LNCrawler

ตอนที่ 172

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 172

ตอนที่ 172


 

เจียงมู่ไป๋พยักหน้า “ใช่ ตอนนี้คือเริ่มภัยแล้งแล้ว เพียงแค่ยังไม่รู้สึกตัวเท่านั้น”

“จะเป็นไปได้อย่างไร นี่เพิ่งจะน้ำท่วมหายไป!” เขาปฏิเสธความคิดนี้

“ขอเพียงเจ้าส่งนกพิราบไปถามปู่เจ้า เจ้าก็จะรู้” ปู่ของหลินฉางเฟิงคือคนของไท่จื่อ คาดว่าทันทีที่ไท่จื่อถึงจงหยวน คงระดมหัวกะทิทั้งหมดของขุนนางฝ่ายตนมาคิดแก้ปัญหานี้

“หมายความว่าอย่างไร เจ้าติดต่อกับท่านปู่ด้วยรึ” หลินฉางเฟิงตกใจ

“ไม่ใช่ปู่เจ้า แต่เป็นไท่จื่อ” เจียงมู่ไป๋เองก็ทอดถอนใจให้กับโชคชะตานี้เช่นกัน เพราะเขาไม่เคยคิดจะยุ่งเกี่ยวกับคนในราชวงศ์เลย

“หะ…องค์ชายใหญ่ เซียวหลี่หลงน่ะหรือ?” ในหนานไห่นี้ คงมีไม่กี่คน ที่กล้าเอ่ยพระนามจริงของไท่จื่อแห่งแคว้นได้

แต่ไม่คิดเลยว่า คนที่สามารถกร่างไปทั่วจงหยวนของแคว้น จะต้องถูกใช้แรงงานเป็นวัวเป็นควายที่เหออันให้กับซิ่วไฉผู้หนึ่งในอำเภอเล็กๆ ติดทะเล

เจียงมู่ไป๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าว่าบังเอิญเจอกับไท่จื่อที่เมืองหลิงหยวน เลยรู้จักกันพอดี

แต่ไม่ได้เล่าเรื่องการถวายการรักษาของเหยาอวี้แต่อย่างไร หรือก็คือไม่กล่าวถึงเหยาอวี้เลยแม้แต่น้อย

มีเพียงยกความดีให้กับเซวียนกวงว่า “...เพราะข้างกายไท่จื่อมีหมอเทวดาผู้หนึ่งที่ชำนาญคัมภีร์อี้ชิงยิ่งนัก เขาได้ลองทำนายข่วยปรากฎว่าออกมาเป็นจี้จี้”

“จี้จี้!!!” หาได้ยากที่จะสามารถทำให้หลินฉางเฟิงตกใจขนาดนี้ได้

แม้ว่าเขาจะไม่สันทัดอี้ชิง แต่ก็ถือว่าเป็นจิ้นซื่อผู้หนึ่ง จะไม่เคยอ่านคัมภีร์นี้ได้อย่างไร

‘หยินถึงขีดสุด หยางจะก่อกำเนิด’

“อัยหย้า นะ-นะ-นี่…มันเรื่องใหญ่แล้ว” เขาเริ่มพูดไม่เป็นคำ “ขะ-ขะ ข้า ต้องร่างฎีกาขึ้นถวาย”

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับส่ายหน้า “ไท่จื่อถวายขึ้นไปแล้ว ก่อนที่ข้าจะออกจากเมืองหลิงหยวนซ้ำ”

หลินฉางเฟิงได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที เริ่มคิดหาทาง “งั้นก็ต้องถึงแล้ว หรือว่ามีผู้ใดตั้งใจทำให้มันหายไป ไม่ได้ๆ ข้าจะส่งผ่านสำนักฮั่นหลิน ถึงตอนนั้นอย่างไรฎีกานี้ก็ต้องปรากฎสู่ท้องพระโรงแน่นอน”

นิสัยใช้เส้นสายแบบไม่คิดหน้าคิดหลังนั้น ดูเหมือนว่าเจ้าคนแซ่หลินนี่จะทำจนเคยชินเสียแล้ว

