ตอนที่ 171
ตอนที่ 171
ตอนที่ 171
ความจริงแค่นายอำเภอเมืองเล็กๆ นี้ แค่บัณฑิตก้งซื่อ อย่างตู้ฉางหมิงก็สามารถเป็นได้แล้ว
แต่เพราะหลินฉางเฟิงติดใจอะไรไม่รู้ตั้งแต่คราวก่อนที่แวะมา พอรู้ว่าเกิดเรื่องปลดยศถอดตำแหน่งนายอำเภอคนปัจจุบัน เขาที่กินดื่มเที่ยวเล่นตามหอคณิกาจนท่านปู่รำคาญใจ กลับรบเร้าขอรับตำแหน่งนายอำเภอที่ว่างกะทันหันนี่ชั่วคราวทันที
ทำเป็นเล่นน่า…คนอย่างเขาหรือจะมาเป็นนายอำเภอถาวร ก็แค่อยากมาหาความสนุกที่นี่ฆ่าเวลาเท่านั้น
ทว่าทันทีที่สหายวัยเยาว์ของเขาล่วงรู้เรื่องนี้เข้า
ความสนุกที่หวังไว้…กลับกลายเป็นภาระที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด
บุรุษผู้เคยไม่แยแสใต้หล้า กลับเป็นผู้ร่างนโยบายบรรเทาทุกข์อย่างเป็นระบบ วางแผนแจกจ่ายเสบียงจากคลังส่วนกลางในนามของเขา ออกประกาศรับสมัครชาวบ้านมาช่วยซ่อมแซมเขื่อน
แม้กระทั่งสามารถสั่งการให้กองทัพหลิงหยวนเข้ามาช่วยทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือน
ทุกสิ่ง…ถูกวางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
และเขา…นายอำเภอคนปัจจุบัน ก็ทำได้เพียงประกาศใช้ตามนั้น
ตั้งแต่วันที่คุณชายรองเจียงเหยียบย่างเข้าสู่เหออัน ชีวิตของเขาก็หมุนคว้าง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ…แทบไม่ได้หยุดพัก
ให้ตายเถิด เขาเพียงแค่มาหาความสำราญ เหตุใดจึงกลับกลายเป็นการหาเรื่องใส่ตัวได้ถึงเพียงนี้!
และนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด
คำสั่งที่ตามมานั้น…ยิ่งทำให้ผู้คนต้องตะลึง
ให้ขุดสระล้อมเมือง ให้สร้างบ่อน้ำสำรอง ให้เกณฑ์ชาวบ้านซ่อมเขื่อน พร้อมกับขุดลอกคูเมืองให้ลึกที่สุด โคลนตมที่น้ำพัดพามา ต้องถูกขุดออกจนหมดสิ้น
มิใช่เพียงในตัวเมือง
แต่ยังสั่งให้ทุกหมู่บ้านโดยรอบ ขุดสระน้ำส่วนกลางในพื้นที่สูง ใช้ดินเหนียวฉาบก้นบ่อ เพื่อป้องกันน้ำซึมลงดินทราย
สร้างทำนบกั้นน้ำเค็ม ปักเสาไม้เรียงราย แล้วอัดแน่นด้วยกระสอบทรายและดินเหนียว เพื่อกันมิให้น้ำทะเลไหลย้อนกลับเข้ามาปนเปื้อนแหล่งน้ำจืด
คำสั่งเหล่านี้… ฟังดูแปลกประหลาดเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ
ทว่าหลินฉางเฟิงกลับไม่เคยตั้งคำถาม
เอ่อ…ความจริงก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยตั้ง แต่เขาจะได้คำตอบหรือ!? เจ้าคนหน้าตายนี่สั่งเก่งอย่างเดียว ไม่เคยอธิบายอะไรด้วยซ้ำ
ดังนั้นเขาจึงเพียง…ลงนาม และประกาศใช้
ตอนนี้เขาเหมือนเป็นแค่ตราประทับคำสั่งเคลื่อนที่ได้เท่านั้น
แน่นอนว่าชาวบ้านย่อมต่อต้านไม่น้อย ภัยหลังน้ำท่วมเพิ่งจะผ่านพ้นไป จะมีกระจิตกระใจมาขุดคลองขุดบ่อได้อย่างไร
แต่เพราะเห็นน้ำที่ลดลงเร็วมากจนตอนนี้แทบจะเรียกว่าเหือดแห้ง ชาวบ้านจึงเริ่มตื่นตระหนก แม้ผืนนาจะเสียหาย แต่ทุกคนก็ยังพยายามดิ้นรน หวังจะอาศัยความชื้นที่เหลืออยู่เป็นแรงเหือดสุดท้าย
