ตอนที่ 174
ตอนที่ 174
ตอนที่ 174
วิธีการขายเต้าหู้ของเหยาอวี้ในวันถัดมา ซึ่งถือเป็นวันเปิดร้านที่แท้จริงนั้น สร้างความฮือฮาไปทั่วเหออันอย่างรวดเร็ว
เพราะนางมิได้เพียงเปิดร้าน แต่ตั้งโรงทานขึ้นข้างร้านเสียด้วย
หม้อเหล็กขนาดใหญ่ตั้งเรียงกันเป็นแถว ไฟใต้เตาลุกโชนไม่ขาดสาย กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นพร้อมไอร้อนสีขาว เพียงไม่นาน…หน้าร้านก็มีผู้คนมารวมตัวกันแน่นขนัด
เสี่ยวเอ้อร์ยืนอยู่หน้าหม้อ ตะโกนประกาศเสียงดัง
“ทุกท่านฟังให้ดี! โรงทานของร้านชิงอวี้โต้วฝาง แจกอาหารวันละหนึ่งครั้งต่อคน! ผู้ใดจะรับ ต้องแสดงป้ายชื่อประจำตัวก่อน!”
“เมื่อจดชื่อแล้ว จะได้รับป้ายลำดับ! นำป้ายมาแลกอาหารได้ หนึ่งวันหนึ่งถ้วย ต่อคนเท่านั้น”
เสียงประกาศชัดเจน เป็นระเบียบ
ผู้คนแม้จะมาก แต่กลับไม่เกิดความวุ่นวาย ต่างต่อแถวกันอย่างเรียบร้อย
เมื่อถึงคิว ชามไม้ใบหนึ่งถูกส่งต่อออกมา ภายในเป็นน้ำซุปใสสีทองอ่อน สะท้อนแสงแดดดูอบอุ่น และในนั้น…มีชิ้นสีขาวนวลสั่นไหวอยู่
ชาวบ้านผู้หนึ่งรับชามไป มองสิ่งนั้นด้วยความงุนงง
“นี่คือสิ่งใดกัน…” เขาถาม
คนรอบข้างก็พากันมองตาม สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบ
“นี่เรียกว่า ‘เต้าหู้’ ขอรับ! สินค้าที่ขายของร้านชิงอวี้โต้วฝาง! นับว่าเป็นอาหารชนิดใหม่ กินแล้วให้กำลังวังชา…ไม่ต่างจากกินเนื้อ!”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อมีคนลองยกชามขึ้นซด เสียงสูดน้ำซุปเบาๆ ก็ดังขึ้น จากนั้น…สายตาก็เปลี่ยนไปทันที
นั่นเพราะซุปสีทองนั้นมิใช่เพียงน้ำต้มกระดูกกับเกลือธรรมดา หากมีซีอิ๊วผสมอยู่ จึงให้กลิ่นหอมเค็มลึกนุ่ม ทำให้รสชาติกลมกล่อมอย่างประหลาด
หวาน เค็ม นุ่ม ละมุน ผสานกันจนแยกไม่ออก
ส่วนชิ้นสีขาวนวลนั้น เมื่อเข้าปาก…ก็ละลายแทบจะในทันที นุ่มลื่น ราวกับไม่มีตัวตน แต่กลับให้ความอิ่มอย่างน่าแปลกใจ
ต่างจากโรงทานของตระกูลตู้ที่เริ่มสร้างภาพลักษณ์คนดีไถ่บาปในอดีต ไหนจะซวยยังถูกว่าร้ายมากมายในช่วงนี้ ตู้เถียนเถียนตั้งโรงทานที่ตลาดในเขตถนนสายหลัก แต่ข้าวต้มที่นางแจกนั้นไม่ต่างจากน้ำข้าวที่แทบจะนับเม็ดข้าวในถ้วยได้เลย
ภาพการดื่มกินที่ดูเอร็ดอร่อยของหลายคน ทำให้บางคนที่เดิมยังลังเล
แต่เมื่อซดคำแรกแล้ว…ก็หยุดไม่ได้อีก จนกระทั่งในชามไม่เหลือแม้หยดเดียว ทว่าความรู้สึกกลับยังไม่จบลง รสชาติยังคงติดอยู่ในลำคอ
ความกลมกล่อมนั้น…ทำให้ผู้คนอดคิดถึงไม่ได้ ราวกับมีบางสิ่งค้างคาอยู่ในลำคอ จนหลายคนเผลอเดินวกกลับไปยังหน้าร้าน ยกเงินขึ้นมาจ่ายโดยแทบไม่รู้ตัว เหมือนถูกกลิ่นและรสเมื่อครู่สะกดไว้เสียแล้ว
ข้างฝาร้าน มีแผ่นไม้แขวนไว้เป็นระเบียบ เขียนวิธีทำเต้าหู้ต้มซุปกระดูก เอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งขั้นตอนและเครื่องปรุง
ผู้ที่อ่านออกก็ยืนอ่านอย่างตั้งใจ
ผู้ที่อ่านไม่ออก…ก็มีเสี่ยวเอ้อร์ยืนอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
ภาพนั้นทำให้หลายคนถึงกับอึ้ง
นี่มันบ้าไปแล้ว…เหตุใดจึงกล้าเปิดเผยสูตรอาหารเช่นนี้กัน?
