรียกถึงสองครั้งนี้ที่ทำให้เหยาอวี้ฉุกใจคิด นางจึงหันไปถามเจียงมู่ไป๋ต่ออีกว่า “นามรองท่านคือจิ่งอวิ้นจริงๆ หรือนี่?”

ตอนนั้นเพราะได้ยินไม่ชัด นางจึงได้ฟังเป็น…จิ่งอวิ๋น

ไม่คิดเลยว่าแท้จริงจะเป็น ‘อวิ้น’ มิใช่ ‘อวิ๋น’ พอทบทวนทั้งสองคำนี้ก็อดที่หวั่นใจขึ้นมาไม่ได้

มองเจียงมู่ไป๋ที่คบค้ากับหลินฉางเฟิงที่ดูอย่างไรก็อายุมากกว่าตั้งหลายปี ทั้งยังไม่เปิดเผยต่อผู้คนอีก ดูเหมือนว่าเขาจะมีความลับมากกว่าที่นางคิด

และยิ่งมองชายหนุ่มนางก็ยิ่งคิดไม่ตก แม้ว่าเขาจะสูงขึ้นมาก แต่ที่เขาอายุเพียงสิบห้านั่นก็ไม่น่าจะเรื่องหลอกลวง หรืออย่างมากก็ไม่น่าจะเกินสิบหก

แต่มีกรณีน้อยมากที่เด็กชายจะได้นามรองตั้งแต่เด็ก เพราะนั่นหมายถึงว่าเขาจะต้องทำพิธีบรรลุนิติภาวะตั้งแต่เยาววัย แล้วเหตุการณ์ใดบ้างเล่าที่ต้องบังคับให้เด็กผู้หนึ่งต้องเติบโต เพื่อรับผิดชอบภาระอันยิ่งใหญ่ก่อนวัยอันควร

หนึ่งในนั้นคือการแต่งงานตั้งแต่เด็ก แต่เหยาอวี้รู้ดีว่างานแต่งครั้งนั้นไม่สำเร็จ ทั้งนางยังเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ นางจึงรู้ดีว่าเขาไม่ได้รับนามรองในช่วงเวลานั้นแน่นอน

ดังนั้น…ก็เหลือแค่รับราชการตั้งแต่วัยเยาว์ แต่นางก็รู้เช่นกัน ว่าเขายังเป็นแค่ซิ่วไฉใกล้ตายมาโดยตลอด แต่เมื่อนึกถึงการรับราชการก็มีอีกอย่างที่จะเป็นไปได้

จิ่งอวิ้น…

จิ่ง…ที่มาจากหนทางอันสูงส่ง

ถ้าอวิ๋นนั้นก็คือ…เมฆ แค่นี้ก็นับว่าสูงส่งแล้ว

แต่ถ้าเป็นอวิ้น…นั่นคือชะตาฟ้า คือวาสนาแห่งใต้หล้า

คนทั่วไปจะกล้ารับนามรองที่สื่อทำนองถึง หนทางแห่งชะตาฟ้า หรือวาสนาแห่งใต้หล้า ได้หรือ

ดังนั้นเขาจะรับราชการทั่วไปได้อย่างไร นี่คือการพระราชทานนามรอง ที่เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการขึ้นครองบัลลังก์ตั้งแต่เยาว์วัยต่างหาก!

เจียงมู่ไป๋มองสีหน้าที่ตกตะลึงของเด็กหญิงก็ยกยิ้มอย่างจนใจ

เพียงแค่นี้ก็ตกใจเสียแล้ว ตอนที่เขารู้ว่านางคืออดีตเซียนบนสวรรค์ยังเก็บอาการได้ดีกว่านี้เสียอีก

ชายหนุ่มรู้สึกอยากบีบแก้มนิ่มๆ นั้นอีกแล้ว แต่ก็ต้องอดใจไว้ เพราะยังมีคนนอกอยู่ จึงทำได้เพียงบีบมือนางเบาๆ เท่านั้น

“ชะ-เช่นนั้น ท่านก็มิใช่คุณชายรองเจียง มิใช่บุตรของ…” เหยาอวี้ถามเสียงเบาแทบกระซิบโดยเฉพาะประโยคหลัง นึกถึงพ่อแม่บุญธรรมที่อยู่ในจวนฝั่งตะวันตกรู้สึกมีบางอย่างสะท้อนอยู่ในอก

คำถามนี้ก็ทำให้เจียงมู่ไป๋พูดไม่ออกเช่นกัน

สองสามีภรรยาคู่นั้น ช่างดีกับเขาจริงๆ แต่นั่นเป็นเพราะเขาสวมรอยเป็นบุตรชายของพวกเขานั่นเอง

“สักวันข้าจะต้องบอกพวกเขา” เขาตอบ โดยไม่จำเป็นต้องขยายความว่าพวกเขานั้นคือผู้ใด เพราะรู้ว่านางเข้าใจดี

เพียงไม่นานเหยาอวี้กลับคืนสู่ความสงบได้ นั่นเพราะตัวนางเองก็เหมือนกับการมาสวมรอยเป็นผู้อื่นเช่นกัน พอได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มพูด นางกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก

“บางที การไม่บอกอาจจะดีกว่า” เหยาอวี้บอก ไม่ใช่ว่านางไม่ละอายใจกับความรักของจางซื่อ ที่แม้จะดูแปลกประหลาด แต่นางก็รู้ดีว่านี่คือความรักแบบหนึ่งของมารดาที่อยากมอบสิ่งที่ดีให้กับบุตรสาว ทว่านางกลับไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงของสตรีผู้นั้น แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรเฉลยตนเองออกไป

บางครั้งการไม่รู้ กลับดีกว่าการรู้แล้วต้องเจ็บปวดก็ได้

พอดียินเหยาอวี้กล่าวเช่นนี้เขาจึงพยักหน้าบางเบา

“เช่นนั้นข้าก็คือเจียงมู่ไป๋”

เด็กหญิงมองท่าทีว่าง่ายนั้นอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก

แค่นี้ก็ได้หรือ?

เจียงมู่ไป๋ยกยิ้ม ถึงอย่างไรตอนนี่ก็ไม่ควรมีจิ่งอวิ้นอีกคน เช่นนั้นการเป็นเป็นเจียงมู่ไป๋ก็ยังคงต้องทำต่อไป เขาจึงไม่คิดจะอธิบายสิ่งใดต่ออีก

ความจริงเหยาอวี้มีสิ่งที่ไม่เข้าใจอยู่หลายอย่าง และพวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง นางจึงอดทนที่จะไม่ซักถามออกมา

ชายหนุ่มเข้าใจจึงเปลี่ยนเรื่อง

“โม่โฉวจะเป็นผู้ช่วยเจ้าติดต่อกับสำนักหมึกชิงหลาน” เจียงมู่ไป๋กล่าว

เหยาอวี้ถูกข้อมูลใหม่ใส่เข้ามาจนต้องประมวลผลใหม่ เพราะจำได้ว่าอีกฝ่ายพยายามโอ้อวดว่าตนคือคนจากสำนักฮั่นหลิน

“ท่านถึงกับเป็นบัณฑิตในสำนักฮั่นหลิน” นางถามอย่างเหลือเชื่อ

ที่หน้าที่ดูเหมือนเชื่อถือนั้น ทำให้หลินฉางเฟิงรับรู้ถึงรสชาต้าหงเปาที่ควรจะหอมหวานกลายเป็นฝาดขมโดยทันที

“สมแล้วที่จิ่งอวิ้นยอมรับเจ้า ปากคมไม่น้อย”

เหยาอวี้รู้ตัวว่าเสียมารยาทจึงผงกหัวเชิงขออภัย “อะแฮ่ม…ขออภัยเจ้าค่ะ”

หลินฉางเฟิงกลับโบกมือหยอยหยอยทำนองว่าไม่เป็นไร เหมือนกับความหมายนามรองของเขา

โม่โฉว…ไร้ซึ่งความกังวล

“ก็แค่จิ้นชื่อทั่วไปเท่านั้น มิได้สำคัญอันใด” เขาบอกเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

ใช่…เพราะถ้าเขามีความสามารถจริงๆ คงอยู่ในกลุ่มกลุ่มอี้เจี่ย[3]ไปแล้ว






 

 

[1] 1 เฉียน (Qian) เท่ากับ 5 กรัม

[2] สำนักฮั่นหลิน (Hanlin Academy - 翰林院) คือ สถาบันการศึกษาและวิชาการชั้นสูงสุดในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีน ทำหน้าที่เปรียบเสมือน ‘คลังสมอง’ (Think Tank) และราชเลขาธิการส่วนพระองค์ของจักรพรรดิ สมาชิกของสำนักนี้มีเพียงเหล่ายอดเมธีที่สอบได้คะแนนสูงสุดจากการสอบขุนนาง (จ้วงหยวน และจิ้นสื่อ) เท่านั้น

[3] กลุ่มอี้เจี่ย (一甲) ผู้ที่ได้อันดับ 1, 2 และ 3 ของแคว้นหรือประเทศ คือ จ้วงหยวน, ปั่งเหยี่ยน และ ทั่นฮวา