รีบเพาะปลูกอะไรสักอย่างให้ทัน…ก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน
“เรื่องถั่วเหลือง กับพืชหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อยในการเพาะปลูก…เจ้าสั่งการลงไปแล้วหรือไม่”
เสียงของเจียงมู่ไป๋เอ่ยขึ้นเรียบๆ ราวกับเป็นเพียงการถามไถ่ทั่วไป
แท้จริงแล้ว การพบกันครั้งนี้มิได้มีเจตนาเร่งรัดเรื่องสำคัญอันใด เขาเพียงพาเหยาอวี้มาให้หลินฉางเฟิงได้รู้จักในอีกฐานะหนึ่ง
อีกทั้งพิมเสนดิบยังมาไม่ถึง เรื่องของพวกจินต้าฉางที่เจียงหนานก็ยังไม่เรียบร้อย
หลายสิ่งยังต้องรอ ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่จึงถูกใช้ไปกับการตามงานของนายอำเภอหนุ่มผู้นี้แทน
หลินฉางเฟิงรู้อยู่แล้วว่าไม่อาจดื่มกินของดีได้โดยง่าย ย่อมต้องถูกใช้งานเป็นเรื่องปกติจึงตอบว่า
“ให้พวกเหมินเค่อลงไปให้ความรู้ชาวบ้านกับแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์แล้ว และให้คนประกาศแล้วว่าตระกูลเจียงจะรับซื้อถั่วเหลืองในราคาสูงกว่าตลาดเล็กน้อย คิดว่าคงเพียงพอจะจูงใจให้หลายหมู่บ้านหันมาปลูกถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น เพราะปลูกข้าวตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วละ”
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อทันที
“แล้วเรื่องน้ำเล่า”
คราวนี้รอยยิ้มของหลินฉางเฟิงจางลงเล็กน้อย
“ดำเนินการแล้ว ให้ชาวบ้านล้างบ่อน้ำทั้งหมด และใส่ปูนขาวลงไปแล้ว” เขาเอ่ยช้าๆ “แต่เรื่องน้ำดื่มนั้น ยังมีไม่ทันการณ์” สายตาของเขาเคร่งลงเล็กน้อย “มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อย ที่ในช่วงน้ำท่วม…ดื่มน้ำดิบเข้าไปโดยไม่ต้ม เริ่มมีอาการท้องเสีย อาเจียน แม้คนจากโรงหมอกู้จี้อี้กวน และโรงหมออื่นๆ กำลังดูแลอย่างใกล้ชิด”
เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลง
“แต่ก็มีหลายคน…ที่ไม่รอดแล้ว”
แม้หลินฉางเฟิงจะเป็นคนที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจสิ่งใด แต่ในฐานะนายอำเภอ…เขาย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกนี้ได้
ท้ายที่สุด…คนเหล่านั้นตายลงในช่วงที่เขายังมาไม่ถึง
หลังน้ำลด สิ่งแรกที่ทางการทำ คือ การสำเร็จโทษตู้ฉางหมิง
อำนาจสั่งการในเหออันจึงเกิดภาวะสุญญากาศชั่วคราว ขุนนางคนอื่นๆ ก็ไร้ความสามารถ แม้จะได้รับเงินจากฝั่งไห่กวนของพานเหยียนซูบางส่วนตามงบฉุกเฉิน แต่นั่นก็เป็นภาษีของราชสำนัก ไม่อาจเบิกใช้ได้ตามใจ
ชาวบ้านต้องพึ่งพาตนเองตามยถากรรม กว่าจะมีผู้มารับตำแหน่งแทน สถานการณ์ก็ลุกลามไปไกลแล้ว
เหออัน…ที่ถูกน้ำท่วมยังไม่ทันตั้งตัว แม้แต่ชีวิตชาวบ้านยังแทบเอาไม่รอด จะมีเวลาไปขนเสบียงในคลังได้อย่างไร