แต่เมื่อฟังไปถึงขั้นตอนสำคัญ
คำว่าซีอิ๊ว กลับทำให้ผู้คนขมวดคิ้ว
“ซีอิ๊วคืออันใด?” เสียงถามดังขึ้นเป็นระยะ
เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยิ้ม ใจดีตอบอย่างไม่ปิดบัง
“หากไม่มี สามารถใช้เกลือแทนก็ได้ขอรับ แต่รสชาติ…คงไม่กลมกล่อมเช่นวันนี้”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เพราะนี่คือเครื่องปรุงพิเศษของร้านเราเท่านั้น”
“ซีอิ๊วนี้…มีต้นทุนสูงมาก” กล่าวถึงตรงนี้เขาทำสีหน้าหนักใจเล็กน้อย ราวกับจะให้คนฟังรับรู้ถึงความยากลำบากตามที่ถูกคุณหนูสี่คิดบทงิ้วนี้ให้มา
ก่อนจะกล่าวต่อ
“ดังนั้น ทางร้านจะขายให้เฉพาะผู้ที่ซื้อเต้าหู้มากกว่าสิบจินเท่านั้น”
“หนึ่งไห หนักห้าจิน ราคาเพียงห้าสิบอีแปะ”
“ตกจินละสิบอีแปะเท่านั้น!!!!”
คำว่าสิบอีแปะทำให้ผู้คนสะดุ้ง
เสี่ยวเอ้อร์ยังร่ายยาวไม่หยุด
“และซีอิ๊วนี้เข้มข้นมาก ใช้เพียงเล็กน้อย ก็ปรุงอาหารได้หลายจาน ทั้งต้ม ผัด หมัก…แทนเกลือได้แทบทั้งหมด ไหเดียว…ทำอาหารได้เป็นร้อยจาน!”
ยิ่งพูดยิ่งมัน คนฟังก็ยิ่งตื่นตะลึง
เกลือถือเป็นสินค้าควบคุมและมีภาษีสูง ราคาของเกลือแค่หนึ่งจินมักจะตกอยู่ที่ประมาณสี่สิบอีแปะ ทั้งยังนำมาปรุงอาหารได้ประมาณสามสิบจาน ไหนจะนำไปหมักดอง หรือตากแห้งทำของเค็มต่างๆ อีก หากมีซีอิ๊วที่ทดแทนได้ทั้งยังราคาถูกกว่าเป็นเท่าตัว
เหตุใดจะไม่ซื้อเล่า?
“เอา! เอาเต้าหู้อ่อนสิบจิน!”
“ข้าด้วย!”
เสียงเรียกซื้อดังขึ้นทันที ผู้คนแย่งกันยื่นเงิน
แต่เมื่อจ่ายเงินแล้ว
ที่โต๊ะยาวด้านข้าง กลับมีของอีกอย่างถูกยกออกมา
เต้าหู้ทอดสีเหลืองทอง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ราดน้ำจิ้มหวานเงาวับ
เสี่ยวเอ้อร์รีบตัดแบ่งใส่ใบไผ่แห้งที่เช็ดสะอาดแล้ว ส่งให้ลูกค้า
“เป็นของขวัญให้กับลูกค้าทุกท่านที่ซื้อเต้าหู้ในวันนี้ขอรับ!”
เพียงคำแรกที่เข้าปาก เสียงสูดลมหายใจก็ดังขึ้นแทบพร้อมกัน ด้านนอกกรอบบาง กัดลงไปแล้วแตกเบาๆ แต่ภายในกลับนุ่มละมุน ตัดกับน้ำจิ้มหวานที่เคลือบอยู่ด้านนอก
หวานเค็มกำลังดี หอมจนแทบหยุดกินไม่ได้
ผู้คนแทบจะอ้าปากค้าง
“นี่มัน…อะไรกัน!?”
ยังไม่ทันถามจบ เสี่ยวเอ้อร์อีกฝั่งก็ผายมือไปยังแผ่นไม้ข้างร้าน
“นี่คือเต้าหู้ทอดขอรับ! ทำจากเต้าหู้แข็ง คนละชนิดกับเต้าหู้ต้มซุป!”
จากนั้นก็เริ่งอธิบายวิธีทำอย่างคล่องแคล่ว
เพียงเท่านี้ ผู้ที่เพิ่งซื้อเต้าหู้อ่อนไป ก็หันกลับมาซื้อเต้าหู้แข็งเพิ่มทันที
“เอาอีกสิบจิน!”
