LNCrawler

ตอนที่ 175

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 175

ตอนที่ 175


 

ยามนี้เหล่าสตรีของฝั่งเรือนตะวันตก กำลังสุ่มหัว…เอ่อ กำลังรวมกลุ่มกันอยู่ที่เรือนป่าไผ่ของจางซื่อ

เหยาอวี้นั่งพิงโต๊ะเตี้ย มือหนึ่งกอบเหรียญทองแดงขึ้นมาแล้วปล่อยให้ไหลผ่านนิ้ว เสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊งดังไม่ขาดสาย

กองเงินตรงหน้า…สูงจนแทบจะต้องแบ่งเป็นกองย่อยจนแทบจะนับไหว

เหยาอวี้เริ่มคิดคำนวนต้นทุนในใจ ก่อนจะหัวเราะจนตัวแทบลอย

“อวี้เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป” จางซื่อเอ่ยถาม

เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายราวกับเห็นทองคำกองใหม่

“ท่านแม่ ถั่วเหลืองที่พวกเราซื้อไว้ก่อนน้ำท่วม…คำนวนแล้วก็แค่จินละหนึ่งอีแปะเจ้าค่ะ”

เฉียนซื่อที่นั่งอยู่ข้างกองเงินอีกฝั่ง กำลังใช้ปลายนิ้วนับเหรียญอย่างคล่องแคล่ว ได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย แล้วพยักหน้า “เพราะเจ้ากว้านซื้อถั่วเหลืองจำนวนมากตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ พ่อค้าจึงยอมลดราคาให้”

เหยาอวี้พยักหน้ารัว “แต่ถ้าเป็นราคาปกติ…ถั่วเหลืองหนึ่งจินก็แค่ห้าอีแปะ เท่าซาลาเปาหนึ่งลูกเท่านั้น”

จางซื่อถอนหายใจ “ก็เพราะมันเป็นเพียงของเลี้ยงหมู…หลังจากชาวบ้านปลูกพักหน้าดิน ชาวบ้านจึงไม่เห็นค่ามันนัก”

เหยาอวี้ยิ้มกว้างขึ้น “แต่พอนำมาทำเต้าหู้…กลับได้ปริมาณมากเป็นเท่าตัวเลยเจ้าค่ะ”

ปริมาณถั่วเหลืองเพียงหนึ่งจิน เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นเต้าหู้ สามารถผลิตเป็นเต้าหู้แข็งน้ำหนักรวมประมาณถึงสองจิน เนื่องจากมีน้ำส่วนหนึ่งแทรกซึมอยู่ในเนื้อโปรตีนที่จับตัวกัน จากการโม่บดและต้มจนตกตะกอน แล้วบีบอัดออกมาเป็นก้อนเต้าหู้

แต่หากจะทำเป็นเต้าหู้อ่อน ที่มีความเนียนนุ่มและอุ้มน้ำไว้ในเนื้อสัมผัสมากกว่า ถั่วเหลืองในปริมาณเท่าเดิมคือหนึ่งจิน จะสามารถให้ผลผลิตได้สูงถึงสี่จิน

เฉียนซื่อหรี่ตาลงทันที สมองเริ่มคำนวณโดยทันที

“ข้าลองคำนวนแล้ว ต้นทุนเต้าหู้หนึ่งจิน…แทบไม่ถึงครึ่งอีแปะด้วยซ้ำ”

“ใช่เจ้าค่ะ! เพราะน้ำที่แทรกอยู่ในเนื้อเต้าหู้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น กำไรจึงงอกขึ้นมาจากตรงนี้”

เฉียนซื่อวางเหรียญลงอย่างเป็นระเบียบ

ก่อนจะคำนวณต่อทันที

“หากขายจินละยี่สิบอีแปะเช่นนี้…เต้าหู้แข็ง…กำไรสี่สิบเท่า เต้าหู้อ่อนก็จะกำไรประมาณแปดสิบเท่า”

จางซื่อถึงกับหยุดมือ

“แปดสิบเท่า!?”