เหยาอวี้ฟังคำพูดตื่นตระหนกของหลินฉางเฟิงก็ได้ส่ายหน้า แต่ไม่พูดอันใด

“ถ้าไท่จื่อถวายฏีกาไปแล้ว และยังเงียบอยู่ ก็คงมีไม่กี่คนกระมังที่สามารถทำให้มันเงียบหายได้”

เจียงมู่ไป๋หยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเข้มขึ้น 

“แล้วการที่เจ้าใช้เส้นสายเพื่อบังคับให้ฎีกาปรากฎขึ้นที่ท้องพระโรงนั้น จะไม่เป็นการขัดพระราชประสงค์ของคนผู้นั้นหรือ”

เพราะคำว่า พระราชประสงค์ คำเดียว ก็เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่า ไม่กี่คน นั้น คือกี่คนกันแน่

หลินฉางเฟิงได้ยินก็เบิกตากว้างที่เต็มไปด้วยความสับสน จากนั้นค่อยๆ สะกดอารมณ์ลง ยกชาขึ้นจิบ ใช้กลิ่นหอมของชาราคาแพงที่ขนาดว่ามีเงินก็ยังหาซื้อไม่ได้ มาดับจิตใจอันร้อนรุ่มของตน

“หรือว่า…ฮ่องเต้ได้ให้นักพรต หรือไม่ก็กรมพิธีการคำนวนเองแล้ว แต่ไม่ตรงกับผลการทำนายของหมอเทวดาเซวียน จึงยังไม่ทำสิ่งใด”

นี่จะบอกว่าเขาเข้าข้างฮ่องเต้พระองค์นี้แบบสุดหัวใจเลยก็ได้ แต่ตลอดระยะเวลาเก้าปีที่พระองค์ทรงครองราชย์นั้น บ้านเมืองก็มีแต่ความผาสุก

แม้ว่าการเมืองในราชสำนักจะเข้มข้นเป็นปกติ เพราะฮ่องเต้พระองค์นี้มีองค์ชายหลายพระองค์ แต่ก็ยังสามารถถ่วงอำนาจทุกอย่างไว้อย่างสมดุลย์ จนไม่มีผู้ใดกล้าโผล่หางออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นเขาในฐานะบัณฑิตผู้หนึ่ง ย่อมถือว่าพระองค์เป็นฮ่องเต้ในอุดมคติ

ดังนั้นมันจึงยากจริงๆ ที่จะคิดว่าเมื่อพระองค์ทรงทราบแล้ว เหตุใดจึงยังคงนิ่งเฉยเล่า

พอคิดได้ดังนั้น หลินฉางเฟิงก็พยักหน้ากันตนเองแล้วกล่าวอีกทางเลยว่า

“อืม ข้าว่าหมอดูก็คู่หมอเดา แม้แต่คัมภีร์อี้ชิง ก็ใช่ว่าจะทำนายแม่นยำทุกครั้ง …แก่นหลักของอี้ชิงก็คือการเปลี่ยนแปลงมิใช่หรือ ไม่แน่ว่าอาจจะคลาดเคลื่อนก็ได้ นี่ยังไม่นับพวกนักพรตผู้นำเพ็ญเพียรที่พูดแต่เรื่องยาอายุวัฒนะ และการเป็นเทพเซียนที่ดูเพ้อเจ้อ ผู้ใดบ้างจะสามารถทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ”

ต่างจากเจียงมู่ไป๋…

เรื่องท่าทีของฮ่องเต้พระองค์นี้ที่มีต่อคำทำนายนี้ เจียงมู่ไป๋ไม่ได้อยากแสดงความคิดความเห็นออกมา

และเขา…ไม่ได้คิดเห็นไปทางเดียวกับหลินฉางเฟิงแน่นอน

ทั้งในใจยังมีความเย้ยหยันที่ไร้คำอธิบายอีกด้วย

แต่ภัยแล้งนั้นคือเรื่องจริงแท้แน่นอน ไม่ต้องกล่าวถึงว่าเด็กหญิงข้างกายเขาแท้จริงคือผู้ใด ตั้งแต่ที่เขาไม่รู้ตัวตนของนาง ใจเขาก็เชื่อทุกอย่างที่นางพูดตั้งนานแล้ว

“ข้าว่าป้องกันไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย” เหยาอวี้พูดแทรกขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังจมอยู่ในความคิดของตน