สิ่งที่ติดตามหลินฉางเฟิงมาด้วย ล้วนเป็นเสบียงจากท้องพระคลังหลวง
และเพราะเหตุนี้เอง ชาวบ้านจึงต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นกว่าที่คาด มิใช่เพราะตำแหน่ง แต่เพราะเขา…นำเสบียงอาหารมาด้วย
ในยามที่ผู้คนกำลังหิวโหย สิ่งใดจะสำคัญไปกว่านั้นอีกเล่า
“เสบียงที่เจ้านำมานี่ คงไม่ใช่เที่ยวสุดท้ายใช่หรือไม่” เจียงมู่ไป๋ถามแบบตรงไปตรงมา
หลินฉางเฟิงถึงกับสะดุ้งโหย่งให้กับการคาดเดานั้น “นี่เจ้าไม่ได้วางสายสืบไว้ในวังหลวงใช่หรือไม่”
เจียงมู่ไป๋มองปฎิกิริยาเช่นนั้นก็เริ่มเคร่งเครียด
อุทกภัยกินพื้นที่ทางใต้เป็นวงกว้างโดยที่การเก็บเกี่ยวปีนี้ยังไม่ได้เริ่มเก็บเกี่ยวด้วยซ้ำ ท้องพระคลังหลวงต่อให้มีมากแค่ไหน ก็คงไม่เหลือมากพอจะให้คนทั้งแคว้นได้
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับราชโองการใหม่นอกจากตอนเหตุการณ์น้ำท่วม เท่านี้ก็เดาได้แล้วว่าฎีกาที่ส่งไปนั้นหากไม่ใช่ฎีกาลับ ก็ต้องถูกใครบางคนเล่นกลกับมันแน่นอน
แต่ฏีกาลับของไท่จื่อจะถูกเล่นกลได้อย่างไร แปลว่ามันต้องส่งถึงพระหัตถ์ฮ่องเต้แน่นอน แต่เหตุใดที่ยังเงียบเชียบอยู่…
ที่รู้ก็คือ ยามนี้เรื่องภัยแล้ง ยังถือว่าเป็นความลับอยู่
จากข้อมูลปัจจุบัน ทางกรมคลังคงอ้างเรื่องฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง จึงไม่อาจแบ่งข้าวทั้งหมดมาให้ทางใต้ได้ เพราะแดนเหนือที่ยังตรึงกำลังกับเป่ยถู ดังนั้นในช่วงหน้าหนาวนี้ เหล่ากองทัพตระกูลโจวไม่ควรหิวโหย
ส่วนชาวบ้านที่ทางใต้ ถึงอย่างไรก็ถือว่าพ้นภัยมาแล้ว ท้องพระคลังเยียวยา และราชโองการควบคุมราคาข้าวทั้งยึดข้าวเพื่อแจกจ่ายก็ทำแล้ว จึงไม่อาจกล่าวหาว่าราชสำนักไม่เยียวยาได้
เสบียงเที่ยวนี้จึงไม่ต่างจากการทำประชานิยม เป็นเพียงการพรมน้ำบนหินที่แห้งแล้ง ที่ไม่นานก็ระเหยเป็นไอ
แต่ปัญหาคือไม่ใช่แค่น้ำท่วม ภัยแล้งที่ใกล้เข้ามาหากไม่คิดวิธีรับมือก็คงจะสายเกินไป
“ข้าว่าราชสำนักคงไม่มีราชโองการใดเร็วๆ นี้หรอก อย่างมากก็แค่งดเว้นภาษีของทางใต้เท่านั้น อย่าลืมว่าอีกไม่นานก็จะฤดูหนาว เสบียงในท้องพระคลังล้วนต้องเก็บไว้ให้แดนเหนือมากกว่า ฝั่งนี้ก็ถือว่าเป็นการดูแลกันไปตามยถากรรมนั่นแหละ”
หลินฉางเฟิงย่อมไม่อาจแปลสีหน้าที่ดูกังวลเกินเหตุของเจียงมู่ไป๋ได้ เพราะเขายังไม่รู้ว่าเหตุใดสหายต่างวัยผู้นี้ถึงได้มีแผนการเกี่ยวกับการรักษาน้ำจนดูเกินเหตุเช่นนี้
และแน่นอนว่าชายหนุ่มที่เป็นบัณฑิตในสำนักฮั่นหลิน ย่อมไม่รู้เรื่องฎีกาฉบับนั้น ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะผู้ที่รับรู้ถึงฎีกาลับของหลี่หลงไท่จื่อล้วนมีเพียงไม่กี่คนและต่างเป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้ใจว่าจะไม่พูดมาก
ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน เทียบกลับหลินฉางเฟิงแล้ว เหยาอวี้กลับเข้าใจสีหน้าของเจียงมู่ไป๋มากที่สุด แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แม้อากาศจะยังแห้งแล้งแต่อีกไม่นานก็คงจะเย็นขึ้น
ชาวบ้านทั่วไปก็คงตั้งใจจะอดทนไปให้ถึงฤดูเพาะปลูกปีหน้า ทว่าเสบียงที่ขาดแคลนของปีนี้นั้นจะทำให้พวกเขาผ่านพ้นฤดูหนาวได้อย่างไร นี่ก็เป็นปัญหาที่น่ากังวล
ความแห้งแล้งที่เริ่มต้นตั้งแต่หลังน้ำท่วม ชาวบ้านอาจจะแค่รู้สึกร้อนสุดๆ แค่ช่วงนี้ แต่ไม่นานเมื่อเข้าสู่หน้าหนาว เขาก็จะหลงลืมไป
แต่แท้จริงแล้วภัยแล้งได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่หลังน้ำท่วมแล้ว ดังนั้นเจียงมู่ไป๋จึงต้องรีบร่างคำสั่งการขุดบ่อ และลอกคลองเพื่อกักเก็บหิมะที่จะมาในฤดูหนาวนี้ให้มากที่สุด เพื่อที่อย่างน้อยเมื่อพ้นหน้าหนาวไป จะยังมีน้ำจืดไว้ใช้เพื่อการอุปโภคในปีหน้า
โชคดีที่นายอำเภอเป็นคนสนิทกัน เขาจึงสามารถบังคับใช้ทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพูดจาอ้อมค้อม หรือหาข้อแก้ตัวเพื่อหลบเลี่ยงความตื่นตระหนกกับขุนนางคนอื่นๆ
ยามนี้หลิงหยวนโหวก็คงรู้เรื่องภัยแล้งจากการที่เจียงมู่ไป๋อ้างคัมภีร์อี้ชิงกับไท่จื่อแล้ว ฝั่งนั้นก็คงมีวิธีรับมือของตนเช่นกัน อีกทั้งเจียงมู่ไป๋ก็ได้วางรากฐานเรื่องการจัดการน้ำตั้งแต่ต้น ขอเพียงหลิงหยวนโหวมีการบังคับใช้ที่เข้มงวด เชื่อว่าเมืองหลิงหยวน และหมู่บ้านโดยรอบก็จะรักษาน้ำจืดได้นานกว่าที่อื่น
“งั้นต่อไปเจ้าก็ร่างคำสั่งบังคับให้ทุกครัวเรือนมีโอ่งเก็บน้ำทุกครัวเรือนอย่างน้อยสามโอ่งโดยทางอำเภอจะต้องคุยกับโรงปั้นหม้อเรื่องส่วนลดให้กับชาวบ้านที่มาสั่งทำในช่วงนี้ด้วย…”
เจียงมู่ไป๋คำนวนเสบียงที่เหลือของอำเภอในใจ แล้วบอกแผนการต่อไปทันที
เขารู้สึกว่าตราบได้ที่ยังเพาะปลูกถั่วเหลืองได้ ต่อให้ไม่มีเสบียงจากท้องพระคลัง ก็น่าจะยังช่วยเหลือชาวบ้านโดยรอบได้อยู่
“จิ่งอวิ้น ข้าขอถามจริงๆ เถอะ เจ้าดูเหมือนจะวุ่นวายอยู่กับแหล่งน้ำมาสักพักแล้วนะ”
หลินฉางเฟิงเริ่มอดทนไม่ไหว โชคดีที่เขาคือนายอำเภอที่ถูกแต่งตั้งโดยตรงจากราชสำนัก และมีเบื้องหลังเป็นสำนักฮั่นหลิน
ทำให้ขุนนางท้องถิ่นแม้จะสงสัยคำสั่งมากมายในช่วงนี้ แต่ก็ก้มหน้าทำตามคำสั่งไม่กล้าปริปากบ่น แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้ อย่างน้อยเขาก็ควรรู้เหตุผลของแผนการพวกนี้สักหน่อยหรือไม่
เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจแล้วแล้วถามกลับว่า “นี่เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าเพราะเหตุใด”
หลินฉางเฟิงกระพริบตาปริบๆ ก่อนเท้าคางครุ่นคิดจนใบหน้าเหี่ยวย่นก็ยังไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดออกมา “ยะ-ยะ-อย่านะว่า…”
เขามองทั้งสองสลับกันอย่างตกตะลึง