เหยาอวี้พยักหน้าแล้วหัวเราะ

“นี่คิดแค่เพียงต้นทุนถั่วเหลืองเท่านั้น แต่แม้จะหักค่าน้ำ ค่าไฟ และแรงงาน…ต้นทุนรวมก็ยังไม่ถึงสามส่วนของถั่วเหลืองเดิมเจ้าค่ะ”

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เจียงมู่ไป๋จะสะสมแหล่งน้ำไว้จำนวนมาก ทั้งให้โรงหม้อทุกแห่งที่รู้จัก ผลิตโอ่งเพื่อเก็บน้ำแล้วเก็บไว้ตามโกดังมากมาย

จางซื่อมองเงินตรงหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

“เงินมากถึงเพียงนี้…ข้านับจนตาลายแล้ว”

เฉียนซื่อหัวเราะเบาๆ “พรุ่งนี้ให้บ่าวเอาไปแลกเป็นตั๋วเงินเถิด ไม่ต้องนับแล้ว อีกอย่างเก็บไว้เช่นนี้…ไม่ปลอดภัย”

เหยาอวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที

จากนั้นนางก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

“อีกเรื่องหนึ่ง… ข้ากับพี่รองคิดไว้แล้วว่า…จะรับซื้อถั่วเหลืองในราคาจินละสิบอีแปะเจ้าค่ะ”

เฉียนซื่อเงยหน้าขึ้นทันที

“สองเท่าของราคาปกติเชียวหรือ…ชาวบ้านต้องแห่มาปลูกแน่นอน”

เหยาอวี้ยิ้มบาง “ตอนนี้ถั่วเหลืองในโกดังของพวกเรา…มีประมาณหนึ่งแสนตั้นแล้วเจ้าค่ะ”

จางซื่อถึงกับนิ่งค้าง นางเพียงนับเลข และอ่านออกไม่กี่ตัว แต่ก็ตกใจกับจำนวนนี้อยู่ดี เพราะนางรู้ว่ามันต้องมากมายมหาศาลแน่นอน

“หนึ่ง…แสนตั้น?”

เหยาอวี้พยักหน้า “จากกำไรที่ได้จากถั่วเหลืองก่อนน้ำท่วม ก็เยอะมากแล้วเจ้าค่ะ ดังนั้น ต่อให้ตั้งโรงทานแจกเต้าหู้ทั้งปี…พวกเราก็ยังมีกำไรอยู่เจ้าค่ะ”

เฉียนซื่อมองนางนิ่งๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างชื่นชม

“อวี้เอ๋อร์…เจ้ามิใช่เพียงคิดเก่ง แต่ยังควบคุมจังหวะได้ดีอีกด้วย”

“อืม…” เฉียนซื่อวางเหรียญกองสุดท้ายลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด “แต่ข้าว่า แค่ครัวนี่…คงผลิตเต้าหู้กับซีอิ๊วต่อวันไม่พอแล้วละ” นางหันมองไปรอบเรือนป่าไผ่ “อีกอย่าง…ซีอิ๊วจะเอามาเก็บไว้ในจวนมากเกินไปก็ไม่ได้”

เหยาอวี้พยักหน้ารัว

“เจ้าค่ะๆ ข้าคิดไว้แล้ว ตอนนี้ให้คนทยอยขนของไปเก็บไว้ที่ร้าน”

โชคดีที่ร้านมีบริเวณโดยรอบเยอะ

นางคิด ก่อนจะกล่าวต่อ

“และอาไฉก็หาที่สำหรับตั้งโรงงานผลิตของจากถั่วเหลืองให้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

เฉียนซื่อเลิกคิ้ว “เร็วถึงเพียงนั้น?”

“เจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบอย่างมั่นใจ “ต่อไป…อาจต้องรบกวนท่านแม่บุญธรรมช่วยเรื่องหาคนงาน จำนวนคนตอนนี้…ยังน้อยเกินไปมาก”

นางเอ่ยพลางเหลือบมองจางซื่อ ที่ช่วงนี้ต้องลงมือทำดีเกลือแทบทุกขั้นตอนด้วยตนเอง จนแทบไม่มีเวลาว่าง

แม้แต่เรื่องเครื่องประทินผิวที่เคยตั้งใจจะพัฒนาต่อ ก็ต้องพักไว้ก่อน

แต่ถึงอย่างนั้น…ก็ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

สูตรที่มีอยู่…ก็เพียงพอจะขายได้อีกนาน

เฉียนซื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับมีชีวิตชีวาขึ้นทันที นางคือฮูหยินตระกูลสาขาอย่างเงียบเหงามานาน

“ได้สิ! ขาดเหลือสิ่งใด เจ้าบอกข้าได้เลย”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความยินดี ราวกับได้กลับไปเป็นคนทำการค้าอีกครั้ง

จางซื่อมองภาพนั้น ก่อนจะหันมองบุตรสาวของตน แววตาเต็มไปด้วยความวางใจ

ตั้งแต่ตอนที่ไปอยู่โรงเตี้ยมจินฟู่ นางก็เริ่มพึ่งพาการตัดสินใจของเหยาอวี้มากขึ้นเรื่อยๆ

