LNCrawler

ตอนที่ 173

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 173

ตอนที่ 173


 

เหยาอวี้ขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน ท่าทีเคร่งเครียดเกินตัวนั้น ทำให้เจียงมู่ไป๋ยิ้มกว้างอย่างหาได้ยาก เขายกลูบศีรษะนางที่เล็กยิ่งกว่าฝ่ามือเดียวของเขา ปลายนิ้วโป้งคลึงเบาๆ ตรงหว่างคิ้ว ราวกับจะคลายปมที่ขมวดแน่นนั้นออก

“ข้าเคยเป็นซื่อจื่อของจวนนั้น” เขาเอ่ยอย่างเรียบเฉย

“แต่เพราะขุนนางบู๊ที่มีกองทัพแข็งแกร่งที่สุด ทั้งยังมีบรรดาศักดิ์สูงสุดเหนือผู้ใด…โจวกั๋วกงผู้นั้นจึงต้องมีบุตรชายที่ขี้โรคจนไม่อาจเป็นแม่ทัพเพื่อสืบทอดตราพยัคฆ์ได้อีก จึงจะรักษาชีวิตของคนในตระกูลโจวได้”

เขากล่าวเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป ทว่าแววตากลับฉายความดำลึกของอารมณ์

“ท่านถูกคนในตระกูลตนวางยาจริงๆ ด้วย” เหยาอวี้พูดอย่างเห็นใจ ผู้ใดก็ล้วนแต่มีปัญหาครอบครัว

ทว่าชายหนุ่มกลับพูดอย่างคลุมเครือ “เรื่องนั้นก็ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัด เพราะการที่ข้าอ่อนแอ หรือป่วยตายนั้น มีหลายฝ่ายที่จะได้ประโยชน์ ดังนั้นคนวางยาข้าจะเป็นใครก็ได้”

“เช่นนั้นนามรองที่ท่านได้มาเพราะรับตำแหน่งซื่อจื่อนี่เอง” นางกล่าวสรุปเอาเองอย่างโล่งอก ไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกดีกว่าตอนที่คิดไปเองว่าเป็นเพราะเขาขึ้นเป็นฮ่องเต้

“ทำไมหรือ” เจียงมู่ไป๋ยิ้มบาง “หรือเจ้าคิดว่า…เป็นเพราะเหตุผลอื่น” เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยปอยผมเล็กๆ ข้างแก้มนาง

การที่นางจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก เพราะนามรองของเขานั้นโดดเด่นเกินไป แทบจะเปิดเผยอีกตัวตนของเขามาทั้งหมด โชคดีที่การเป็นกั๋วกงซื่อจื่อนั้นก็ถือว่ามีสถานะสูงส่ง พอที่จะมองว่านามรองอย่าง…จิ่งอวิ้น นั้น เหมาะสมอยู่บ้าง

เรื่องนี้แม้แต่หลินฉางเฟิงก็ยังไม่เอะใจ เพราะพวกเขารู้จักกันตั้งแต่เด็ก

เหยาอวี้สะดุ้งเล็กน้อย รีบเบี่ยงหน้า หลบอย่างจั๊กจี้ แก้มพองขึ้นเล็กน้อยเพราะเขาปล่อยให้นางตกใจอยู่ตั้งนาน ถึงยอมเล่าเอง

“แล้วเหตุใดพี่รองจึงเป็นสหายกับโม่โฉวเกอได้เจ้าคะ…พวกท่านดูไม่น่าจะรุ่นเดียวกันเลย”

ชายหนุ่มดึงฝ่ามือกลับมาแล้วกอดอก ก่อนนิ่งไปเล็กน้อยเหมือนเรียบเรียงคำ สุดท้ายค่อยพูดออกมาว่า

“เพราะข้าได้เรียนชั้นเดียวกับเขาในสำนักเรียน”

“แล้วท่านมีสหายอื่นอีกหรือไม่” นางถาม

“ไม่มีแล้ว” เขาตอบ

“ทั้งชั้นมีแค่สองคนหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้แปลกใจ ไพล่คิดไปว่าหรือพวกชนชั้นสูงที่จงหยวนจะชอบเรียนแบบโรงเรียนส่วนตัวอะไรทำนองนั้น

เจียงมู่ไป๋ส่ายหน้าเบาๆ “อืม…เหมือนจะมีคนอื่นด้วย” น้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจนัก “แต่โม่โฉวเป็นคนที่พูดมาก…และชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นที่สุด”

เหยาอวี้ได้ฟังก็รู้สึกคิ้วกระตุกเล็กน้อย “เพราะแบบนี้จริงเป็นสหายกันสินะเจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจ “ก็คงย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว”

ถ้าหลินฉางเฟิงได้มายินคำนี้คงน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้งอย่างแน่นอน …ถุย

เหยาอวี้รีบเปลี่ยนเรื่อง

“สำนักเรียนที่จงหยวน…ให้ถงเซิงเรียนรวมกันเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”