เสียงตะโกนดังขึ้นไม่ขาดสาย
และเมื่อซื้อครบสิบจิน ก็จะได้รับป้ายไม้สำหรับแลกซื้อซีอิ๊วหนึ่งไห
ถึงขั้นนี้แล้ว…จะมีผู้ใดไม่ลองซื้อซีอิ๊วกลับไปสักไห?
แถวโรงทานยาวเพียงใด
แถวหน้าร้านชิงอวี้โต้วฝาง…ก็ยาวไม่แพ้กัน
ผู้ที่ไม่มีเงิน ก็ได้อิ่มจากโรงทาน
ผู้ที่มีเงิน ก็ได้รู้ว่า นี่คืออาหารที่ทั้งถูก และอร่อย
และเมื่อรู้แล้ว…ก็ยากจะหันหลังให้ได้อีกต่อไป
ท่ามกลางเสียงซุบซิบและความพึงพอใจของผู้คน เสี่ยวเอ้อร์ก็ได้จังหวะประกาศบอกชาวบ้านที่กำลังต่อแถวโดยรอบ และขอทานที่ยังคงดื่มด่ำกับเต้าหู้อยู่ อย่างกระตือรือร้น
“พรุ่งนี้ยังมีแจกอีก! รายการอาหารจะเป็น…เต้าหู้ผัดซอสซีอิ๊ว! รับรองว่าอร่อยไม่แพ้วันนี้!” คำประกาศนั้นทำให้ชาวบ้านที่กำลังจะเดินจากไปถึงกับชะงัก
หลายคนหันกลับมามองหน้ากันด้วยความงุนงง
“ผัดได้ด้วยหรือ?”
“ของนุ่มเช่นนั้น…จะผัดอย่างไร?”
เสียงถามดังขึ้นเป็นระยะ
เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มกว้างทันที ราวกับรอคำถามนี้มานาน
“ได้ขอรับ!”
เขาตอบเสียงดังชัดถ้อย
“เต้าหู้นั้น…ทำได้สารพัดอย่าง! ทั้งต้ม ทั้งทอด ทั้งผัด…ไม่ต่างจากเนื้อ!”
เขาชี้ไปยังหม้อซุปที่ยังเดือดอยู่
“วันนี้เป็นต้ม…พรุ่งนี้เป็นผัด ใช้ซีอิ๊วปรุงจนซึมเข้าเนื้อ หอมเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม!”
คำว่าหอมเข้มข้น ทำให้หลายคนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
เสี่ยวเอ้อร์ยังพูดต่ออย่างคล่องแคล่ว
“รับรองว่าอร่อยกลมกล่อม กินเปล่าๆ ก็อร่อย! ไม่ต้องมีข้าว…ก็อิ่มได้!”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนฮือฮาหนักกว่าเดิม บางคนถึงกับหันกลับไปมองชามที่เพิ่งกินหมด ราวกับกำลังจินตนาการรสชาติในวันพรุ่งนี้
และเพียงคำประกาศไม่กี่ประโยคนี้เอง ก็เพียงพอจะทำให้หลายคน ตั้งตารอวันถัดไปอย่างใจจดใจจ่อ
เหตุผลที่ผู้มีเงินตัดสินใจซื้อเต้าหู้กันอย่างง่ายดายนั้น มิใช่เพียงเพราะได้ลิ้มลองรสชาติแล้วติดใจ
หากเป็นเพราะราคาต่างหาก
เหยาอวี้ตั้งราคาเต้าหู้ไว้เพียงจินละยี่สิบอีแปะเท่านั้น
เมื่อเทียบกับข้าวก่อนเกิดน้ำท่วม ที่เคยอยู่เพียงจินละห้าสิบอีแปะ
เต้าหู้ที่กินแทนได้ กลับมีราคาถูกกว่าถึงสองเท่า
และหากเทียบกับราคาข้าวในยามนี้ ที่พุ่งสูงขึ้นจากเดิมเกือบเท่าตัว แม้ทางการจะพยายามควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ก็ทำได้เพียงชั่วคราว
เพราะเมื่อเสบียงขาดแคลน…ราคาย่อมไหลไปตามแรงของตลาด
นี่คือกลไกที่ไม่มีผู้ใดอาจฝืน
เมื่อเป็นเช่นนี้ เต้าหู้ของชิงอวี้โต้วฝาง จึงมิใช่เพียงของกินใหม่ แต่กลายเป็นทางรอด ที่ทั้งอิ่มท้อง และประหยัดเงินในกระเป๋า
สำหรับผู้ที่ยังพอมีทุนทรัพย์ การจ่ายเงินซื้อเต้าหู้…จึงแทบไม่ต้องลังเลเลยแม้แต่น้อย