เด็กหญิงที่เคยต้องปกป้อง…กลับกลายเป็นผู้ที่พานางก้าวเดินไปข้างหน้า

เพียงแต่ช่วงนี้…ทั้งสองแทบไม่มีเวลาได้พูดคุยกันตามลำพังเลย เหยาอวี้เข้าออกจวนแทบทุกวัน ยุ่งจนไม่มีเวลาหายใจ

เฉียนซื่อเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างฟ้าข้างนอกเริ่มดำคล้ำ ก่อนมองสองแม่ลูกที่ไม่ได้พบกันนานจึงกล่าวขอตัว

“ดึกแล้ว” นางเอ่ยพลางลุกขึ้น “ข้าขอตัวก่อน พวกเจ้าก็คุยกันไปเถอะ”

เมื่อเฉียนซื่อก้าวออกจากเรือนป่าไผ่ไปแล้ว เหลือเพียงสองแม่ลูกนั่งเผชิญหน้ากัน เหยาอวี้ขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย ราวกับจะใช้ช่วงเวลานี้ให้คุ้มค่า

ก่อนจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ชิงเฟิง การเดินทางฝ่าความโกลาหลของน้ำหลาก ไปจนถึงเมืองหลิงหยวน มีเพียงเรื่องสมุนไพรเซียน และการเรื่องที่เกี่ยวของกับไท่จื่อเท่านั้นที่ไม่ได้บอกกล่าว

น้ำเสียงใสๆ ดังขึ้นเป็นระยะ สลับกับแววตาที่มีชีวิตชีวา

จางซื่อนั่งฟังเงียบๆ บางครั้งก็พยักหน้า บางครั้งก็ยกมือขึ้นลูบผมบุตรสาวอย่างไม่รู้ตัว

ราวกับกำลังย้ำเตือนตนเองว่า เด็กหญิงตรงหน้ายังอยู่ดีปลอดภัย

จางซื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ

“ข้า…ได้เจอเถ้าแก่จินที่เจียงหนานแล้ว พอจะรู้เรื่องพวกตระกูลหลัวที่ไปหาเรื่องเจ้าเช่นกัน” จางซื่อลังเลบางอย่างในสายตา แต่สุดท้ายก็เลือกที่พูดอย่างอื่นแทน

“ตัดแล้วก็ตัดไป ครอบครัวแบบนั้นก็ไม่ได้มีบุญคุณใดให้พวกเราต้องทดแทนหรอก”

เหยาอวี้ฟังถ้อยคำของมารดาก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างจางซื่อที่อยู่ภายใต้จารีตของยุคนี้อย่างเข้มข้น จะพูดถึงเรื่องอกตัญญูเช่นนี้ออกมาหน้าตาเฉย

นางจึงไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงพยักหน้าเบาๆ

“เจ้าค่ะ ต่อไปก็คงต่างคนต่างอยู่ พวกเราก็ไม่มีธุระอะไรที่ตำบลนั้นแล้ว”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น หลิงหยวนโหวผู้นั้นก็ดีกับเจ้าไม่น้อย ถึงกับส่งคนมาคุ้มครองให้ แต่บ่าวผู้นั้นก็ดูธรรมดามาก จะคุ้มครองเจ้าได้จริงๆ หรือ” จางซื่อชื่นชมหลิงหยวนโหวเมื่อนึกถึงที่เหยาอวี้เล่าว่าได้รับการต้อนรับอย่างดี ไหนจะบุตรสาวบุญธรรมของเขาอยู่ข้างกายนางตอนนี้ด้วย

เหยาอวี้สังเกตท่าทีของมารดาที่ดูจะไม่มีปฏิกิริยากับชื่อหลิงหยวนโหวเลย ก็ถอนหายใจเบาๆ ว่าคงเป็นการคิดมากเกินไป จึงค่อยตอบมารดาว่า

“นางแปลงโฉมอยู่เจ้าค่ะ หากท่านเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางจะต้องชอบแน่ แต่ข้าคิดว่านางเพียงอาศัยฐานะบ่าวข้างกายข้าเพื่อสืบราชการมากกว่า ท่านก็เห็นอยู่ว่าทุกวันนี้ไม่รู้ว่านางไปไหนแล้ว”

ฝานซูเมิ่งผุดๆ โผล่ๆ จริงๆ แต่เหยาอวี้ก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็คือฝานตูเว่ย ย่อมไม่ใช่บ่าวรับใช้ของนางจริงๆ

จางซื่อพยักหน้าเข้าใจ “เจ้าก็ควรมีบ่าวข้างกายจริงๆ นั่นแหละ เรามีเงินเองแล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวข้าปรึกษากับเฉียนซื่อดู”




 

เหยาอวี้ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพราะเรื่องนี้แม้แต่เจียงมู่ไป๋ยังเคยพูดถึง นางจึงไม่อยากฝืนความคิดของคนทั่วไปนัก จึงเปลี่ยนเรื่อง

“ล่าสุดเถ้าแก่จินส่งจดหมายมาแล้วเจ้าค่ะ โรงงานผลิตเครื่องประทินผิว…เตรียมการเรียบร้อยแล้ว ส่วนโรงงานทำตลับหอม กับหมึกหอม ก็ซื้อที่ไว้ทั้งสองแห่งแล้ว รอเพียงพิมเสนดิบเทียบท่าเท่านั้น”

จางซื่อได้ยินก็ถึงกับนิ่งไป นางพยายามคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าเบาๆ

“เรื่องนี้เจ้าจัดการเถอะ ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องจริงๆ” นางคิดตามไม่ทันตั้งแต่ที่เหยาอวี้พูดคุยเรื่องต้นทุนถั่วเหลืองกับเฉียนซื่อแล้ว

แต่ครั้งนี้นางสองแม่ลูกโชคดีจริงๆ ไม่ใช่แค่หลุดพ้นครอบครัวเห็นแก่ตัวนั่นมาได้ ยังได้อยู่กับตระกูลสาขาที่เอ็นดูบุตรสาวนางอย่างใจจริง

เหยาอวี้ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะถามอย่างระมัดระวังว่า “เช่นนั้นท่านแม่ไปเจียงหนานดีหรือไม่เจ้าคะ เผื่อที่นั่นท่านจะได้มีพวกจินเซียงให้พูดคุยและดูแลการทำเครื่องประทินผิว”

ที่นางกล่าวเช่นนี้เพราะรู้ว่ามารดาต้องอุดอู้อยู่ที่ในจวน ไม่สิ อยู่แค่ในบริเวณเรือนป่าไผ่เท่านั้น หากไปเจียงหนานมารดาอาจจะรู้สึกดีกว่าก็ได้

จางซื่อได้ยินก็พยักหน้าทันที

ตอนแรกผู้เฒ่าเจียงไม่คิดจะกลับมาช่วงนี้ด้วยซ้ำ

แต่เพราะห่วงจวน จึงได้กลับมาดู แต่ก็แบ่งคนไว้ที่เจียงหนานจำนวนหนึ่ง แม้แต่นายท่านเจียง กับเจียงเจ๋อหมินก็ไม่ได้กลับมา เพราะต้องดูแลกิจการที่เจียงหนานซึ่งเพิ่งลงทุนขยายร้าน และเพิ่งซื้อโรงงานทอผ้าก่อนน้ำท่วมไปไม่กี่วัน

ที่มาจึงมีแค่ฝั่งตระกูลสาขา ฮูหยินเจียง และเจียงจื่อหรง กับพวกนายท่านผู้เฒ่าเท่านั้น

และถ้าไม่ใช่เพราะห่วงเหยาอวี้มาก นางจึงกลับมาพร้อมตระกูลสาขาด้วย มิเช่นนั้นนางคงอยู่ที่เจียงหนาน และไปมาหาสู่กับพวกตระกูลจินที่ย้ายถิ่นฐานไปนั่นเช่นกัน อย่างเพลิดเพลินแล้ว

ทว่ายังไม่ทันที่จางซื่อจะได้กล่าวสิ่งใด บรรยากาศรอบเรือนป่าไผ่ก็กดดันขึ้น

เงียบ…ผิดปกติ

เงียบจนเหมือนเสียงลมหายใจยังหนักแน่นเกินไป

เหยาอวี้พลันชะงัก สัมผัสฟ้าดินของนางแผ่ขยายออกไปโดยไม่รู้ตัว ในความว่างเปล่านั้น มีบางสิ่งซ่อนอยู่

ไม่ใช่หนึ่ง

ไม่ใช่สอง

แต่เป็นจำนวนมาก

เด็กหญิงรีบคว้ามือจางซื่อแน่น หัวใจเต้นถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยังไม่ทันได้เอ่ยเตือน

เงาดำหลายร่างก็ร่วงหล่นลงมาจากชายคา ไร้เสียง ไร้การเตือนล่วงหน้า ราวกับเงาที่แยกตัวออกจากความมืด

เท้าแตะพื้นเบาเฉียบ แทบไม่เกิดเสียงใด

พวกเขาเคลื่อนไหวพร้อมกัน เป็นจังหวะเดียวกันอย่างน่ากลัว