นางจ้องเขาตาแป๋ว เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ

เจียงมู่ไป๋ยิ้มเล็กน้อย “ไม่…แบ่งตามผลการสอบ”

เห็นนางยังคงทำหน้างุนงง เขาจึงอธิบายต่อ

“ก่อนหน้านั้น ข้าสอบได้คะแนนเต็มตลอด พวกอาจารย์จึงให้เลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้สร้างปมในใจให้ถงเซิงชั้นล่างๆ”

เหยาอวี้นิ่งไป ในใจพลันรู้สึกปวดหนึบ ชีวิตของเจียงมู่ไป๋นั้นแทบไม่ต่างจากนางเลย สุดท้ายนางจึงต้องร่ำเรียนวิชาแพทย์เพียงคนเดียวกับท่านผู้เฒ่า    

“ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็มีชั้นเรียนที่เหมาะสม” นางเอ่ยปลอบเบาๆ

เจียงมู่ไป๋กลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างจนใจ “ชั้นนั้น…เป็นชั้นสูงสุดแล้ว ไม่ว่าข้าจะได้คะแนนเต็มกี่ครั้ง…ก็ไม่มีชั้นใหม่ให้ขึ้นอีก”

เหยาอวี้ถึงกับนิ่งค้าง ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ

“เหอเหอ…เช่นนั้น สหายร่วมชั้นของท่านคงเกลียดชังท่านมากสินะเจ้าคะ”

นางนึกถึงสายตาของเหล่าบัณฑิตในงานกวีวสันต์

สายตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่น…เมื่อเห็นช่องว่างที่ไม่มีวันไล่ทัน

แม้แต่เจียงเจ๋อหมิน ก็ยังยากที่จะหลบซ่อนความขมขื่นนี้ในใจตน

“เอ๊ะ จริงสิ” นางพลันนึกขึ้นได้ “โม่โฉวคือนามรอง…เช่นนั้นคุณชายหลินก็คงยี่สิบปีแล้วสินะเจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋พยักหน้า

“เขาห่างกับข้าประมาณห้าปี”

เหยาอวี้หัวเราะอีกครั้ง

“อืม…แพ้ให้เด็กที่อ่อนกว่าถึงห้าปี ก็น่าแค้นใจจริงๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจ เขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ “อืม…เหมือนจะมีเรื่องเช่นนั้นอยู่”

คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมยกหางของหลินฉางเฟิงอีกเล็กน้อย

“แม้หมอนั่นจะดูไม่น่าเชื่อถือ…แต่ก็เป็นถึงหลานชายของสมุหราชเลขาธิการที่เป็นสหายกับไท่ฟู่อีก เขาจึงมีความสามารถอยู่บ้าง เพราะโม่โฉวก็เหมือนจะเคยเลื่อนชั้นมาเหมือนกัน”

เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ “เช่นนั้น ถงเซิงคนอื่นๆ ในชั้นเรียนนั้น…ก็คงอายุมากกว่าโม่โฉวเกออีกหรือเจ้าคะ”

นี่มิใช่แค่แค้นใจแล้ว…น่ากลัวว่าจะกลายเป็นปมในชีวิตเสียมากกว่า

มิน่าเล่า เขาถึงบอกหน้าตาเฉยว่ามีคนอยากให้เขาตายอยู่ไม่น้อย จำนวนถงเซิงในชั้นเรียนนี้ก็น่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยได้อยู่เหมือนกัน

แต่เอ๊ะ…มิใช่ว่าโจวกั๋วกงนั่น ปัจจุบันก็มีซื่อจื่ออยู่หรอกหรือ แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าที่ราบเรียบ แต่กลับมีแววตาดำลึกผาดผ่านเมื่อกล่าวถึงตระกูลโจว นางก็ไม่อยากกระทุ้งปมในใจของเขาเกี่ยวกับตระกูลโจวนั่นอีกแล้ว

ไว้แอบถามซูเมิ่งดีกว่า…

นางคิดถึงสารานุกรมเคลื่อนที่แห่งแคว้นหนานไห่ของตน

“เพราะว่าพี่รองไม่อยากเปิดเผยว่ารู้จักกับโม่โฉวเกอ วันนั้นเลยทำเป็นไม่รู้จักกันสินะเจ้าคะ” เหยาอวี้พยักหน้าหงึกหงัก ราวกับต่อภาพทุกอย่างเข้าด้วยกันได้แล้ว

เจียงมู่ไป๋พยักหน้ารับ

“การที่บุตรชายตระกูลสาขาของพ่อค้า จะรู้จักหลานชายขุนนางใหญ่จากจงหยวน…มันน่าสงสัยเกินไป” เขากล่าวอย่างเรียบเฉย

เหยาอวี้นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ท่านคงจะเชื่อใจเขามาก”