“ถึงอย่างไรก็สามารถทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้เจ้าค่ะ” กล่าวถึงตรงนี้นางก็ดูท่าทีผ่อนคลายของหลินฉางเฟิงเล็กน้อย “เพราะถึงอย่างไร น้ำก็คือชีวิต”

หลินฉางเฟิงได้ยินก็เหมือนพบหนทางสว่าง

เพราะถึงอย่างไรแผนฟื้นฟูของเจียงมู่ไป๋ก็สมเหตุสมผลทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเรื่องเพาะปลูกพืชที่อาศัยน้ำน้อย เพราะยามนี้พ้นช่วงฤดูเพาะปลูกไปแล้ว

อีกทั้งชาวบ้านหลายครอบครัวที่ไร้เสบียงในฤดูหนาว

และการจัดการน้ำก็ไม่ผิดอันใด เพราะหากปล่อยให้ชาวบ้านดื่มกินโดยไร้ความรู้ ก็เห็นแล้วว่าอันตรายได้ถึงแก่ชีวิต

“น้องสาวเหยาอวี้ ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก” เขาถึงกับยกยอนางอย่างจริงใจ

ให้เด็กหญิงแปดขวบสั่งสอนเสียดาย ช่างหน้าขายหน้าจริงๆ

หลินฉางเฟิงคิดอย่างอับอาย

เหยาอวี้กลับยกยิ้มบางเบา แล้วกล่าวต่อว่า “ความจริงข้าพอรู้วิชาแพทย์อยู่เล็กน้อย บังเอิญว่าได้ความรู้จากหมอเทวดาเซวียนในตอนที่อยู่เมืองหลิงหยวน จึงได้ฟังคำชี้แนะจากเขา ข้าจึงคิดว่านอกจากความรู้เรื่องน้ำก็ควรเพิ่มความรู้เกี่ยวกับโรคภัยในช่วงนี้ไปด้วย”

เจียงมู่ไป๋ยังอ้างชื่อหมอเทวดาเซวียนกับคัมภีร์อี้ชิงได้โดยหน้าไม่เปลี่ยนสี เช่นนั้นนางจะน้อยหน้าได้อย่างไร

ไม่รู้ว่ายามนี้ท่านผู้เฒ่าจะไอจามจนต้องชงชาขิงดื่มหรือไม่…

“เชิญคุณหนูสี่ชี้แนะ” หลินฉางเฟิงกล่าวอย่างกระตือรือร้น

อัยหย้า คำชี้แนะจากหมอเทวดา ช่างล้ำค่าเสียจริง

“ข้าคิดว่า นอกจากเรื่องน้ำแล้ว…ควรให้ความรู้เรื่องโรคภัยในช่วงนี้ด้วย โดยเฉพาะอาการท้องเสียและอาเจียนจากการกินน้ำดิบหลังน้ำท่วม”

หลินฉางเฟิงเริ่มตั้งใจฟัง

นางจึงกล่าวต่ออย่างเป็นลำดับ

“น้ำที่ผ่านน้ำท่วม…มักปนเปื้อนสิ่งสกปรกและเชื้อโรค เมื่อดื่มเข้าไป อาจทำให้เกิดโรคหลายอย่าง เช่น โรคบิด ที่ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง หรืออหิวาตกโรค ถ่ายเป็นน้ำไม่หยุด อาเจียนตลอด ร่างกายอ่อนแรงรวดเร็ว และไข้ลำไส้อักเสบ มีไข้ร่วมกับอาการถ่ายเหลว”

“อาการเหล่านี้…สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่เพียงโรค แต่คือการสูญเสียน้ำในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำมากเข้า…ผู้ป่วยอาจหมดสติ และเสียชีวิตได้ในเวลาไม่นาน”

หลินฉางเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เช่นนั้น…ควรทำอย่างไร”

เหยาอวี้ตอบทันที “หากพบผู้ป่วย ให้รีบดื่มน้ำสะอาด ถ้ามีเกลือ…ให้ใส่ลงไปเพียงเล็กน้อย หากมีน้ำตาล…เติมเข้าไปอีกนิด จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ดังนั้นข้าคิดว่าถวายฎีกาให้ทางการมีการลดหย่อนภาษีเกลือด้วย โดยสามารถอ้างเรื่องเพื่อป้องกันโรคระบาดได้เจ้าค่ะ”

นางยกมือขึ้นเล็กน้อย ประกอบคำอธิบาย

“น้ำหนึ่งถ้วย ใส่เกลือเพียงปลายช้อน ให้จิบบ่อยๆ แม้จะกินได้ครั้งละไม่มากก็ตาม ยิ่งดื่มได้มาก…โอกาสรอดก็ยิ่งมาก ที่สำคัญคือต้องกำชับให้ต้มน้ำให้เดือดก่อนดื่มทุกครั้ง และล้างมือก่อนกินอาหาร สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเล็กน้อย…แต่ช่วยชีวิตคนได้มากที่สุดเจ้าค่ะ”

หลินฉางเฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ข้าเข้าใจแล้ว เรื่องนี้…ข้าจะให้คนลงไปสอนชาวบ้านทันที และจะรีบร่างฎีกา”

สายตาที่มองเหยาอวี้ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มิใช่เพียงความเอ็นดู แต่แฝงด้วยความนับถือบางอย่าง

สมกับเป็นคนที่สหายยอมพามาที่นี่ แม้ว่าคำพูดนี้จะมาจากการชี้แนะของหมอเทวดาเซวียนก็ตาม แต่เด็กแปดขวบกลับสามารถเรียงลำดับและจำทุกอย่างมาถ่ายทอดได้ขนาดนี้ ก็บ่งบอกถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของนางได้

คิดดูแล้วก็นึกถึงวันที่เห็นนางจับข้อมือเจียงมู่ไป๋วันนั้น

ดูเหมือนว่านางจะรู้วิชาแพทย์จริงๆ สินะ…

ทั้งสองพูดคุยสักถามเรื่องการป้องกันโรคพื้นฐาน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

มีเพียงเจียงมู่ไป๋ที่ดูผ่อนคลายลง เขาเอนกายพิงหมอนอิง เปลือกตาปรือลงครึ่งหนึ่ง ดวงตาเรียวยาวคล้ายคนง่วงงุน หากแต่เส้นหางตาที่เคยสูงส่ง เย่อหยิ่ง และห่างเหิน…กลับอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว

ราวกับถูกเสียงใสข้างกายสัมผัสกล่อมเบาๆ

ปลายนิ้วเรียวยาวยกถ้วยชาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากได้รูปจรดขอบถ้วยอย่างพอดี เขาจิบเพียงเล็กน้อย มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย คล้ายยิ้ม แต่ก็คล้ายไม่ยิ้ม ให้ความรู้สึกคลุมเครือ ชวนให้คนยากจะคาดเดา

ทั้งเอ้อระเหย…ทั้งเกียจคร้าน

แต่แววตาที่ทอดหาคนข้างตัว…กลับอ่อนโยนราวสายลมในฤดูวสันต์


 

ระหว่างทางกลับ ภายในรถม้ายังคงเงียบเชียบ เสียงล้อบดถนนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

เจียงมู่ไป๋นั่งอ่านตำราตามเคย ส่วนเหยาอวี้…กลับนิ่งเงียบ ราวกับจมอยู่ในห้วงความคิดของตน

กระทั่งรถม้าเลี้ยวเข้าทางด้านหลังของร้านเต้าหู้ รถม้าคันที่ไร้ตราสัญลักษณ์นั้นจอดเพียงครู่เดียว ก่อนจะเคลื่อนออกไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยปรากฏอยู่ที่นี่มาก่อน

ทั้งสองมาถึงร้านในยามเซิน ภายในยังคงคึกคักเล็กน้อยจากการขนย้ายของ

วันแรกของการเปิดร้าน…ผู้คนยังไม่มากนัก

เต้าหู้ยังเป็นของแปลกใหม่ สิ่งที่ทำกันอยู่ส่วนใหญ่จึงเป็นการจัดวางและเตรียมความพร้อมเสียมากกว่า เหยาอวี้จึงมิได้ใส่ใจยอดขายในวันแรกนัก

ไม่นาน เจียงมู่ไป๋ก็ให้อาไฉเตรียมรถม้าของตระกูลเพื่อกลับจวน

เมื่อถูกจูงขึ้นรถม้า เหยาอวี้นึกว่าเขาจะหยิบตำราขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้…กลับไม่ใช่

“หลินฉางเฟิง คือหลานชายของสมุหราชเลขาธิการหลิน” เสียงของเจียงมู่ไป๋ดังขึ้นอย่างเรียบเฉย “ซึ่งเป็นสหายสมัยเรียนกับเซินไท่ฟู่[1] ดังนั้น เขาจึงนับว่าอยู่ฝ่ายของหลี่หลงไท่จื่อ”

เหยาอวี้ได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อย นางจำเรื่องซุบซิบในวังจากฝานซูเมิ่งได้

อดีตฮองเฮาผู้ซึ่งเป็นมารดาแท้ๆ ของหลี่หลงไท่จื่อที่เสียชีวิตไปนั้น แซ่เซิน

หรือพูดง่ายๆ ก็คือไท่จื่อองค์ปัจจุบันคือหลานชายของเซินไท่ฟู่ ทั้งยังมีแรงสนับสนุนจากสมุหราชเลขาธิการหลินที่เป็นสหายของท่านตา

จึงไม่แปลกที่เซียวหลี่หลง จะกลายเป็นไท่จื่อตั้งแต่เยาว์วัย เพราะมีขุนนางฝ่ายบุ๊นส่วนใหญ่กับคนของสำนักฮั่นหลินสนับสนุนอยู่

ทว่าเมื่อนึกถึงตรงนี้นางก็สับสน ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มก็มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์หรอกหรือ หรือว่าความจริงแล้วเขาแซ่เซียว?

แคว้นหนานไห่ถูกปกครองด้วยราชวงศ์ฉี แซ่เซียว

เจียงมู่ไป๋เห็นสายตาที่สับสนนั้นก็ยกยิ้มบางเบา

“อวี้เอ๋อร์” น้ำเสียงของเขานุ่มลง “แท้จริงมนุษย์นั้นล้วนไม่แน่นอน บางสิ่ง…ตอนนี้ข้ายังไม่อาจบอกเจ้าได้ชัดเจน เพราะข้าเองก็ไม่แน่ใจ”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อเบาๆ

“หากเป็นไปได้…ข้าก็อยากเป็นเพียงเจียงมู่ไป๋ตลอดไป”

เหยาอวี้เอียงคอเล็กน้อย ความสงสัยยังไม่จางหาย

“เช่นนั้น…โม่โฉ่วเกอรู้ตัวตนที่แท้จริงของท่านหรือไม่เจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นไม่ดัง แต่กลับให้ความรู้สึกห่างไกลอย่างประหลาด

“ข้ามีหลายตัวตนเหลือเกิน ยากจะบอกว่า…แท้จริงแล้วข้าคือผู้ใด”

เหยาอวี้ยังไม่ยอมปล่อย “เช่นนั้น…เขารู้หรือไม่ว่าแท้จริงท่านเป็นผู้ใด”

คราวนี้ เจียงมู่ไป๋มิได้ตอบในทันที สายตาของเขาทอดออกไปนอกม่านหน้าต่างรถม้า แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดผ่านเข้ามาเพียงบางเบา ทาบลงบนใบหน้าด้านข้างของเขา

“ก่อนหน้านี้…ข้าแซ่โจว”

เสียงนั้นแผ่วลงเล็กน้อย ราวกับมิได้ต้องการให้ผู้ใดได้ยินมากนัก

“โจว…”

เหยาอวี้พึมพำเบาๆ บางสิ่งในความทรงจำค่อยๆ ผุดขึ้นมา ชื่อหนึ่งจากแดนเหนือ ที่เคยได้ยินผ่านหู…

นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่แน่ใจ

“…โจวกั๋วกง?”

คำพูดนั้นหลุดออกไปเบาๆ

แต่เพียงพอให้บรรยากาศภายในรถม้า…หยุดนิ่งไปชั่วขณะ

อะไรกันนี่ ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับบัลลังก์อะไรนั่นเหมือนที่คิดเลย



 

[1]ไท่ฟู่ คือพระอาจารย์ของฮ่องเต้