เจียงมู่ไป๋ถอนหายใจ “หลายอย่างก็ถือว่าต้องผลักเรือไปตามน้ำ ไม่รู้ว่าเพราะอันใด นอกจากจะไม่ถอยห่างจากข้าเหมือนคนอื่น ยังพยายามชวนข้าทำกิจการ ต่างจากลูกขุนนางคนอื่นๆ ที่มุ่งมั่นจะสอบขุนนาง”

“เป็นกิจการใดหรือเจ้าคะ”

น่าสนใจว่าเด็กชายสองคนท่ามกลางชนชั้นสูง จะเปิดกิจการใดร่วมกัน

“เป็นร้านตำรา” เขาตอบนางทุกคำถามได้อย่างไม่มีเบื่อ

“อ๋อ เพราะแบบนี้เขาจึงสามารถแนะนำสำนักหมึกให้ข้าได้นี่เอง” นางพึมพำ แต่พอนึกไปนึกมากก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะแปลกอยู่เล็กน้อย ทั้งหอเริงรมย์ และไหนจะร้านตำรา

เขาคงไม่คิดว่าจะทั้งมอมเมาประชาชน และสร้างจุดรวบรวมข่าวสารหรอกกระมัง?

“เพราะแบบนี้ แม้ว่าท่านจะซ่อนตัวตนไว้ที่เหออันเขาก็สืบหาได้สินะเจ้าคะ” นางถาม

“จะปล่อยให้เขาฮุบกิจการไปคนเดียวได้อย่างไร” ชายหนุ่มยิ้มเบียงประเด็น

แต่ที่จริงนั้นเป็นเพราะเขาตั้งใจมากกว่า หากเขาอยากจะหายไปไม่ให้หลินฉางเฟิงรู้ มีหรือจะต้องอาลัยร้านตำราพวกนั้น แต่เพราะการมีหลินฉางเฟิงนั้นดีกว่าไม่มีจริงๆ ฐานะหลานชายสมุหราชเลขาธิการหลินนั้น มีประโยชน์ต่อเขาในฐานะเจียงมู่ไป๋ที่ไม่สามารถใช้สถานะโจวกั๋วกงซื่อจื่อได้

“บางช่วงที่อาไฉหายไป…ก็เพราะต้องติดต่อกับเขาหรือไม่เจ้าคะ”

นางจำได้ดี ในช่วงแรกๆ ที่รักษาเขา บ่าวรับใช้ผู้นั้นหายตัวไปนานผิดปกติ

คนอื่นๆ ในจวนต่างบอกเพียงว่า ถูกส่งไปดูแลกิจการ

เจียงมู่ไป๋ส่ายหน้าเล็กน้อย

“ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ อาไฉเป็นองครักษ์ที่อยู่กับข้ามาตั้งแต่เด็ก เรื่องสำคัญหลายอย่าง…จึงต้องเป็นเขาไปด้วยตนเอง”

เหยาอวี้นึกถึงชายวัยกลางคนที่ดูซื่อๆ คนนั้น ก็อดประหลาดใจไม่ได้ คนเช่นนั้น…กลับเป็นองครักษ์ฝีมือสูง

มิน่าเล่า ในวันนั้นที่ชิงเฟิง เขาจึงกล้าเดินทางเพียงสองคน

เพียงแต่…คงไม่คิดว่าจะคลาดกันแปปเดียว จะเกือบเอาชีวิตไม่รอด

“เขาดูเคารพและซื่อตรงต่อพี่รองมาก”

เหยาอวี้เอ่ยยิ้มๆ เสียงเบาลงเล็กน้อย แม้จะรู้ว่าคนที่ถูกพูดถึง กำลังนั่งบังคับม้าอยู่ด้านนอก น่าจะได้ยินอยู่ดี

เจียงมู่ไป๋มองตรงไปข้างหน้า ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“เจ้าอย่าถูกใบหน้านี้ของเขาหลอกเอาล่ะ ไม่ได้มีแค่ฝานตูเว่ยหรอก ที่สามารถแปลงโฉมได้”

ดังนั้นเขาจึงมองฝานซูเมิ่งออกได้ตั้งแต่พบนางในชุดบ่าวรับใช้ เพราะเขาอยู่กับบ่าวที่แปลงโฉมตลอดเวลานั่นเอง

เหยาอวี้เบิกตากว้าง รู้สึกสนใจจนเขย่าชายแขนของเขาทันที

ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา “ไว้ไปเจียงหนานข้าจะให้เขาล้างเครื่องแต่งหน้าให้เจ้าดู”

บรรยากาศอ่อนละมุนภายในรถม้า ราวฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งผลิบาน ค่อยๆ ถูกย้อมด้วยแสงสีส้มแดงของตะวันที่กำลังลาลับ

แสงนั้นทอดผ่านม่านบาง สะท้อนเป็นเงาไหวระริก และเผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบา…ของชายวัยกลางคนใบหน้าซื่อๆ ผู้ที่กำลังบังคับรถม้าอยู่ด้านหน้า

รอยยิ้มนั้นเรียบง่าย ไร้พิษภัย

ทว่าในเงาแสงอัสดง…กลับแฝงความลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง